นิทานญี่ปุ่นเรื่อง อุระชิมะ ทาโร่ (ต่อ)

Written by jintana on September 1st, 2013. Posted in บทความ

อุระชิมะ ทาโร่ ได้ท่องเที่ยวในวังเรียวงุโจอย่างเพลิดเพลิน แล้วก็พบกับห้อง ๆหนึ่งซึ่งในห้องมีประตูอยู่สี่บาน เมื่อเปิดเข้าไปที่ประตูแรก ทั้งห้องนั้นจะเป็นฤดูใบไม้ผลิที่สดชื่น มีต้นซากุระผลิดอกออกใบอย่างสวยงาม และกลีบดอกยังร่วงลงพื้นสวยงามไม่แพ้กัน ทั้งอากาศภายในห้องนั้นอบอุ่นกำลังดี ไม่หนาวไม่ร้อนจนเกินไป

ห้องที่ต่อมา เป็นฤดูร้อน เมื่อเปิดเข้าไปในห้องจะพบท้องฟ้าที่แจ่มใส อากาศสดชื่น มีเสียงนกและแมลงต่าง ๆมากมาย ทั้งลมโชยเอื่อย ๆชวนให้นั่งเล่นยิ่งนัก

ห้องที่สาม เป็นฤดูใบไม้ร่วง เมื่อเปิดเข้าไปในห้องจะพบกับท้องฟ้ามีดาวระยิบระยับเคียงคู่กับพระจันทร์ในยามค่ำคืน ชวนให้มองสลับกับสีส้มของใบต้นโมมิจิ(เมเปิ้ล) ที่กำลังผลัดใบยิ่งมองก็ยิ่งสบายใจ คลอไปกับเสียงจักจั่นที่แข่งกันร้องราวกับเสียงเพลงจากธรรมชาติ

ห้องสุดท้ายเป็นห้องแห่งฤดูหนาว เมื่อเข้าไปก็พบกับหิมะขาวโพลนที่ปกคลุมต้นไม้ พร้อมกับอากาศที่หนาวเย็น อุระชิมะ ทาโร่เพลิดเพลินกับการเที่ยวเล่นอยู่ที่วังเรียวงุโจเป็นเวลาสามปี อยู่มาวันหนึ่งเขาเกิดนึกถึงเรื่องราวในอดีตตอนที่อาศัยอยู่กับแม่อันเป็นที่รัก ด้วยความกตัญญูเขาขอโอโตฮิเมะขึ้นมาเพื่อดูความเป็นอยู่ของแม่ เมื่อนางรู้นางได้ขอร้องให้อุระชิมะ ทาโร่อยู่ แต่ก็เข้าใจถึงความกตัญญูที่เขามีต่อแม่ จึงได้มอบกล่องหนึ่งให้อุระชิมะนำขึ้นมาด้วยและกำชับว่าห้ามเปิดกล่องเด็ดขาด อุระชิมะทาโร่ สัญญาว่าจะขี่เต่าตัวเดิมกลับมาพร้อมกล่อง

เมื่อเขาขึ้นมาบนโลกมนุษย์ น่าแปลกยิ่งนักที่ไม่มีใครรู้ข่าวคราวของแม่เขาเลย ทั้งยังไม่มีใครรู้จักอุระชิมะ ทาโร่อีกด้วย ได้ยินแต่เพียงเรื่องเล่าว่า อุระชิมะ ทาโร่นั้นออกทะเลและหายสาบสูญไปเมื่อ 300 ปีที่แล้ว เพียงเท่านั้นก็เข้าใจได้ว่าเวลา 3 ปี ในวังเรียวงุโจ เท่ากับบนโลกมนุษย์ 300 ปี เขาเสียใจมาก จึงนั่งพักอยู่ริมทะเลและสงสัยกับกล่องที่โอโตฮิเมะให้มาจึงเผลอเปิดกล่องใบนั้นขึ้น แล้วเรื่องที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เขากลายเป็นชายชราทันทีแล้วค่อย ๆเสียชีวิตลงในที่สุด แท้ที่จริงแล้วกล่องใบนั้นคือที่เก็บอายุขัยของเขานั่นเอง.

 

 

แม้ ถึงแม้ แม้ว่า ถึงแม้ว่า

Written by akiautumn on August 31st, 2013. Posted in บทความ

คาดว่าใครหลายคนก็คงจะสงสัยกันไม่ก่อนกับคำว่า though, although, even though และ even if ซึ่งล้วนแล้วมีความหมายเหมือนกันคือ “แม้ว่า” แต่เอ๊ะ มันต่างกันอย่างไรล่ะ?

สำหรับ though, although และ even though นั้นจะมีความหมายและกันนำไปใช้ที่เหมือนกันซึ่งพูดง่ายๆ ก็คือใช้แทนกันได้นั้นเอง แต่ก็ยังจุดที่ต่างกันอยู่เล็กน้อยนั้นคือ

though (แม้ว่า) สำหรับเจ้าตัวนี้เราจะเห็นใช้กันบ่อยมากเพราะว่าด้วยรูปลักษ์ที่สั้นๆ พูดง่าย อ่านง่าย เขียนอ่าน นั้นเอง และด้วยความที่เป็นคำที่ใช้กันง่ายจึงทำให้มีความเป็นทางการที่น้อยที่สุดนั้นก็คือเหมือนภาษาพูดนั้นแล

Though I study hard, I almost fail the exam.

แม้ว่าฉันจะตั้งใจเรียน แต่ก็เกือบจะสอบตกแหนะ

I almost fail the exam though I study hard.

ฉันเกือบจะสอบตกแหนะ แม้ว่าฉันจะตั้งใจเรียน

ทั้งนี้หลายๆ คนอาจจะเคยเห็นประโยคที่ว่า You have to give me your paper test, though ซึ่งในประโยคนี้ though ไม่ได้มีความหมายอันใดแค่ใส่ไว้ให้ดูเก๋ไก๋เท่านั้นเอง

 

although (แม้ว่า) การนำไปใช้นั้นเหมือน though ไม่มีผิดแต่ต่างกันตรงที่ว่าจะมีความเป็นทางกันมากกว่านิดหน่อย

Although we spent our times to practice football, we lost this competition.

แม้ว่าพวกเราจะใช้เวลาฝึกซ้อมฟุตบอลกันอย่างหนัก แต่สุดท้ายเราก็แพ้ในการแข่งขัน

We lost this competition although we spent our times to practice football.

พวกเราแพ้ในการแข่งขัน แม้ว่าเราจะใช้เวลาฝึกซ้อมกันอย่างหนัก

 

even though (แม้ว่า) การนำไปใช้ก็ยังคงคล้ายกับ 2 ตัวแรกเช่นกันแต่จะความเป้นทางการมากที่สุดและนิยมใช้ในงานเขียนทางวิชาการหรืองานวิจัยมาก

Even though the chart shows that this year marketing demand is dramatically decreasing, turnover is still increasing all this year.

แม้ว่าจากแผนภาพจะเห็นว่าความต้องการทางการตลาดในปีนี้ลดลงเป็นอย่างมาก ทว่ายอดขายกับยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยตลอดทั้งปี

Turnover is still increasing all this year even though the chart shows that this year marketing demand is dramatically decreasing.

ยอดขายยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตลอดทั้งปี แม้ว่าแผนภาพจะแสดงให้เห็นถึงความต้องการของตลาดที่ลดลงอย่างรวดเร็ว

 

*notice

although กับ even though นั้นจะมีส่วนที่ต่างกัน คือ

although จะเริ่มต้นด้วยดี แต่จะมาเสียเอาตอนท้าย ที่เรียกง่ายๆ ว่า ท่าดีทีเหลว

Although (good point), (bad point). ดังเช่นตัวอย่างที่ว่า

Although we spent our times to practice football, we lost this competition.

แม้ว่าพวกเราจะใช้เวลาฝึกซ้อมฟุตบอลกันอย่างหนัก แต่สุดท้ายเราก็แพ้ในการแข่งขัน

even though จะเริ่มด้วยข้อเสียก่อน แล้วจึงมาดีในภายหลัง หรือก็คือ ต้นร้ายปลายดี

Even though (bad  point), (good point). ดังเช่นตัวอย่างที่ว่า

Even though the chart shows that this year marketing demand is dramatically decreasing, turnover is still increasing all this year.

แม้ว่าจากแผนภาพจะเห็นว่าความต้องการทางการตลาดในปีนี้ลดลงเป็นอย่างมาก ทว่ายอดขายกับยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยตลอดทั้งปี

even if (แม้ว่า) แท้จริงแล้วมีความในเชิงที่ว่า “ต่อให้ (เกิดสถานการณบางอย่าง)” นั้นเอง งงกันล่ะสิ เราลองมาดูตัวอย่างกันดีกว่า

Even if I have to finish my task before noon, I cannot make it.

แม้ว่าฉันจะต้องทำงานให้เสร็จก่อนเที่ยงก็ตาม แต่ฉันก็ทำไม่ได้ (ซึ่งบางทีเจ้าตัวอาจจะขี้เกียจ ไม่ได้ใส่ใจ หรือ งานนั้นยากเกินไป ก็เลยคิดว่ายังไงก็ทำไม่เสร็จก่อนเที่ยงอยู่ดี)

I cannot make it even if I have to finish my task before noon.

ฉันคงทำมันไม่ได้แน่ แม้ว่าจะมีกำหนดให้เสร็จก่อนเที่ยง

 

*notice

though, although, even though และ even if นั้นสามารถวางไว้ได้ทั้งหน้าประโยค และ กลางประโยคเพื่อเชื่อม 2 ประโยคเข้าด้วยกัน แต่อย่าลืมนะว่าขึ้นหน้าประโยคอย่าลืมใส่ comma (,) คั่นระหว่าง 2 ประโยคเป็นอันขาดไม่งั้นไม่ได้ใจความนะเออ

กำเนิดชนชาติมอญ ชนชาติที่หายไปจากแผ่นดินอุษาคเนย์

Written by warittha on August 30th, 2013. Posted in บทความ

 

รามัญหรือมอญเป็นชนชาติเก่าแก่ชนชาติหนึ่งในเอเชีย และเคยมีอิทธิพลอยู่ในเขตลุ่มน้ำอิรวดีและเจ้าพระยามาเป็นเวลาช้านาน ตามหลักฐานจากพงศาวดาร กล่าวว่า พวกรามัญหรือพวกมอญได้อพยพมาจากอาณาเขตจีน แล้วมาสร้างบ้านสร้างเมืองอยู่ในบริเวณแม่น้ำอิรวดี แม่น้ำสะโตง และแม่น้ำคง โดยตั้งเมืองสะเทิมเป็นเมืองหลวงแห่งแรกของชาวมอญ ในครั้งนั้นมีเจ้าแคว้นเตลิงคณะ (Talingana) ซึ่งอยู่แถวเหนือเมืองมัทราส ในประเทศอินเดีย ได้มาตีเมืองสะเทิมได้ ทำให้ชาวอินเดียจากแคว้นเตลิงคณะเข้ามาตั้งรกรากและแต่งงานกับพวกมอญ จนเกิดคำเรียกชื่อชาวมอญที่แต่งงานกับชาวอินเดียว่า “เตลง” หรือ “ตะเลง” นอกจากนั้นยังมีคำเรียกชาวมอญว่า “รามัญ” ซึ่งเป็นชื่อที่ปรากฏในจารึกของชาวมอญว่า “รามัญประเทศ” ต่อมาชาวมอญได้ตั้งเมือง หงสาวดี ขึ้นเป็นเมืองหลวงแห่งที่สอง โดยมีเรื่องเล่าในพงศาวดารว่า ในกาลครั้งหนึ่งเจ้าเมืองสมละกับเจ้าวิมละพี่น้อง ซึ่งเป็นราชบุตรของพระเจ้ากรุงสะเทิม ถูกขับไล่จากเมืองสะเทิมแล่นเรือร่อนเร่ขึ้นไปข้างเหนือ ในอ่าวนั้นไปถึงเกาะหงสาวดี มีพวกชาวอินเดียไปตั้งค้าขายอยู่บ้างแต่ไม่มาก เจ้าสมละกับเจ้าวิมละสองพี่น้องจึงรวบรวมพวกมอญในท้องถิ่นได้กำลังแล้วชิงเอาเกาะนั้นจากพวกชาวอินเดีย ตั้งเมืองหงสาวดีขึ้น และมีราชวงศ์สืบครองอาณาจักรมอญมาอีกหลายชั่วสมัย จนเมื่อถึงสมัยที่พม่ามีอำนาจเหนืออาณาจักรพุกาม พระเจ้าอนุรุทธ หรือเรียกอีกอย่างว่าพระเจ้าอโนรธามังช่อ ยกกองทัพลงมาตีเมืองหงสาวดี และเมืองสะเทิมกับเมืองมอญ จนในที่สุดเมืองทั้งหลายของชนชาติมอญได้ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า ตั้งแต่ในช่วงปี พ.ศ. 1600-1830

อาณาจักรมอญ ได้ตกอยู่ใต้อำนาจของพม่า มาจนถึงปี พ.ศ. 1830 เมื่อ”มองโกล”ยกทัพมาตีพม่า ชนชาติมอญ ก็ได้รับเอกราชอีกครั้งหนึ่งโดย มะกะโท หรือพระเจ้าฟ้ารั่ว หรือวาเรรุ ราชบุตรเขยของ”พ่อขุนรามคำแหง” ได้กอบกู้เอกราช  และสถาปนาราชวงค์ชาน-ตะเลง สถาปนา”อาณาจักรมอญอิสระ” มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองเมาะตะมะ เมาะตะมะ เป็นเมืองหลวงของมอญจนถึงปี พ.ศ. 1912 ก็ย้ายกลับไป
หงสาวดีตามเดิม ถึงในสมัย “พระเจ้าราชาธิราช” นั้น “หงสาวดี” ก็กลายเป็นศูนย์กลางทางการค้าที่ใหญ่โต ทางแถบ “อ่าวเบงกอล” มีเมืองท่าที่สำคัญหลายแห่ง

อาณาจักรมอญเจริญสูงสุดในสมัยพระเจ้าธรรมเจดีย์ คือ ระหว่าง พ.ศ.2015-2035 หลังจากนั้นในปี พ.ศ.2094 หงสาวดีก็ตกเป็นเมืองขึ้นแก่อาณาจักรพม่าอีกครั้ง โดยการนำทัพของพระเจ้า”ตะเบงชะเวตี้” ซึ่งในช่วงนี้เองที่ราชวงศ์ตองอูของพม่าขึ้นปกครองหงสาวดี จนถึงปี พ.ศ. 2283 สมิงทอพุทธิเกศ ก็กู้เอกราชคืนมาจากพม่าได้สำเร็จ ทั้งยังยกทัพไปตีเมืองอังวะอีกด้วย ในพ.ศ.2290 พระยาทะละ ได้ครองอำนาจแทนสมิงทอพุทธิเกศ ได้ทำการขยายอาณาเขตต่อไป ทำให้อาณาจักรพม่าสลายตัวลง แต่ชัยชนะของมอญ
ก็เป็นช่วงสั้นๆ เท่านั้น ในปี พ.ศ.2300 พระเจ้าอลองพญา ก็กู้อิสรภาพของพม่ากลับคืนมาได้ ทั้งยังได้โจมตีมอญ จนต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจพม่า และนับตั้งแต่นั้นมา มอญ ก็ไม่มีโอกาสที่จะกู้เอกราชคืนมาได้อีกเลย จนกระทั่งทุกวันนี้.

แม้ว่าปัจจุบันชนชาติมอญจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของพม่าไปแล้ว แต่ประเพณี และวัฒนธรรมต่างๆ ของชาวมอญก็ยังไม่สูญสิ้นไป ยังคงฝังรากและกลมกลืนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมพม่าและยังมีคนที่สืบเชื้อสายมอญกระจัดกระจายอยู่ในพื้นที่ของอุษาคเนย์ ทั้งในไทยและพม่า

นิทานญี่ปุ่นเรื่อง อุระชิมะ ทาโร่

Written by jintana on August 28th, 2013. Posted in บทความ

อุระชิมะ ทาโร่ เป็นเด็กหนุ่มจิตใจดี และกตัญญู เขาทำอาชีพประมง อาศัยอยู่กับแม่ที่บ้านริมชายทะเลแห่งหนึ่ง เขาจะออกไปหาปลาเป็นประจำทุกวัน เพื่อหาเงินและอาหารมาเลี้ยงดูแม่ วันหนึ่งขณะที่เขากำลังออกไปหาปลาอยู่นั้น บังเอิญได้พบเข้ากับเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังมุงดูบางอย่างและส่งเสียงเอะอะโวยวายด้วย ความอยากรู้จึงเข้าไปดูแล้วพบกับเจ้าเต่าตัวหนึ่งนอนหงายท้องอยู่ เขาจึงต่อรองกับเด็กเหล่านั้นว่าจะซื้อเต่าด้วยราคาจำนวนหนึ่ง เมื่อเด็ก ๆยอมเขาจึงนำเจ้าเต่าไปปล่อยลงทะเลเช่นเดิม

อยู่มาวันหนึ่งขณะที่เขากำลังออกหาปลาตามปกติ ได้พบกับเต่าตัวหนึ่งว่ายน้ำมาเกาะข้าง ๆเรือของเขาพร้อมกับพูดว่า “อุระชิมะ ทาโร่ซัง อุระชิมะ ทาโร่ซัง” เมื่อเขาเห็นก็ต้องตกตะลึง ทำสิ่งใดไม่ถูก แล้วเจ้าเต่าตัวนั้นก็พูดขึ้นมาอีกว่า “อุระชิมะ ทาโร่ซัง ขอบคุณท่านมากที่ช่วยชีวิตเจ้าเต่าน้อยตัวนั้นเอาไว้ และเพื่อเป็นตอบแทนพระคุณ เราจะพาท่านไปท่องเที่ยวที่ วังเรียวงุโจ ซึ่งอยู่ใต้ทะเล มาเถิดท่านอุระชิมะ ทาโร่”

ดั่งต้องมนต์สะกด อุระชิมะ ทาโร่ ตามเจ้าเต่าตัวนั้นไปด้วยความยินยอม และเมื่อเขาลงไปใต้ทะเลแปลกยิ่งนักที่เขาไม่รู้สึกอัดอึดเลย เมื่อถึงใต้ทะเล สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเขานั่นก็คือ วังเรียวงุโจ ที่งดงาม เขาตะลึงในความสวยงาม ที่นี่ทำด้วยทองคำทั้งหมด ส่องแสงประกายระยิบระยับ และเมื่อเข้าไปใกล้อีกก็เห็น โอโตฮิเมะ พร้อมด้วยบริวารยืนอยู่ อุระชิมะ ยืนตกตะลึงในความงามของโอโตฮิเมะ และความงามของ วังเรียวงุโจ เมื่อเขามองโอโตฮิเมะอย่างพินิจพิจารณาอีกครั้งก็นึกได้ว่าโอโตฮิเมะก็คือเจ้าเต่าตัวที่เขาช่วยชีวิตไว้นั่นเอง นางแปลงกายเป็นเต่าเพื่อจะไปท่องเที่ยวบนโลกมนุษย์แต่ดันมาเจอเด็กพวกนั้นรังแก และรอดชีวิตมาเพราะอุระชิมะ ทาโร่ช่วยเอาไว้ “อุระชิมะ ทาโร่ ท่านจะอยู่ที่นี้นานแค่ไหนก็ได้ เราอนุญาต” โอโตฮิเมะ กล่าว.

อุระชิมะ ทาโร่ ได้รับการต้อนรับอย่างดีจากอิโตฮิเมะและชาววังเรียวงุโจ ในห้องโถงมากมายเต็มไปด้วยอาหารมากมายอย่างดีที่อุระชิมะทาโร่ไม่เคยเห็นมาก่อน เขามีความสุขเกินจะบรรยาย แต่ก็อดนึกถึงแม่ผู้เป็นที่รักไม่ได้ เขาจึงถามแต่ก็ได้คำตอบจากอิโตฮิเมะว่านางได้ส่งคนไปดูแลแม่ของเขาแล้ว ไม่ต้องเป็นกังวลไป

 

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

 

 

นิทานเกาหลีเรื่อง เจ้าหญิงหอยทาก (จบ)

Written by jintana on August 20th, 2013. Posted in บทความ

 

เมื่อการประลองระหว่างชายหนุ่มกับพระราชาเริ่มขึ้น ก็ถึงเวลาของวิเศษของราชามังกรได้แสดงอิทธิฤทธิ์ พระราชานั้นขนกำลังทหารมากมายหลายร้อยนาย เพื่อช่วยกันโค่นต้นไม้บนเขาให้ได้มากที่สุด ส่วนชายหนุ่มเพียงแค่เปิดน้ำเต้าขึ้น ก็มีชายตัวเล็ก ๆมากมายมาช่วยกันโค่นต้นไม้ ในที่สุดผลการแข่งขันชัยชนะของตกเป็นของชายหนุ่มให้ทุกคนได้ตกตะลึง รวมไปถึงพระราชาด้วย และแน่นอนว่าพระราชาผู้ไม่สัตย์ต่อคำพูดนั้นไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ จึงท้าชายหนุ่มประลองอีกครั้ง

การท้าประลองครั้งที่สองได้เกิด พระราชาท้าประลองแข่งม้ากับชายหนุ่ม โดยมีเงื่อนไขว่าต้องวิ่งข้ามแม่น้ำไปให้ได้ ราชามังกรจึงมอบม้าตัวเล็ก ๆผอม ๆ เหมือนสามารถพับเก็บได้ตลอดเวลา เมื่อถึงวันแข่งขันจริง ม้าของพระราชาวิ่งเร็วมาก แต่ก็สู้มากตัวเล็ก ๆของชายหนุ่มที่วิ่งเร็วราวกับลมกรด นำหน้าม้าของพระราชาไปไกลแสนไกลไม่เห็นฝุ่นเลยแม้แต่นิดเดียว ผลการแข่งขันคือชายหนุ่มชนะขาดลอย ทำให้พระราชาทรงกริ้วมาก แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้ ผิดคำสัตย์ของประลองอีกครั้ง

การท้าประลองครั้งที่สามก็ได้เกิด พระราชาท้าแข่งเรือกับชายหนุ่ม เช่นเดิมว่าเรือของพระราชานั้นยิ่งใหญ่ สวยงาม อลังการมาก ขณะที่เรือของชายหนุ่มนั้น เป็นเพียงเรือลำเล็ก ๆแต่มีความพิเศษก็คือเป็นสิ่งที่ราชามังกรนั้นมอบให้เหมือนเดิม และก็เหมือนเดิมอีกครั้งที่ เรือลำเล็กของชายหนุ่มนั้นแล่นเร็วมาก จนนำเรือพระราชาไปได้ไกลเช่นเคย คราวนี้โชคไม่เข้าข้างพระราชาผู้ไม่รักษาสัญญา มีคลื่นใหญ่ยักษ์พัดเรือของพระราชาจมหายไปกับเกลียวคลื่น

ชายหนุ่มนำสมบัติมากมายของพระราชาแจกจ่ายแก่คนยากจน และครองรักกับเจ้าหญิงหอยทากอย่างมีความสุข

 

 

2 วีรสตรีแห่งเวียดนาม ผู้ต่อต้านการรุกรานจากจีน

Written by warittha on August 19th, 2013. Posted in บทความ

หากสยามมีท้าวเทพกษัตรีย์ และท้าวศรีสุนทร ผู้ปกป้องเมืองถลางจากการรุกรานของพม่าในสงครามเก้าทัพ ในสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เวียดนามก็มีสองวีรสตรีที่กล้าหาญ
ลุกขึ้นมาต่อกรกับชาติมหาอำนาจอย่างจีนแผ่นดินใหญ่ที่มีอิทธิพลเหนือเวียดนามมาช้านานทั้งด้านการเมือง ศาสนา และวัฒนธรรม จนความกล้าหาญของท่านทั้งสองเป็นที่ประจักษ์แก่ชนรุ่นหลังในนามของวัด “ฮายบ่าจึง” (Hai Ba Trung)

วัดฮายบ่าจึง ตั้งอยู่ในเขตเมืองฮานอย ห่างจากทะเลสาบฮว่านเกี๊ยม หรือทะเลสาบคืนดาบ ออกไปราวๆ 2 กิโลเมตร วัดนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1142 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการรำลึกถึงวีรสตรีของชาวเวียดนาม 2 ท่าน คือ จึงจั๊ก (Trung Trac) และ จึงหญิ (Trung Nhi) นามสกุลของท่านทั้งสองจึงเป็นที่มาของชื่อวัด “ฮายบ่าจึง” ซึ่งแปลเป็นไทยว่า “ท่านผู้หญิงสกุลจึงทั้งสอง”

แม้ว่าในช่วงพันปีนับจากปี 111 ก่อนคริสตกาลที่เวียดนามตกอยู่ภายใต้การปกครองของจีน ชาวเวียดนามเองก็ได้มีการลุกขึ้นมาต่อต้านการปกครองของจีนหลายครั้ง แต่หนึ่งในวีรกรรมครั้งสำคัญที่ฝังอยู่ในจิตใจของชาวเวียดนามนั่นก็คือ การต่อต้านการปกครองของจีนใน ค.ศ. 40 ที่นำโดยวีรสตรีทั้งสองคือ จึงจั๊ก และ จึงหญิ ซึ่งตรงกับสมัยราชวงศ์ฮั่น การต่อต้านการปกครองของจีนในครั้งนี้ได้รับชัยชนะและขับไล่พวกจีนออกจากแผ่นดินเวียดนามได้สำเร็จ แต่หลังจากนั้นเพียง 2 ปี ราชสำนักฮั่น จึงส่งขุนพลนาม หม่าหยวน (Ma Yuan) ซึ่งชาวเวียดนามเรียก ม้าเหวี่ยน (Ma Vien) มาปราบปรามพวกที่ลุกขึ้นต่อต้านจีน โดยมีหลักฐานกล่าวถึงสองพี่น้องตระกูลจึงว่าถูกทหารจีนจับประหารชีวิต บ้างก็กล่าวว่า ทั้งคู่ไม่ยอมถูกจับกุมตัว แต่ตัดสินใจปลิดชีพตนด้วยการกระโดดลงแม่น้ำ แต่ไม่ว่าสุดท้ายจะลงเอยอย่างไร สองพี่น้องตระกูลจึงก็อยู่ในความทรงจำของชาวเวียดนาม ในฐานะที่เป็นตัวแทนของหญิงชาวเวียดนามที่เสียสละชีวิตเพื่อชาติ ปัจจุบัน ได้มีการสร้างอนุสาวรีย์ของสองพี่น้องตระกูลจึง พร้อมกองทัพทหารหญิง 12 คน ตั้งอยู่ในห้องบูชาของวัดฮายบ่าจึง นอกจากนั้นยังมีการจัดงานที่วัดฮายบ่าจึงเพื่อรำลึกถึงความกล้าหาญของวีรสตรีทั้งสองท่าน ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี เรื่องราวของท่านทั้งสองยังได้รับการเผยแพร่ในหนังสือประวัติศาสตร์ของเวียดนามมากมายหลายรูปแบบ รวมไปถึงรูปแบบของการ์ตูนสำหรับผู้อ่านในวัยเด็กอีกด้วย

 

ภาพจิตรกรรมแสดงความกล้าหาญของวีรสตรีแห่งเวียดนาม สองพี่น้องตระกูลจึง ที่เข้าต่อสู้กับกองทัพจีน

เปรียบเทียบกับภาพวาดของนักวาดการ์ตูนในยุคปัจจุบัน

 

นิทานเกาหลีเรื่อง เจ้าหญิงหอยทาก (ต่อ)

Written by jintana on August 18th, 2013. Posted in บทความ

 

เย็นวันนั้นเมื่อเขากลับมาจากนา เขาก็ยังคงพบกับข้าวตั้งโต๊ะไว้เหมือนเดิมแต่ก็ไม่พบกับนาง ได้แต่เพียงคิดว่าหากได้นางมาเป็นภรรยาคงจะวิเศษมาก วันรุ่งเช้าเขาทำทุกอย่างตามปกติ แต่ไม่ได้ออกไปทำงาน เขาแอบอยู่ข้างครัว และรอให้นางออกมา เมื่อหอยทากคลานออกมานางก็ยืดแขนยืดขาและจัดแจงเสื้อผ้าให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยกลายเป็นหญิงสาวผู้งดงาม เขาจึงคว้าแขนของนางเอาไว้แล้วถามว่า “เจ้าเป็นภรรยาของข้าได้ไหม?”  นางเขินอายหน้าแดง และพยักหน้ายิมยอมไม่ขัดขืน ทั้งคู่ครองรักกันอย่างมีความสุขเรื่อยมา

จนกระทั่งวันหนึ่งมีพระราชาทรงม้าผ่านมาเห็นทั้งคู่จึงตรัสขึ้นว่า “เหตุใดหญิงงามผู้นี้ จึงเป็นเมียของชาวนาสกปรกคนนี้ได้ ข้าจะเอานางมาเป็นชายา” และมีรับสั่งให้ชายหนุ่มเข้าเฝ้าและท้าประลองเพื่อแย่งชิงนาง โดนกติกาก็คือ การโค่นต้นไม้บนเขาให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด โดยพระราชาจะแบ่งสมบัติให้ครึ่งหนึ่งหากชายหนุ่มชนะ แต่ถ้าแพ้ต้องยกภรรยาของตนให้เป็นชายาของพระราชา

“อย่าได้กังวลไปเลย” เจ้าหญิงหอยทากพูดปลอบใจเมื่อชายหนุ่มเล่าเรื่องทุกอย่างให้ฟัง  “จงเอาแหวนวงนี้โยนลงไปในทะเล” นางพูดพร้อมกับยื่นแหวนและจดหมายให้ชายหนุ่มแล้วให้เดินทางไปหาพ่อของนาง ซึ่งเป็นราชามังกร จะช่วยให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดี ด้วยความไว้ใจเจ้าหญิงหอยทาก ชายหนุ่มจึงทำตามที่นางบอกทุกประการ   เมื่อเขาโยนแหวนลงทะเลทันใดนั้นทะเลก็แหวกออกกลายเป็นถนนเส้นยาวสุดลูกหูลูกตาไปยังใต้ทะเล เขาจึงเดินไปตามทางเพื่อพบกับราชามังกร  ทันทีที่ราชามังกรได้เห็นแหวน ท่านจึงให้น้ำเต้าแก่ชายหนุ่มกลับมา…

 

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

 

 

แมกไซไซ รางวัลแด่ผู้ทำประโยชน์แก่มวลมนุษย์

Written by warittha on August 17th, 2013. Posted in บทความ

รางวัลแมกไซไซ คือ รางวัลเพื่อเชิดชูเกียรติแก่นายรามอน แมกไซไซ รามอน แมกไซไซ (Ramon Magsaysay) ประธานาธิบดีคนที่ 3 ของฟิลิปปินส์ แมกไซไซเกิดวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2450 ที่จังหวัดแซมบาเลส ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่ประเทศฟิลิปปินส์ยังเป็นอาณานิคมของสหรัฐอเมริกา เขาได้เข้าร่วมกองทัพในสงครามโลกครั้งที่ 2 จนกระทั่งสงครามสงบ สหรัฐอเมริกาคืนเอกราชให้ฟิลิปปินส์และแต่งตั้งให้แมกไซไซเป็นผู้ว่าราชการแห่งเมืองแซมบาเลส ต่อมา ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเลขานุการของฝ่ายป้องกันราชอาณาจักรและสามารถปราบปรามกองโจรก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ได้สำเร็จ โดยการส่งทหารลงไปสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชาวบ้านในชนบท ในที่สุดก็ได้รับการเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 3 ของฟิลิปปินส์ และดำรงตำแหน่งจนกระทั่งเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2500

 

 

หลังจากการเสียชีวิตของประธานาธิบดี รามอน แมกไซไซ 1 ปี มีการก่อตั้ง “มูลนิธิรางวัลรามอนแมกไซไซ” (Ramon Magsaysay Award Foundation) เพื่อเป็นอนุสรณ์ของท่านประธานาธิบดีผู้อุทิศตนทำคุณประโยชน์เพื่อสังคมและทำงานเพื่อประชาธิปไตย และเป็นกองทุนรางวัลแก่ผู้ทำประโยชน์ให้สังคมแบ่งเป็น 6 สาขา ได้แก่ บริการรัฐ-กิจ บริการสาธารณะ ผู้นำชุมชน วารสารศาสตร์ วรรณกรรมและศิลปะการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ สันติภาพและความเข้าใจระหว่างประเทศ และผู้นำในภาวะฉุกเฉิน โดยมีการจัดพิธีมอบรางวัลเป็นประจำในวันที่ 31 สิงหาคมของทุกปี ที่กรุงมินะลา ประเทศฟิลิปปินส์ และในวันที่ 31 สิงหาคม ปี 2013 จะมีการมอบรางวัลแมกไซไซให้บุคคลและองค์กรที่ทำประโยชน์แก่สังคม โดยรางวัลสำหรับบุคคลได้แก่  นางฮาบิบา ซาราบี แพทย์หญิงชาวอัฟกันอายุ 57 ปี ซึ่งได้รับการยกย่องในความกล้าหาญของการเป็นผู้นำในการบริหารจังหวัดบัมยัน นางละผ่าย เส่ง รอว์ หญิงชาวพม่าวัย 64 ผู้เป็นแรงบันดาลใจอย่างเงียบๆ และเป็นผู้นำโดยรวมท่ามกลางสภาพความแบ่งแยกทางชาติพันธุ์และการสู้รบที่ยืดเยื้อในพม่า นายเออร์เนสโต โดมิงโก แพทย์ชาวฟิลิปปินส์วัย 76 ปี ซึ่งช่วยรักษาชีวิตทารกหลายล้านคนจากโครงการฉีดวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบ ชนิดบี รางวัลสำหรับองค์กรได้แก่ หน่วยงานอิสระต่อต้านการคอรัปชั่น โคมิซีเปมเบรันตาซันโครัปซี (เคพีเค) ของอินโดนีเซีย ที่มีอัตราการเอาผิดข้าราชการทุจริตถึง 100% และช่วยนำเงินคืนคลังได้ถึง 80 ล้านดอลลาร์ อีกหน่วยงานคือ ศักตีสมุหะ กลุ่มต่อต้านการค้ามนุษย์จากเนปาล

นิทานเกาหลี เรื่อง เจ้าหญิงหอยทาก

Written by jintana on August 16th, 2013. Posted in บทความ

มีชายคนหนึ่งอาศัยอยู่เพียงลำพัง ทุกเช้าเขาตื่นขึ้นเพื่อไถนาปลูกข้าวอย่างนี้เป็นประจำ เขาบ่นกับตัวเองว่า เขาจะทำไปทำไมหนอ ในเมื่อก็ปลูกคนเดียวกินคนเดียวไม่ได้มีใครมากินด้วย

กระทั่งวันหนึ่งขณะที่เขากำลังปลูกข้าวอยู่นั่นเอง เขาเฝ้าพร่ำบ่นเพียงคนเดียวในประโยคเดิม ๆว่า “เราจะปลูกไปทำไมหนอ ปลูกคนเดียวกินคนเดียว ไม่มีใครมากินด้วย”  “กินกับฉันไงล่ะ” มีเสียงหญิงสาวสวนกลับประโยคคำถามที่เขาบ่นอยู่ทุกวัน เขาเอะใจว่าเสียงใครแต่ก็ไม่ได้คิดอะไร คิดเพียงว่า หูตนเองคงเพี้ยนไป

เวลาล่วงเลยมามาถึงค่ำของวันเดียวกัน ขณะที่เขาปลูกข้าวอยู่นั้น เขาก็เฝ้าบ่นประโยคเดิม ๆว่า “เราจะปลูกไปทำไมหนอ ปลูกคนเดียวกินคนเดียว ไม่มีใครมากินด้วย”  “ฉันจะกินกับท่าน” น้ำเสียงของหญิงสาวไร้ตัวตนผู้นั้นดังขึ้นอีก เขาลองมองไปรอบ ๆตัวก็พบเพียงแต่ความว่างเปล่า

“นั่นใครน่ะ” ชายคนนั้นตะโกนพร้อมกับมองไปรอบ ๆเขาก็ไม่เห็นมีใคร จนคิดว่าเขาหูเพี้ยนไปจริง ๆ

“ข้าขออยู่ด้วยได้ไหม” เสียงหญิงสาวดังขึ้นอีก แต่คราวนี้เขาสังเกตว่ามีเจ้าหอยทากตัวหนึ่งคลานอยู่ตรงเท้าของเขา หอยทากตัวนี้มีเปลือกที่สวยงามสะดุดตามาก ชายหนุ่มจึงเก็บเจ้าหอยทากตัวนี้ใส่กระเป๋าเสื้อกลับบ้าน เมื่อถึงบ้านชายหนุ่มคนนี้จัดแจงเปลี่ยนอาบน้ำเสื้อผ้า เจ้าหอยทากจึงค่อย ๆคลานออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ชายหนุ่มจึงหยิบขึ้นมาชื่นชมเพราะความสวยงามของเจ้าหอยทาก แล้วนำไปหย่อนไว้ในโอ่งน้ำ

เช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อเขาตื่นมา ก็ต้องประหลาดใจกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเพราะเต็มไปด้วยอาหารเช้าพร้อมสรรพ เขาสงสัยว่าใครมาทำอาหารให้ก็ได้แต่นึกในใจว่าหากเขามีภรรยาสักคนก็คงจะดีไม่น้อยทีเดียว  แล้วกินอาหารตรงหน้าอย่างมีความสุข และบอกกับตัวเองว่าจะต้องรู้ให้ได้ว่าใครทำอาหารไว้ให้ เช้าวันต่อมาเขาจึงทำท่าทีเอาเครื่องไม้เครื่องมือออกจากบ้านไปทำงานเหมือนเดิม แต่เขาไปแค่ครึ่งทางก็เอาเครื่องมือวางซ่อนไว้แล้วเดินย้อนกลับมาที่บ้านเพื่อจะดูว่าเรื่องเป็นอย่างไรกันแน่ แล้วสิ่งที่น่าอัศจรรย์ก็เกิดขึ้น เขาเห็นหญิงสาวงดงามนางหนึ่งกำลังจัดแจงทำกับข้าว ทำความสะอาดบ้าน ซ่อมแซมเสื้อผ้าของเขา และเมื่อทำเสร็จนางก็ค่อยกลับไปอยู่ในโอ่งน้ำเหมือนเดิม เขาจึงนึกในใจอีกว่า หากมีภรรยาสักคนก็คงจะดีไม่น้อย เขาจึงหาวิธีที่จะพบกับนางให้ได้…

 

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

 

 

นิทานรัสเซียเรื่อง ดอกไม้ของมาช่า (ต่อ)

Written by jintana on August 11th, 2013. Posted in บทความ

ทันใดนั้นเองขณะที่เธอร้องไห้เสียใจไร้หนทางอยู่นั้น ก็มีแสงไฟสลัว ๆออกมาจากความมืดและหนาวเย็นของป่า เธอค่อย ๆเดินเข้าไปใกล้ ๆ อย่างล้มลุกคุลกคลานสักพัก ก็เห็นที่โล่งและเห็นกองไฟที่ชายทั้ง 12 คน นั่งล้อมมันอยู่ ยังไม่ทันจะหลบเธอก็ต้องตกใจเข้ากับเสียงของเฒ่าชายชราคนหนึ่ง “นั่นใครน่ะ! เธอมาทำอะไรที่นี้”

“หนูเข้ามาเพื่อมาเก็บดอกไม้” มาช่าตอบด้วยน้ำเสียงที่ใสซื่อของเด็กสาวไร้เดียงสา ชายเฒ่าผู้นั้น หัวเราะพร้อมกับถามว่า “ดอกไม้ในเดือนมกราคมนี่น่ะเหรอ”  “แม่เลี้ยงสั่งให้หนูมาเก็บค่ะ และบอกว่าถ้าหาไม่ได้ไม่ต้องกลับบ้าน” มาช่าตอบด้วยเสียงที่สั่นเครือ

“แล้วจะหาจากไหนล่ะ แม่หนูเดือนนี่ดอกไม่มันไม่มีหรอก จะมีอีกทีก็เดือนมีนาคมโน่นแหละ แล้วหนูจะทำอย่างไร”

“หนูคงต้องอยู่ในป่าจนถึงเดือนมีนานั่นแหละค่ะ จะทำอย่างไรได้ในเมื่อดอกไม้ไม่มี หนูก็กลับบ้านไม่ได้” น้ำตาของเด็กสาวไหลออกมาไม่หยุดพร้อมเสียงสะอื้น

“พี่ชายมกรา ขอเวลาแก่ข้าสักชั่วโมงเถิด” ชายใน 12 คนลุกขึ้นมากล่าวกับชายเฒ่าผู้นั้น

“ได้สิ แต่ความจริงกุมภาจะต้องมาก่อนมีนานะ” เฒ่ามกราว่า

“ให้เขาเถอะ เราคุ้นเคยกับเธอดี เฝ้ามองเธอตลอดเวลาที่ทำงานน่ะ” ชายอาวุโสกุมภากล่าว แล้วรับไม้กายสิทธิ์จากเฒ่ามกรา แล้วลมก็พัดแรงจนหิมะปลิวหายไป และทันทีที่ชายอาวุโสกุมภายื่นไม้ให้มีนา ป่าที่เคยถูกปกคลุมด้วยหิมะอันขาวโพลนก็กลายเป็นป่าที่เต็มไปด้วยดอกไม้นานาชนิดมากมาย

มาช่าตั้งใจเก็บดอกไม้มากมายแล้วเดินทางกลับบ้านด้วยความดีใจ เมื่อมาถึงบ้าน แม่เลี้ยงตกใจมากที่นางไปหาดอกไม้ได้ ส่วนโซย่าก็ยิ่งสงสัยมากกว่านางจึงเดินทางเข้าป่าเพื่อหวังว่าจะมีดอกไม้มากมายให้นางเก็บ แต่ตรงกันข้ามเมื่อนางพบกับชายทั้ง 12 คน นางแสดงกริยาก้าวร้าว ไม่น่ารัก เฒ่ามกราจึงทำให้เกิดพายุหิมะ จนนางไม่สามารถออกจากป่าได้และหนาวตายอยู่ในนั้น ส่วนแม่เลี้ยงก็ออกตามหาลูกสาวจนหนาวตายกลางป่าอยู่เช่นกัน

จากนั้นมาช่าได้แต่งงานและมีลูกหลานมากมายอยู่กันอย่างมีความสุข เล่ากันว่าบ้านของนางรายล้อมไปด้วยสวนดอกไม้ตลอดทั้งปี อย่างนี้กระมังที่เขาบอกต่อกันว่านางเป็นคนที่ได้เห็นเดือนทั้ง 12 เดือนพร้อม ๆกัน…