ศาสนาอิสลามในเกาหลี

Written by teeranun on September 19th, 2013. Posted in บทความ

ในเกาหลีใต้ มีผู้นับถือศาสนาอิสลามจำนวนเพียงราวๆ 35,000 คน ซึ่งชาวมุสลิม (ทั้งที่เป็นชาวเกาหลีและชาวต่างชาติที่นับถืออิสลาม) ในเกาหลีมักรวมตัวกันอยู่ในบริเวณมัสยิดที่สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1976 ในกรุงโซล โดยมัสยิดนี้ได้รับทุนสนับสนุนการสร้างจากกลุ่มเผยแพร่ศาสนาอิสลามแห่งมาเลเซียร่วมกับชาติอิสลามอื่นๆ

ส่วนในเกาหลีเหนือ ไม่พบผู้นับถือศาสนาอิสลามอย่างเป็นทางการ เนื่องจากเกาหลีเหนือเป็นเผด็จการคอมมิวนิสต์ ซึ่งไม่สนับสนุนการนับถือศาสนาใดๆในประเทศ

ศาสนาอิสลามเริ่มเป็นที่รู้จักในเกาหลีในช่วงครึ่งหลังคริสต์ศตวรรษที่ 7 โดยกลุ่มพ่อค้ามุสลิมที่เข้ามาทำการค้าขายกับราชวงศ์ถังของจีน รวมถึงได้เข้ามาทำการค้าขายกับอาณาจักรซิลลาอีกด้วย

ศาสนาอิสลามได้เริ่มเผยแพร่เข้าสู่สหพันธรัฐซิลลาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 9 โดยพ่อค้าชาวอาหรับและเปอร์เซีย มีบันทึกว่าอิบ คูรดาธเบ (Ibn Khurdadhbeh) นักสำรวจและนักภูมิศาสตร์ชาวเปอร์เซีย ได้ตั้งถิ่นฐานถาวรและยังสร้างหมู่บ้านชาวมุสลิมในเกาหลี เชื่อกันว่ารูปปั้นทวารบาลในสมัยนั้นเป็นฝีมือช่างแกะสลักของชาวเปอร์เซียที่อพยพเข้ามา

จนเข้าสู่สมัยอาณาจักรโครยอในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 ได้มีมุสลิมหลายเชื้อชาติเข้ามาค้าขายและอาศัยอยู่ในเกาหลีอีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะพวกมองโกล มีบันทึกว่ามีมัสยิดในเมืองหลวงเกซอง (ปัจจุบันเป็นเมืองในเกาหลีเหนือ) เมื่อเข้าสู่สมัยโชซอน ชาวเกาหลีได้ประยุกต์ปฏิทินของจีนกับอิสลามมาใช้ร่วมกัน อย่างไรก็ตามชาวมุสลิมในเกาหลีช่วงเวลานี้ก็ไม่ค่อยได้รับกล่าวถึงอีก

จนช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 ชาวเกาหลีเริ่มรู้จักกับศาสนาอิสลามอีกครั้งในช่วงสงครามเกาหลี เนื่องจากมีทหารมุสลิมจากตุรกีเข้ามาร่วมรบด้วย ซึ่งนอกจากจะร่วมรบทหารตุรกียังได้เผยแพร่ศาสนาอิสลามแก่คนเกาหลี จนมีการก่อตั้งสมาคมชาวมุสลิมในเกาหลีขึ้นในปี ค.ศ. 1955 และเติบโตจนกลายเป็นสหพันธ์ชาวมุสลิมในเกาหลีในปี ค.ศ. 1967

ในปัจจุบัน ได้มีประเทศอิสลามต่างๆที่ให้การสนับสนุนชาวมุสลิมในเกาหลีใต้ เช่น ซาอุดิอาระเบีย มาเลเซีย เป็นต้น ในปี ค.ศ. 2009 สหพันธ์ชาวมุสลิมในเกาหลีได้เปิดโรงเรียนประถมอิสลาม Prince Sultan Bin Abdul Aziz ขึ้นเป็นแห่งแรก โดยทำการสอนหลักศาสนาอิสลามร่วมกับหลักสูตรวิชาการทั่วไปของเกาหลีใต้ ในส่วนของอนาคตมีแผนที่จะเปิดโรงเรียนมัธยม มหาวิทยาลัย และศูนย์วัฒนธรรมอิสลามในเกาหลีใต้เพิ่มขึ้นอีกด้วย

 

อโฆรี : ไศวนิกายผู้กินซากศพแห่งชมพูทวีป

Written by teeranun on September 17th, 2013. Posted in บทความ

 

อโฆรีเป็นนิกายหนึ่งในไศวนิกาย เชื่อกันว่าแยกจากนิกายตันตระ กปาลิกะ (เกิดขึ้นเมื่อราว ค.ศ. 1000) ในอินเดียเมื่อราวคริสต์ศตวรรษที่ 14 อโฆรีเป็นพวกที่มีวัตรปฏิบัติสุดโต่งและแปลกแยกจากจารีตในสังคมอินเดีย รวมถึงพิธีกรรมต่างๆอันไม่เป็นที่ยอมรับตามหลักศาสนาฮินดู

พวกอโฆรียังเป็นพวกกินซากศพมนุษย์ ดื่มสุรา การใช้สารเสพติดประเภทฝิ่นและยาหลอนประสาท รวมทั้งดื่มกินปัสสาวะและอุจจาระ เนื่องจากพวกอโฆรีเห็นว่าศพก็เป็นสิ่งที่มาจากพระเป็นเจ้า ชอบอาศัยอยู่สุสาน นำขี้เถ้าที่ได้จากการเผาศพทาตัวหรือใช้ผ้าห่อศพนุ่งห่ม ใช้กะโหลกคนเป็นบาตรสำหรับรับอาหารและน้ำ และพกอัญมณีติดตัว

คุรุในนิกายอโฆรีมักจะเป็นผู้นำทางศาสนาในชุมชนชนบท รวมถึงเป็นผู้รักษาโรคที่การแพทย์ทั่วไปไม่สามารถรักษาให้หายได้ ผู้ป่วยจะเชื่อว่าพวกอโฆรีสามารถเคลื่อนย้ายโรคและนำความมีสุขภาพดีมาให้โดยใช้ร่างกายของพวกอโฆรีเองเป็นสื่อกลาง

พวกอโฆรีจะนับถือพระศิวะในรูปแบบของไภรวะเป็นหลัก โดยเชื่อว่าไภรวะเป็นสิ่งที่ทำให้เข้าถึงโมกษะและหลุดพ้นจากสังสารวัฏ มีพื้นฐานความเชื่อที่สำคัญ 2 ประการคือพระศิวะเป็นสิ่งที่สมบูรณ์ในตนเองและเป็นผู้ให้กำเนิดทุกสรรพสิ่ง

การฝึกตนเองของพวกอโฆรีเพื่อให้หลุดพ้นจากสังสารวัฏจะใช้ศพมนุษย์เป็นแท่นบูชาในการประกอบพิธีกรรม เข้าทรงนางตารา (พระแม่กาลี) และทำให้ร่างทรงมีพลังเหนือธรรมชาติ เทพและเทพีอื่นๆที่พวกอโฆรีนิยมนับถือ ได้แก่ พระศิวะ มหากาล วีรภัทร อวธูติ ธูมาวดี พคลามุขี ไภรวี เป็นต้น รวมถึงการนับถือ
พระทัตตเตรยะ (ภาครวมกันระหว่างพระพรหม พระวิษณุ และพระศิวะ) นิกายนี้ไม่เชื่อแนวคิดทวิภาวะ

สัญลักษณ์ที่พวกอโฆรีนำมาตีความคือตรีศูล ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ส่วนประกอบ 3 ประการที่พระศิวะหรือศักติใช้สร้างสรรค์จักรวาล ดังนี้

1. อิจฉา ศักติ (พลังแห่งความต้องการ)

2. ชญาณ ศักติ (พลังแห่งความรู้)

3. กริยา ศักติ (พลังแห่งการกระทำ)

ส่วนด้ามไม้เท้าเป็นสัญลักษณ์แทนกระดูกสันหลังมนุษย์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการฝึกสมาธิจนทำให้เข้าถึงความรู้แจ้ง

เหล่าสาวกในนิกายอโฆรีอาศัยอยู่ในสุสานแถบอินเดีย เนปาล และมีประปรายแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สาวกเหล่านี้ไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมมากนัก ศูนย์กลางของนิกายนี้อยู่รวินทรบุรี เมืองพาราณสี

 

 

 

ละครยอดนิยมสมัยเอโดะ

Written by jintana on September 10th, 2013. Posted in บทความ

 

 

ศิลปะการแสดงดั้งเดิมของญี่ปุ่นอย่างหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากในสมัยเอโดะนั่นก็คือ ละครคาบูกิ ละครคาบูกิมีการแต่งหน้าที่เป็นเอกลักษณ์ มีการเคลื่อนไหวที่กระฉับกระเฉง บทละครเป็นเอกลักษณ์แต่ฟังยากมาก แม้กระทั่งคนญี่ปุ่นเองบางครั้งยังฟังไม่รู้เรื่อง

ละครคาบูกิจะเป็นการแสดงออกทางร่างกาย เช่น เสียใจ ร้องไห้ ดีใจ โกรธ  บ้าคลั่ง เป็นต้น เรื่อง 2 ประเภทที่ใช้แสดงคือ เรื่องราวของชาวเมืองคาบูกิ และสังคมซามูไร เดิมละครคาบูกินั้นจะใช้ผู้หญิงเล่นเป็นตัวนาง โดยผู้หญิงจะมีความอ่อนช้อยงดงาม ต่อมาในสมัยโทคุกาวามีการห้ามใช้ผู้หญิงแสดง เพราะเห็นว่าไม่ดีไม่งามต่อศีลธรรม และถูกพัฒนามาเรื่อย ๆ จนกระทั่งได้รับความนิยมสูงสุดในสมัยเอโดะ

ละครคาบูกินั้นจะให้ผู้ชายในการแสดงทั้งหมด ซึ่งนักแสดงชายที่แสดงเป็นผู้หญิงเรียกว่า  อนนะงาตะ ฉากละครส่วนใหญ่นั้นเป็นฉากที่ตื่นเต้นเร้าใจ มีการต่อสู้กันมากมาย ศิลปะดั้งเดิมเช่นนี้หาชมได้ทั่วทั้งประเทศญี่ปุ่น ส่วนที่โตเกียวจะมีการจัดแสดงที่โรงละครแห่งชาติ ซึ่งราคาจะอยู่ที่ประมาณ 1.500 – 7.500 เยน ซึ่งบางโรงละครนั้นก็อาจจะเปิดให้ชมแค่ฉากเดียวในราคาที่ถูกกว่า

ทุกคน บางคน ไม่มีคน ใครก็ได้!!!

Written by akiautumn on September 9th, 2013. Posted in บทความ

ในคอลัมน์นี้จะว่ากันด้วยเรื่องของ someone, somebody, everyone, everybody, no one, nobody, anyone และ anybody กันนะครับ และก็เป็นอีกหนงกลุ่มคำที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย และคุ้นเคยกันในการใช้ภาษาอังกฤษกันมากที่สุด

 

คำว่า -one หรือ -body นั้นมีความหมายถึง คน

 

someone และ somebody แปลว่า บางคน ใช้ในประโยคบอกเล่าในกรณีเป็นส่วยใหญ่ที่ไม่รู้ว่ากำลังพูดถึงใคร

I saw someone/somebody sneaking out of the window last night.

ฉันเห็นใครบางคนค่อยๆ ย่องออกมาทางหน้าต่างเมื่อคืนนี้

 

everyone และ everybody แปลว่า ทุกคน ใช้ในประโยคทั้งในบอกเล่า ปฏิเสธ และ คำถามโดยกำลังพูดถึงคนทุกคนโดยที่ไม่ได้เฉพาะเจาะจงใครเป็นรายตัว

Everyone/Everybody gets up and moves!

เอ้า ทุกๆ คนยืนขึ้นแล้วมาสนุกกัน

 

no one และ nobody แปลว่า ไม่มีใคร ใช้ในประโยคบอกเล่าแต่เป็นความหมายเชิงปฎิเสธ โดยไม่ต้องมีคำว่า not ในประโยคอีกแล้ว

No one/Nobody is perfect.

ไม่มีใครที่สมบุรณ์แบบหรอก

 

anyone และ anybody แปลว่า ใครก็ได้ในประโยคบอกเล่าหรือคำถาม และ แปลว่าไม่ซักคนในประโยคปฎิเสธได้อีกด้วย

I don’t trust anyone/anybody

ฉันไม่เชื่อใจใครทั้งนั้น

Is anyone/anybody here?

มีใครอยู่ที่นี้บ้างมั้ย?

 

*notice

สำหรับตระกูล –one กับ –body นี้ จะเป็นเอกพจน์ล้วนทั้งสิ้น แต่ในทางกลับกันเวลาแทนด้วยสรรพนามจะต้องแทนด้วยสรรพนาม they ในขณะที่เป็นประธาน them เมื่อทำหน้าที่เป็นกรรม themselves เมื่อเป็นสรรพนามเชิงสะท้อนกลับ และ their กับ theirs เมื่อแสดงความเป็นเจ้าของ

Someone/Somebody says that noone/nobody is perfect. Everyone/Everybody has one little mistake in their life. Theirs must have obstacles to break through and get stronger themselves. If they say perfect is born with them that means they are imperfect at all. Does anyone/anybody agree?

 

ใครบางคนกล่าวไว้ว่าไม่มีผู้ใดที่สมบูรณ์แบบหรอก คนทุกคนจะต้องมีข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตของพวกเขา และฝ่าฟันอุปสรรคในชีวิตของพวกเขาเพื่อยืนหยัดได้ด้วยตัวของตัวเอง ถ้าหากว่าพวกเขาพูดว่าความสมบูรณ์แบบนั้นเกิดมาพร้อมกับพวกเขาหมายความว่าเขานั้นแหละที่มีข้อบกพร่องอย่างเห็นได้ชัด มีใครเห็นด้วยกับบทความนี้บ้างไหม?

 

คาดว่าใครหลายๆ คนคงจะหายข้องใจกับตระตูล –one และ –body กันแล้วนะครับ ดังนั้นต่อไปถ้านำไปใช้ก็อย่าลืมซะล่ะว่าควรจะนำไปใช้อย่างไรให้ถูกต้องนะครับ

ระบำกลองพื้นบ้านเกาหลี

Written by jintana on September 8th, 2013. Posted in บทความ

“ชังกูชุม หรือ ชังโกชุม” (장구춤/장고춤) คือ การแสดงพื้นบ้านของกลองเกาหลี โดยใช้กลอง ที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับกลองยาวบ้านเรา ระบำกลองชังกูเป็นแสดงที่ใช้กลองรูปทรงนาฬิกาทรายที่นิยมใช้ในการแสดงนาฏศิลป์ของเกาหลี

การแสดงระบำชังกูเป็นการแสดงที่ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ ซึ่งก่อนหน้านี้มันได้ถูกกวาดล้างไปพร้อม ๆกับวัฒนธรรมของเกาหลีในยุคสมัยที่ถูกญี่ปุ่นยึดครอง การแสดงชุดนี้จะใช้นักแสดงผู้หญิงเท่านั้น จะใช้คนเดียวหรือเป็นกลุ่มก็ได้ และจะตีกลองแล้วระบำตามจังหวะกลอง จังหวะช้าหรือเร็วนั้นแล้วแต่ชุดการแสดง

ระบำที่ไม่ซับซ้อนทำให้เราเพลิดเพลินตามจังหวะเสียงกลองได้ นักแสดงจะสวมใส่ชุดฮันบก และทำการแสดงพร้อมกลองชังกูและไม้ตีที่มีสายคล้องกับตัวนักแสดง ชาวเกาหลีนั้นนิยมนำการระบำชังกูมีแสดงในช่วงงานเทศกาลและเฉลิมฉลอง

ถ้า ถ้าเกิด ถ้าไม่ !?

Written by akiautumn on September 7th, 2013. Posted in บทความ

คิดว่าหลายคนรู้จักกับประโยคเงื่อนไข (conditional clause) หรือเรียกสั้นๆ ว่า If..clause นั้นเอง ซึ่งเดิมที เจ้าตัวนี้ก็เป็นปัญหาให้ใครหลายๆ คนอยู่แล้วว่ามันใช้อย่างไรสมกับเป็นประโยคเงื่อนไขจริงๆ เงื่อนไขการใช้เนอะมาก แต่ครั้งนี้เราจะขอไม่เจาะลึกถึงการใช้หากเป็นเครือญาติที่มีความหมายเหมือนกันและการใช้เหมือนกัน คือ If Unless และ But that

 

If แปลว่า “ถ้า, ถ้าหากว่า” คำที่ใครๆ ก็คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี คำนี้จะใช้วางไว้ที่ต้นหรือกลางประโยคก็ได้เพื่อเชื่อมประโยคทั้ง 2 ประโยคเข้าด้วยกัน ทว่าในกรณีที่วางไว้ต้นประโยคอย่าลืมใส่ comma (,) คั่นไว้ระหว่าง 2 ประโยค เช่น

If the water reaches 100˚c, it boils.

ถ้าหากน้ำร้อนถึง 100 องศาเซลเซียส น้ำจะเดือด

*อย่าลืมใส่ comma (,) ทุกครั้งด้วยเมื่อ ‘if’ นำหน้าประโยค

หรือ

The water boils if it reaches 100˚c.

น้ำจะเดือดเมื่อร้อนถึง 100 องศาเซลเซียส

*ในประโยคที่โยคเมื่อนำ ‘if’ มาไว้ที่กลางประโยคไม่จำเป็นตรงใส่ comma (,)

 

Unless แปลว่า “ถ้า….ไม่, เว้นเสียแต่ว่า…..ไม่” มีความหมายเหมือนกับคำว่า ‘if….not’ จะวางที่ต้นหรือกลางประโยคก็ได้เพื่อเชื่อม 2 ประโยคไว้ด้วยกัน ในกรณีที่วางไว้ต้นประโยคต้องใส่ comma (,) คั่นไว้เช่นเดียวกับ ‘if’ เช่น

Unless it rains, I will go taking a walk.

ถ้าฝนไม่ตก ฉันจะออกไปเดินเล่น

หรือ

I will go taking a walk unless it rains.

ฉันจะออกไปข้างนอก ถ้าฝนไม่ตก

*จะเห็นได้ว่าหลัง unless จะเป็นประโยค positive เพราะตัว unless เองมีความหมายเป็น negative ในตัวมันเองอยู่แล้ว ซึ่งประโยคทั้ง 2 ข้างต้นนี้สามารถแปลงได้ ดังนี้ I will go taking a walk if it does not rain.

 

But that แปลว่า “ถ้า….ไม่” มีความหมายเช้นเดียวกับ ‘if….not’ เช่นกันและสามารถนำมาวางไว้ที่ต้นหรือกลางประโยคเพื่อเชื่อมประโยคทั้ง 2 ก็ได้อีกเช่นกันแต่ห้ามใส่ not ไว้หลัง but that เป็นอันขาดเพราะตัวมันเองมีความหมายเป็น negative อยู่แล้ว และอย่าลืมใส่ comma (,) เมื่อใช้วางไว้ที่ต้นประโยคด้วยเช่นกัน เช่น

But that his family is poor, he would study abroad.

ถ้าหากฐานะที่บ้านเขาไม่ย่ำแย่ เขาคงจะได้ไปเรียนต่างประเทศแล้ว

หรือ

He would study abroad but that his family is poor.

เข่คงจะได้ไปเรียนต่างประเทศแล้ว ถ้าหากฐานะที่บ้านเขาไม่ย่ำแย่

สุดท้ายนี้ก็หวังว่าหลายๆ คนจะได้รุบความรูไม่มากก็น้อยนะครับ แต่อย่าลืมนะว่าในภาษาอังกฤษบางคำเองก็มีความหมายเป็น negative ในตัวมันอยู่แล้วอย่าไปใส่ not เขาให้ล่ะ ไม่งั้นกลายเป็น positive ไม่รู้ตัวนะเออ ทีนี้ล่ะ ก็จะงงเต็กกันเลยทีเดียว

 

 

วัฒนธรรมหินดาว สัญลักษณ์แสดงความเป็นตัวตนของชนชาติลาว

Written by warittha on September 6th, 2013. Posted in บทความ

 

นอกจากอารายธรรมปริศนาทุ่งไหหินอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชนชาติลาว ยังมีวัฒนธรรมหินดาวที่บ่งบอกถึงตัวตนของชนชาติลาวที่อาศัยอยู่ในดินแดนนี้ตั้งแต่ครั้งอดีต บรรพบุรุษชนชาติลาวใช้รูปดาวเป็นเครื่องหมายประจำเผ่า จึงเรียกตนเองว่า “คนดาว” ความเชื่อนี้ได้มีปรากฏใน “นิทานพญาแถน” ของชาวลาวที่ว่า คนดาวเป็นลูกหลานพญาแถนจากเมืองฟ้าถูกส่งลงมาอยู่บนโลก เเล้วสืบสร้างต่อมาจนเป็นบ้านเป็นเมืองมากมาย

คนลาวที่อพยพไปตั้งถิ่นฐานอยู่ทางทิศเหนือในแขวงยูนนาน กว่างซี ประเทศจีนปัจจุบัน ออกเสียง “ด” เป็น “ล”  จึงออกเสียง “ดาว” เป็น “ลาว” คนจีนจึงเรียก “คนดาว” ว่า “คนลาว” ตามสำเนียงของคนลาวทางภาคเหนือและกลายมาเป็นชื่อของชนชาติลาวมาจนปัจจุบันนี้

หินดาวถูกค้นพบทางทิศตะวันออกของแขวงหลวงพระบางใกล้ๆ กับเขตสายภูเลย เช่น ภูข้าวลีบ ภูสามสุม ภูปากเกอ ซึ่งถือว่าคือถิ่นกำเนิดของบรรพบุรุษลาว ภาพสลักบนหินดาวที่พบในลาว แบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1. หินดาวสลักเป็นรูปดาวใหญ่หรือดวงตะวัน มีความหมายถึงเมืองแถน เมืองสวรรค์ชั้นฟ้า ซึ่งมีความเชื่อว่าเป็นถิ่นเดิมของบรรพบุรุษลาว พบที่ภูข้าวลีบ ใกล้กับบ้านผาแต้มที่ตั้งอยู่ริมสายน้ำอู ทางทิศตะวันออกของแขวงหลวงพระบาง

2. หินดาวสลักเป็นรูปจักรวาลจำลอง รูปดวงตะวันหรือดาวใหญ่เป็นจุดศูนย์กลางอยู่ด้านบนสุด เป็นสัญลักษณ์ของเมืองแถน ถัดมามีรูปเถาวัลย์หรือเครือเขากาด ซึ่งตามตำนานกล่าวว่า เป็นเถาวัลย์ที่เชื่อมต่อระหว่างเมืองแถนกับเมืองมนุษย์ ส่วนนอกสุดเป็นรูปภูเขาทำเป็นจอมภูแหลมเรียงกันหลายลูกดูเหมือนฟันเลื่อย เป็นสัญลักษณ์ของโลก ภาพภูเขาเป็นลูกๆ ที่ดูคล้ายฟันเลื่อยนั้นหมายถึงโลกหรือเมืองมนุษย์ เหตุที่เป็นภูเขานั้น น่าจะเกิดจากมุมมองภาพของบรรพบุรุษชาวลาวที่เมื่อได้ขึ้นไปบนที่สูง ก็จะมองเห็นทิวทัศน์ที่เป็นภูเขาสลับซับซ้อนกันไป

3. หินดาวสลักเป็นภาพจักรวาลจำลอง ด้านบนสุดเป็นรูปดาวใหญ่ หมายถึงเมืองแถน ถัดลงมาเป็นรูปสัตว์ต่างๆ และรูปคน หมายถึง โลกมนุษย์ เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นเมืองมนุษย์คู่กับเมืองแถน เพื่อให้พญาแถนลงมาสอดส่องดูแลและปกป้องคุ้มครอง ให้ฟ้าฝนตกต้องตามฤดูกาล ล่างสุดเป็นรูปเถาวัลย์ หมายถึง เครือเขากาดที่ถูกตัดขาดลงมากองอยู่บนพื้นโลก เนื่องจากความเกียจคร้านของชาวแถนที่ถูกส่งลงมายังเมืองมนุษย์ ไม่ยอมทำงาน พญาแถนจึงสั่งตัดเถาวัลย์ที่เชื่อมระหว่างเมืองแถนกับเมืองมนุษย์นั้นออกเสีย แล้วให้ชาวแถนที่อยู่ในเมืองมนุษย์ต้องจัดพิธีกรรมเพื่อขอความความช่วยเหลือจากพญาแถนแทนการปีนขึ้นไปบนเถาวัลย์

การสร้างสัญลักษณ์แสดงตัวตนที่มีมาแต่ครั้งบรรพบุรุษ แสดงถึงการให้ความสำคัญกับความเป็นชนชาติของตน และถือเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งของคนในสมัยโบราณที่ทำให้คนรุ่นหลังได้ทราบถึงที่มาของตนเองและมีความภาคภูมิใจในชาติกำเนิดของตน  อีกทั้งยังเชื่อมโยงกับความเชื่อ ที่ให้มนุษย์เคารพในธรรมชาติ ซึ่งชนชาติลาวได้ส่งต่อความเชื่อเหล่านี้มายังลูกหลานของตนก่อเกิดเป็นรากฐานทางวัฒนธรรม ประเพณีที่มีคุณค่าและเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในชาติ

นิทานจีน เรื่อง ควาฟู่ไล่พระอาทิตย์ (ต่อ)

Written by jintana on September 5th, 2013. Posted in บทความ

 

ควาฟู่วิ่งตามดวงอาทิตย์จนเริ่มเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ทุกที ๆ เขาเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากในทิศทางที่ดวงอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้า ดวงอาทิตย์สองแสงสว่างไสวสีทองอยู่ตรงหน้าของเขา แสงสีทองชโลมร่างกายของเขา เขารู้สึกดีใจและตื่นเต้นมาก ที่สามารถจะจับดวงอาทิตย์ได้  แต่แล้วเมื่อเขาเอื้อมมือโอบดวงอาทิตย์เขาก็ต้องรู้สึกร้อนยากที่จะทานทน และความร้อนมากตลอดระยะทางที่วิ่งตามเช่นนั้นทำให้เขารู้สึกกระหายน้ำ เขาจึงวิ่งไปยังแม่น้ำหวงเหอแล้วดื่มน้ำจนแม่น้ำหวงเหอแห้งไม่เหลือเลย เท่านั้นยังไม่พอเขาวิ่งไปยังแม่น้ำเว่ยเหอแล้วดื่มน้ำจนหมดอีกเช่นกัน น้ำจากแม่น้ำทั้งสองนั้นไม่พอดับความกระหายของควาฟู่ได้ เขาจึงคิดว่าหากวิ่งต่อไปทางเหนืออีกก็จะมีทะเลสาบที่มีน้ำเพียงพอ เขาจึงวิ่งต่อไปอีก แต่โชคร้ายที่เขากระหายน้ำจนสิ้นใจระหว่างทาง

ก่อนควาฟู่สิ้นลม เขาได้นึกถึงเผ่าของตน และโยนไม้เท้าออกไป ไม้เท้าตกกลายเป็นป่าท้อหนาทึบ พื้นที่แถบนั้นจึงมีต้นท้อขึ้นตลอดทั้งปีเป็นที่พักพิงและมีผลท้อแก้กระหายของผู้คนที่เดินทางผ่านไปมาในแถบนั้น

ควาฟูไล่พระอาทิตย์นั้นเป็นตำนานของชาวจีนที่สะท้อนให้ชาวจีนระลึกถึงความกล้าหาญของควาฟู่ที่แม้สุดท้ายจะต้องจบชีวิตลง แต่ก็ยังมีสิ่งที่ทิ้งให้คนรุ่นหลังได้ประโยชน์ ในบางแห่งของจีนนั้นก็ตั้งชื่อภูเขาว่า เขาควาฟู่ เพื่อเป็นการลำรึกถึงควาฟู่อีกด้วย

 

ไขข้อข้องใจให้หายสงสัย เปิดในดิกก็ไม่มี

Written by akiautumn on September 4th, 2013. Posted in บทความ

เชือว่าหลายๆ คนที่ดูภาพยนต์ซาวด์เทร็กหรือซีรี่ย์ของต่างชาติต้องเคยได้ยินคำว่า wanna gotta outta กันมาแน่นอน แต่ก็หลายครั้งที่สงสัยว่าเจ้าพวกนี้มันคืออะไร แปลว่าอะไร ใช้ยังไง เพราะเปิดหาในพจนานุกรมก็แล้วก็ไม่ยักจะเจอ วันนี้เรามาดูกันดีกว่าว่าแต่ละคำมีความหมายว่าอย่างไร

gonna หรือ (going to)

หมายถึง “กำลังจะ” ใช้ในประโยคที่บอกถึงเหตุการณ์มีความหมายและการใช้เหมือนกับคำว่า “will” แต่ต่างกันตรงที่ว่า “going to” จะเป็นเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตที่แน่นอน อาทิ

It seems dark I think it’s gonna (going to) be raining by now for sure

-ท้องฟ้ามืดมากเลย ฉันว่าเดี๋ยวฝนจะต้องตกลงมาห่าใหญ่แน่นอน

gotta หรือ (got to)

หมายถึง “จะต้อง” โดยแท้จริงแล้วคำนี้ย่อมาจาก “have got to” ใช้ในกรณีที่มีความจำเป็นการทำอะไรต่างๆ และยังมีความหมายเดียวกับ “have to” อาทิ

I gotta send this report by tomorrow.

-ฉันจะต้องส่งรายงานนี้ภายในวันพรุ่งนี้

wanna หรือ (want to)

หมายถึง “ต้องการ หรือ อยาก” ใช้ในกรณีที่เราต้องการสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ทั้งนี้ wanna จะต้องตามด้วย v. (กริยา) เท่านั้น อาทิ

I wanna have some ice-cream.

-ฉันอยากกินไอศกรีมจัง

lemme หรือ (let me)

สำหรับคำนี้จะมีความหมายประมาณผู้พูดต้องการจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งและมักจะตามด้วย v. (กริยา) อาทิ

Lemme do that. I can make it though.

ให้ฉันทำมันเถอะ ฉันมั่นใจว่าฉันทำได้

gimme หรือ (give me)

คำนี้มีความหมายคล้ายคำว่า lemme แต่จะต่างที่ว่า gimme จะตามด้วย n. (คำนาม) เป็นส่วยใหญ่ อาทิ

I’m very busy right now. Gimme a ring later!

-ตอนนี้ฉันยุ่งมากๆ เลย เดี๋ยวเธอค่อยโทรหาฉันใหม่นะ

*Gimme a ring = Call me

outta หรือ (out of)

มีความหมายเดียวกับคำว่า “from” คือ “จาก” อาทิ

Flood is coming! Get outta here!

-น้ำกำลังมาแล้ว รีบออกจากที่นี้เร็ว

kinda หรือ (kind of)

หมายถึง “ค่อนข้าง” สามารถใช้ได้ในหลายๆ รูปแบบประโยค อาทิ

Today is my worst. I got up late then lost my wallet. Kinda outta luck!

-วันนี้เป็นที่แย่มากเลย ตื่นก็สายซ้ำยังทำกระเป๋าตังค์หายอีก ช่างไร้โชคสิ้นดี

I’mma หรือ (I’m going to)

มีความหมายเหมือนกับ “gonna” แต่คำนี้จะเน้นพี่ตัวของผู้พูดว่าจะเป็นคนทำ อาทิ

I’mma talk to him.

-เดี๋ยวฉันจะไปพูดกับเขาเอง

dunno หรือ (don’t know และ doesn’t know)

มีความหมายตรงๆ เลยคือ “ไม่รู้ ไม่ทราบ” เป็นคำที่ใช้กันแพร่หลายและเป็นที่คุ้นเคยมากที่สุด อาทิ

I dunno what to do.

-ฉันไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี

เอาล่ะครับทีนี้หลายๆ คนคงหายข้องใจกับศัพท์แสลงเหล่านี้มาบ้างไม่มากก็น้อยแล้วล่ะครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนี้นเจ้าพวกคำเหล่านี้ก็สามารถดิ้นไปดิ้นมาเรื่อยๆ ครับ ภาษามีการเติบโตตลอดเวลา ดังนั้นอย่าหยุดการเรียนรู้กันนะครับ

 

 

นิทานจีน เรื่อง ควาฟู่ไล่พระอาทิตย์

Written by jintana on September 3rd, 2013. Posted in บทความ

 

ย้อนเวลากลับไปเมื่อยุคดึกดำบรรพ์ ที่ภูเขาสูงเสียดฟ้าทางเหนือนั้นมีกลุ่มมนุษย์ร่างใหญ่ยักษ์พลังช้างสารอาศัยอยู่ตามหุบเขาลึกและป่าดงดิบ มีชื่อเรียกว่า ชนเผ่าควาฟู่ ซึ่งคำว่า ควาฟู่ ก็เป็นชื่อเรียกของผู้นำชนเผ่านั้นเอง ชนเผ่าควาฟู่มีจิตใจดี ขยันขันแข็ง และกล้าหาญ ไม่ชอบแก่งแย่งชิงดีกับใครรักอิสรเสรี

อยู่มาวันหนึ่งเป็นวันที่อากาศร้อนมาก แสงอาทิตย์ส่องตรงลงมายังพื้นดิน ร้อนจนแหล่งน้ำเหือดแห้ง ชาวควาฟู่เสียชีวิตลงจำนวนมากด้วยความร้อนที่ระอุ ผู้นำของชนเผ่าเสียใจมาก จึงคิดอยากจะตามไล่จับดวงอาทิตย์เพื่อให้อาทิตย์นั้นทำตามคำสั่งของมนุษย์ เมื่อชนเผ่าควาฟู่ได้ยินที่ผู้นำบอกเช่นนั้นก็ออกมาห้ามปรามว่า อย่าไปเลยเพราะดวงอาทิตย์นั้นร้อนมาก ทั้งยังอยู่ไกลแสนไกล ตามจับอย่างไรก็จับไม่ทันจะเสียแรงเปล่า แต่ควาฟู่นั้นได้ตัดสินใจที่จะไปไล่จับดวงอาทิตย์แล้ว เขาจะทำเพื่อความสงบสุขของชนเผ่า

ควาฟู่ร่ำลาผู้คนในเผ่าของตน และออกเดินทางไล่ตามจับดวงอาทิตย์ เขาเริ่มวิ่งตามดวงอาทิตย์ไปในทิศตะวันออกซึ่งเป็นทิศที่ดวงอาทิตย์ขึ้น ควาฟู่ออกตัววิ่ง ๆไปเร็วดั่งลม ผ่านแม่น้ำหลายสาย ผ่านภูเขาหลายลูก เสียงฝีเท้าที่กระทบพื้นดินของเขากึกก้องไปทั่ว เมื่อเขาเหนื่อยเขาได้นั่งพัก และเททรายออกจากรองเท้าของเขากลายเป็นดินภูเขาขนาดใหญ่ เมื่อหิวเขาหุงข้าวโดยใช้หินสามก้อนเป็นหม้อข้าว หินสามก้อนนั้นก็กลายเป็นภูเขาใหญ่สามลูก

(โปรดติดตามตอนต่อไป)