Cheap as Chips

Written by akiautumn on January 5th, 2015. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

กลับมาพบกับบทความภาษาอังกฤษกันอีกแล้วครับ ครั้งนี้เราจะมาดู idiom ที่เกี่ยวกับอาหารกันนะครับ สำหรับ idiom ที่จะหยิบยกมาครั้งนี้คือ ‘Cheap as Chips’ ครับ เอ…..สำนวนนี้จะมีความหมายว่าอย่างไรกันนะเราไปลองดูความหมายกันทีละตัวก่อนดีกว่าครับ

 

Cheap หมายถึง มีราคาถูก

แน่นอนครับคำๆ นี้หลายๆ คนย่อมรู้จักกันเป็นอย่างดีเพราะเราเห็นหน้าค่าตาคำนี้มาตั้งแต่เริ่มเรียนภาษาอังกฤษกันเลยทีเดียว

Those cars are very cheap.

-รถยนต์พวกนั้นราคาถูกมาก

That’s cheap store.

-นั้นร้านขายสินค้าราคาถูก

ทั้งนี้นอกจากคำนี้จะมีความหมายว่า ‘มีราคาถูก’ แล้ว ยังมีความหมายอื่นๆ อีก คือ ‘ตระหนี่’ หรือ ‘ขี้เหนียว’ และ ‘คุณภาพต่ำ’ ก็ได้ครับ

 

Chips หรือ Chip หมายถึง มันฝรั่งแผ่นบางๆ ครับ

เข้าใจถูกแล้วครับมันฝรั่งทอดกรอบ อาทิ เลย์ หรือ เทสโต้ ครับ

I like to have some chips.

-ฉันชอบกินมันฝรั่งทอดกรอบ

 

สำหรับสำนวน ‘Cheap as Chips’ นั้นจะมีความหมายว่าอย่างไรกันนะ? ถ้าเราให้ความหมายตรงๆ เลยจะได้ความหมายว่า ‘ถูกราวกับมันฝรั่งทอดกรอบ’ เอ….แล้วถูกราวกับมันฝรั่งทอดนี้มันคืออะไรกันล่ะ

 

โดยแท้จริงความหมายของสำนวนที่ว่า ‘Cheap as Chips’ นั้น มีความหมายว่า ‘very inexpensive’ หรือ มีราคาย่อมเยา หรือ มีราคาไม่แพงมาก

This bag is both good and inexpensive.

-กระเป๋าใบนี้ทั้งดีและราคาย่อมเยา

I’d like inexpensive seats, if possible.

-ถ้าเป็นได้ฉันอยากได้ที่นั่งที่มีราคาไม่สูงมากนัก

 

หลายๆ คนอาจจะสงสัยว่าทำไมต้องเป็นมันฝรั่งทอดกรอบที่นำมาเปรียบเทียบกับของที่มีราคาไม่แพงนั้น ราคาของเจ้ามันฝรั่งทอดนั้นไม่ได้ราคาสูงมากนักและยังเห็นได้ทั่วไปดาษดื่นทั่วไป เอาที่เข้าใจง่ายๆ ก็คือซื้อง่ายจ่ายคล่อง ซึ่งอาจจะใช้กับรถยนต์ เสื้อผ้า รองเท้า หรือ สินค้าต่างๆ ที่โดยปกติจะมีราคาสูง

Those cars are cheap as chips.

-รถพวกนั้นมีราคาไม่สูงมากเท่าไหร่

These brand new shoes are cheap and chips.

-รองเท้ารุ่นใหม่มีราคาไม่แพง

 

อย่างไรก็ดีภาษาอังกฤษนั้นมีการนำสิ่งที่ใช้ในชีวิตประจำวันมาทำเป็นสำนวนมากมายเหมือนกับภาษาไทยครับ ดังนั้นนอกจากเราจะรู้ถึงสำนวนเหล่านั้นหรือคำศัพท์การใช้ภาษาแล้ว ควรจะรู้ถึงขนบธรรมเนียมบางอย่างเพื่อง่ายต่อการเรียนรู้ครับ

What is Business Letter?

Written by akiautumn on January 3rd, 2015. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

พบกับบทความทางภาษาอังกฤษกันอีกครั้งครับ ในครั้งนี้เราจะมารู้จักกับการเขียนเชิงธุรกิจ โดยตัวจดหมายเชิงธุรกิจนั้นจะมีเนื้อความที่ราวกับการสนทนา ระหว่างผู้เขียนและผู้รับราวกับว่ากำลังพูดคุยกันอยู่ โดยหลักสากลในการเขียนจดหมายเชิงธุรกิจนั้นจะต้องมี ความสุภาพ ความสั้นกระชับ และความตรงไปตรงมา อีกทั้งผู้เขียนจะต้องตระหนักในเรื่องต่อไปนี้คือ Format  (โครงสร้างจดหมายและการจัดหน้า) Grammar  (ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษที่ถูกต้อง) Punctuation  (เครื่องหมายวรรคตอนต่าง ๆ) และ Openings and Closings  (การขึ้นต้นและลงท้ายจดหมาย)

 

ตัวอย่าง

123 Chulakasem

Ngamwongwan, Nonthaburi 11000

 

December 20, 2014

 

 

 

Ms. Alicia Whites

Manufacturing Advisor

ABC Inc.

732 Khlongchan

Ladprao, Bangkok 10240

 

Dear Ms. Whites:

 

We are writing to request information about new products, as we have been informed that requested products produced in your factory are excellent and demonstrate a good capacity that satisfies our customer demands.

 

We require all specifications of models and manufacturing procedure, as well as pricing information. Could you please the information by mail?

 

We look forward to your reply.

 

Your sincerely,

 

 

Hans Cowell,

Product Manager

 

 

จดหมายเชิงธุรกิจนั้นเป็นสิ่งแสดงภาพลักษณ์ขององค์กร หรือตัวบุคคล การเขียนจึงต้องใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เพื่อเป็นการแสดงถึงความรอบคอบ น่าเชื่อถือ และความเป็นมืออาชีพของผู้เขียน

อย่างไรก็ดีจดหมายเชิงธุรกิจนั้นมีอยู่ด้วยกันอยู่หลายประเภทโดยจะใช้ในหลายๆ การติดต่อ ตามแต่ความต้องการของผู้เขียน ซึ่งเราจะมารู้จักกับประเภทของจดหมายเชิงธุรกิจในครั้งต่อไปครับ

ขนมหวานตามฤดูกาลของญี่ปุ่น 4

Written by jintana on December 11th, 2014. Posted in บทความ

ขนมหวานตามฤดูกาลของญี่ปุ่น 4

ต้อนรับฤดูใบไม้ร่วงกับเดือนกันยายน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ช่วงโอฮิงัน(วันแบ่งฤดู)ฤดูใบไม้ร่วง ชาวญี่ปุ่นจะทำขนมฮางิโนะโมจิ หรือ โอะฮางิ เพื่อรับประทานในช่วงนี้ ส่วนช่วงโอฮิงัน(วันแบ่งฤดู)ฤดูใบไม้ผลิซึ่งเป็นช่วงดอกโบตั๋นกำลังจะบาน จะทำขนมโบตาโมจิ

เดือนตุลาคมกลางฤดูใบไม้ร่วงอากาศจะอยู่ประมาณ 17 – 18 องศาเซลเซียส เป็นฤดูกาลที่ถูกแต่งแต้มด้วยสีสันสดใสโทนส้มแดงของใบไม้ที่พร้อมใจกันเปลี่ยนสีก่อนที่จะร่วงโรยจากต้นเมื่อเปลี่ยนฤดูกาลอีกครั้ง ภูเขาจะถูกปกคลุมด้วยต้นไม้ที่เปลี่ยนสีเหมือนใครสักคนเอาพรมไปปูไว้ เดือนนี้ชาวญี่ปุ่นจะนิยมทำขนมที่มีเปลือกเป็นรูปดอกเบญจมาศ มีลักษณะเป็นแป้งอบสองแผ่นสอดไส้ถั่วกวน เรียกว่า โมนากะ (คิกุโมนากะ) มาจากคำว่า พระจันทร์เต็มดวงในคืนวันเพ็ญ  ซึ่งช่วงนี้ก็จะมีเทศกาลดอกเบญจมาศ ซึ่งจะจัดขึ้นช่วงต้นเดือนตุลาคม ถึง กลางเดือนพฤศจิกายนของทุกปี

บอกลาฤดูกาลแห่งใบไม้แดง ด้วยขนม โอริเบโจโยะเป็นขนมโจโยมันจูสีเขียวนิยมทำขึ้นเพื่อรับประทานกับน้ำชาในช่วงเดือนพฤศจิกายน เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โอริเบมันจู  ส่งท้ายบทความนี้ด้วยเดือนธันวาคม และขนมยุกิโมจิ ขนมคินตงสีขาวสะอาด ทำจากมันยามาโตะและเหง้าของต้นลิลลี่เป็นขนมที่ชาวญี่ปุ่นทำเพื่อต้อนรับฤดูกาลแห่งการเพลิดเพลินกับหิมะ อย่างฤดูหนาวนั่นเอง

ขนมหวานตามฤดูกาลของญี่ปุ่น 3

Written by jintana on December 9th, 2014. Posted in บทความ

ขนมหวานตามฤดูกาลของญี่ปุ่น 3

เริ่มต้นฤดูร้อนกันที่เดือนมิถุนายนกับขนมมินัทซึกิ ที่นิยมรับประทานในเทศกาล นาโงชิโนะฮาราเอะ ที่จัดขึ้นทุกวันที่ 30 มิถุนายนของทุกปี ชาวญี่ปุ่นจะขอพรให้สุขภาพแข็งแรงปราศจากโรคภัยตลอดครึ่งปีที่เหลือ ขนมชนิดนี้จะมีการโรยถั่วแดงไว้บนหน้าขนมสืบเนื่องมาจากความเชื่อที่ว่า สีแดงสามารถปัดเป่าโรคภัยทั้งหลายได้

ฤดูร้อนเป็นช่วงที่อากาศมีความชื้นสูง และมีฝนตกอยู่เรื่อย ๆอากาศจะร้อนมากและมีความชื้นสูง หรือที่คนญี่ปุ่นเรียกกันว่า ร้อนนึ่ง นอกจากอาหารดับร้อนอย่าง โซะบะเย็นๆ บะหมี่เย็น เบียร์ แตงโม แล้วนั้นยังมีขนมคุซุซากุระที่นิยมทำขึ้นในเดือนกรกฎาคม ทำจากแป้งคุซุ มีเนื้อใสสอดไส้ด้วยถั่วกวน โดยส่วนใหญ่ขนมญี่ปุ่นในฤดูร้อนจะทำจากแป้งคุซุ

ส่งท้ายฤดูกาลแห่งดอกไม้ไฟด้วยขนมแห้ง มิซุ จะทำขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคม ซึ่งทำมาจากน้ำตาลเคี่ยวผสมสี เลียนแบบรูปร่างสายน้ำไหล เรียกว่า อารุเฮโต

ฤดูร้อนเป็นช่วงที่ต้นไม้ดอกไม้นานาพรรณมีความเขียวชอุ่มชุ่มชื้นด้วยสีเขียวของใบไม้ใบเขียวของ ซากุระ เมเปิ้ล โอ๊ค ตัดกับสีเขียวเข้มของต้นสนและต้นไผ่เป็นบรรยากาศที่ชวนให้คนออกมาร่วมเทศกาลดอกไม้ไฟและชมระบำพื้นเมืองอย่าง Bon Odori ที่เต็มไปด้วยสีสันให้หน้าร้อนดูมีชีวิตชีวาขึ้น

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

หมีภายในใจ

Written by akiautumn on December 8th, 2014. Posted in บทความ, แปลเอกสารประเภทต่างๆ

Good Morning Teacher

พบกับบทความหน้ารู้ทางภาษาอังกฤษกันอีกครับ ครั้งนี้เราก็ยังคงมาทำความรู้จักกับสำนวนเช่นเคย ในครั้งนี้เราจะมารู้จักกับสำนวนที่ว่า ‘Bear in Mind’ ครับ เอ……แล้วสำนวนนี้จะมีความหมายว่าอย่างไรกันล่ะ?

 

เราจะมาดูทีล่ะคำกันก่อนนะครับ เริ่มจากคำว่า ‘Bear’ คำนี้หลายๆ คนคุ้นเคยกันมาเป็นอย่างดีครับว่า หมายถึง ‘หมี’ นั้นเอง เช่น

When I was young, I saw a big black bear standing across the river near my cabin.

-เมื่อตอนฉันยังเล็กๆ ฉันเห็นหมีสีดำตัวใหญ่ยืนอยู่ตรงข้ามกับแม่น้ำใกล้กับที่พักของฉัน

ทั้งนี้นอกจากจะมีความหมายว่า ‘หมี’ คำว่า ‘Bear’ ยังทำหน้าที่เป็นคำกริยา (verb) ได้อีกด้วย ซึ่งจะมีความหมายว่า ทน อดทน และ รับผิดชอบ เช่น

How long did you have to bear with it?

-นานเท่าไหร่ที่คุณจะต้องอดทนกับมัน?

 

คำต่อมา ‘Mind’ จากที่เรารู้จักกันคำนี้จะหมายถึง จิตใจ หรือ สติ เช่น

Are you losing your mind?

-เธอเสียสติไปแล้วหรือไร?

I’m certain I won’t forget it. I keep it in mind.

-ฉันมั่นใจว่าฉันไม่ลืมมันแน่นอน ฉันจำมันขึ้นใจแล้ว

อย่างไรก็ดีคำว่า ‘Mind’ ก็สามารถทำหน้าที่เป็นกริยา (verb) ได้เช่นกัน แต่ส่วนใหญ่จะใช้อยู่ในรูปแบบของ Imperative Sentence หรือ ประโยคคำสั่งเสียมากกว่า เช่น

Please mind your own business!

-อย่ามายุ่งเรื่องของคนอื่นจะดีกว่านะ!

หรือ

-คุณไปจัดการเรื่องของตัวเองดีกว่านะ!

Would you mind if I sit at the same table?

จะเป็นอะไรไหมถ้าฉันจะขอนั่งโต๊ะร่วมกับคุณ?

 

ดังนั้นสำนวนคำว่า ‘Bear in Mind’ เมื่อนำมาผนวกกันก็จะได้ความหมายที่ว่า ‘หมีในใจ’ แต่ไม่ใช่นะครับ สำนวนนี้จริงๆ แล้วมีความหมายว่า ท่องจำไว้ในใจไตร่ตรอง หรือ พิจารณา ครับ เช่น

You must bear in mind what I’ve just said to you.

-คุณควรจะจำในสิ่งที่ฉันเพิ่งพูดกับคุณไปนะ

I bear in mind that misfortunes never come singly.

-ฉันระลึกไว้เสมอว่าความโชคร้ายไม่เคยมาเพียงอย่างเดียว

 

สำนวนเป็นเรื่องที่แลดูสับสนแต่ก็ไม่ยากในการเรียนรู้ถ้าหากเรารู้จักสังเกตและค้นคว้าเพิ่มเติมหรือนำไปใช้บ่อยครั้ง เราก็จะค่อยๆ ซึมซับและจดจำได้อย่างรวดเร็วครับ

ขนมหวานตามฤดูกาลของญี่ปุ่น 2

Written by jintana on December 7th, 2014. Posted in บทความ

ขนมหวานตามฤดูกาลของญี่ปุ่น

ขนมที่เป็นตัวแทนของเดือนกุมภาพันธ์มีชื่อเรียกว่า อุงุยสุโมจิ เป็นขนมกิวฮิที่ผสมแป้งสีเขียวต่อมาเดือนมีนาคมเป็นขนมโมจิที่จะผสมผงของใบอ่อนหญ้าโยโมงิมีชื่อเรียกว่า คุสะโมจิ

เดือนเมษายนเป็นช่วงกลางฤดูใบไม้ผลิที่เราจะได้ชมความงามของดอกซากุระได้อย่างเต็มอิ่ม เนื่องจากความสดใสของดอกไม้ทำให้มีเทศกาลเฉลิมฉลองต่าง ๆท่ามกลางความงามของธรรมชาติ ขนมในเดือนนี้คือ ซากุระโมจิมีสองชนิดคือ แป้งโดเหมียวยจิ(ข้าวบดแล้วตากแห้ง)ไส้ถั่วกวนแล้วนำไปนึ่ง และไส้ถั่วกวนห่อแป้งข้าวสาลีที่รีดเป็นแผ่นบางแล้วนำไปย่าง ทางภาคตะวันตกของญี่ปุ่นนั้นนิยมใช้แป้งโดเหมียวจิมากกว่า

ปลายฤดูใบไม้ผลิอย่างเดือนพฤษภาคม ชาวญี่ปุ่นนิยมรับประทานขนม โอโตชิบุมิ ทำมาจากถั่วขาวกวนผสมกับกิวฮิหรือ ที่มีชื่อเรียกว่า เนริกิริ ปั้นเป็นรูปใบไม้ห่อไส้ข้างใน คล้ายตัวด้วงที่นำใบไม้มาห่อตัวเพื่อวางไข่ ชื่อของขนมชนิดนี้พ้องเสียงกับคำว่า โอโตบุชิ ที่แปลว่าบัตรสนเท่ห์[1]ที่แกล้งทำหล่นไว้เพื่อให้คนอ่าน

ช่วงฤดูใบไม้ผลิของญี่ปุ่นมีระยะเวลา 3 เดือน คือ มี.ค. – พ.ค. ขนมหวานที่นิยมคงไม่พ้นแป้งโมจิเหนียวนุ่มสอดไส้ด้วยถั่วกวนรสหวานลิ้น เข้ากันได้ดีกับการจิบชาร้อนที่ผ่านพิธีการชงชาอย่างพิถีพิถัน ท่ามกลางวิวของดอกซากุระที่กำลังผลิบาน เป็นเสน่ห์ที่ชวนให้นักท่องเที่ยวมาเยือนญี่ปุ่นสักครั้ง

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

[1]น. จดหมายฟ้องหรือกล่าวโทษผู้อื่นโดยมิได้ลงชื่อหรือไม่ลงชื่อจริงของผู้เขียน.

ผูกเป็นปม!?

Written by akiautumn on December 6th, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

บทความน่ารู้ทางภาษาอังกฤษกลับมาอีกครั้งครับ และเราก็ยังคงอยู่กับสำนวนเช่นเดิม ในครั้งจะนำเสนอสำนวนที่ว่า ‘Tie the Knot’ ครับ คิดว่าหลายๆ คนอาจจะไม่คุ้นเคยกับสำนวนนี้มากนัก เรามาดูกันดีกว่าสำนวนนี้จะมีความหมายว่าอย่างไร

 

ก่อนอื่นเรามาดูทีล่ะคำก่อนครับ ‘Tie’ คำๆ นี้หลายๆ คนคุ้นและรู้จักกันเป็นอย่างดีว่าหมายถึง ผูก ยุ่ง มีธุระ หรือ ทำหน้าที่เป็นคำนาม  (n) คือ เนคไท หรือเชือกเช่น

If you are tied up now, I’ll call you back later on.

-ถ้าตอนนี้คุณไม่สะดวกอยู่ เดี๋ยวฉันจะโทรมาใหม่ทีหลังนะ

I don’t think this shirt goes with that red tie.

-ฉันไม่คิดว่าเสื้อตัวจะเข้ากับเนคไทสีแดง

 

คำต่อมา ‘Knot’ คำนี้หลายคนจะไม่ค่อยคุ้นตามากนัก คำๆ นี้มีความหมายว่า กระจุก ปม หรือ เงื่อนงำเช่น

Check all the loose knots and fasten them tight.

-ตรวจดูปมที่ดูหลวมและจัดการดึงให้แน่นซะ

 

เมื่อรู้ความหมายของทั้ง 2 คำแล้ว เราก็ได้ความหมายของสำนวนที่ว่า ‘Tie the Knot’ ว่า ‘ผูกเป็นปม’ เอ๊ะ…..ใช่หรือไม่? คำตอบคือไม่ใช่ครับ สำนวน ‘Tie the Knot’ นั้น มีความหมายว่า’แต่งงาน’ ครับ ใช่ครับ การแต่งงาน ซึ่งที่เป็นการแต่งงานก็เหมือนกับการผูกคน 2 คนเข้าด้วยกันครับ

You’re sure you want to tie the knot?

-เธอแน่ใจหรือว่าเธออยากจะแต่งงานแล้ว

When are you planning to tie the knot?

-คุณวางแผนที่จะแต่งงานเมื่อไหร่ล่ะ?

 

เรื่องสำนวนเป็นเรื่องที่เข้าใจยากและน่าสับสน วิธีที่จะเรียนรู้ได้เร็วที่สุดคือการเรียนรู้จากการใช้จะดีที่สุด อาทิ จากการดูรายการ ทีวี เพลง นิยาย หรือ สิ่งพิมพ์ ต่างๆ สิ่งเหล่านี้มีการใช้สำนวน หรือ สำนวนมากมาย อีกทั้งเรายังสามารถเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับความสนุกได้อีกด้วย

ขนมหวานตามฤดูกาลของญี่ปุ่น 1

Written by jintana on December 5th, 2014. Posted in บทความ

ขนมหวานตามฤดูกาลของญี่ปุ่น

ประเทศญี่ปุ่นนับว่าเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องขนมที่มีรสหวานหอมกลมกล่อม พร้อมรับประทานกับชาเขียว ที่ผ่านกรรมวิธีการชงอันมีเสน่ห์ในบทความนี้เราจะไปทำความรู้จักกับขนมหวานหลากชนิดของชาวญี่ปุ่นกัน

ขนมมีบทบาทที่สำคัญในเทศกาลตามฤดูกาลต่าง ๆ เรียกได้ว่ามาญี่ปุ่นช่วงไหนก็มีขนมอร่อยให้รับประทานตลอดปี ซึ่งแบ่งเป็นสองประเภทใหญ่ ๆ คือ ขนมสด และขนมแห้ง

ประเภทของขนมสดมี 5 ประเภท ได้แก่

กิวฮิ จัดเป็นโมจิชั้นเลิศ ทำมาจากแป้งข้าวเหนียวสีขาวที่นวดผสมกับน้ำ น้ำเชื่อมและน้ำตาล

เนริกิริ เป็นขนมใช้รับประทานในพิธีชงชา ทำมาจากถั่วขาวกวนผสมกับกิวฮิ และตกแต่งให้สวยงาม

คินตง เป็นเส้นใช้ตกแต่งรอบถั่วกวนที่ปั้นเป็นก้อน ทำมาจากถั่วกวนแล้วกดลงแป้นพิมพ์เพื่อให้ได้ออกมาเป็นเส้น

โจโยมันจูเป็นซาลาเปาไส้ถั่วกวน ตัวแป้งทำมาจากมันยามาโตะหรือมันทสีกุเนะ

อุยโร ชื่อนี้ได้มาจากยาของจีน มีลักษณะเหนียวนุ่ม ทำมาจากข้าวผสมกับน้ำตาลแล้วนำไปนึ่ง

วัตถุดิบในการทำขนมนั้นต่างกันออกไปตามฤดูกาล ทำให้ในแต่ละเดือนชาวญี่ปุ่นจะมีขนมรับประทานอย่างไม่ซ้ำกัน เหมือนเป็นตัวแทนของทั้งสิบสองเดือน

ในช่วงมกราคมของทุกปี ที่ตรงกับเช้าของวันขึ้นปีใหม่ ชาวญี่ปุ่นจะรับประทานน้ำชากับฮานาบิระโมจิ เป็นโมจิชนิดหนึ่ง ทำมาจากรากโกโบ และถั่วกวนมิโสะ ห่อด้วยแป้งกิวฮิ มีที่มาจากขนมชาววังในสมัยเอโดะที่ถูกเรียกว่า “คิวชูโซนิ” ต่างเพียงวัตถุดิบที่ใช้ปลาอายุแทนรากโกโบ และมิโสะขาวของซุปโซนิแทนถั่วกวนมิโสะ

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

ความดีที่ธรรมดา!?

Written by akiautumn on December 4th, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

กลับมาพบกลับบทความภาษาอังกฤษกันอีกครั้งนะครับ สำหรับครั้งนี้จะมาแนะนำคำว่า ‘The Common Good’ ครับ แล้วคำนี้มีความหมายว่าอย่างไรกันล่ะ? ถ้าเราลองมองโดยแยกทีล่ะคำแล้วจะคำ 2 คำ คือ ‘Common’ และ ‘Good’ ครับ

 

Common (adj) หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นทุกวัน ที่ธรรมดาสามัญ หรือ ทั่วๆ ไป

Exploringthe way of life could explain why ethnic groups suffer from common diseases.

-การสำรวจวิถีการดำรงชีวิตสามารถอธิบายได้ว่าเพราะเหตุใดชนกลุ่มหนึ่งๆ นั้นถึงได้ทุรนทุรายจากโรคภัยทั่วๆ ไป

 

ทั้งนี้ ‘Common’ นั้น ยังมีความหมายอื่นอีก คือ ที่เป็นส่วนร่วม ที่ร่วมกัน

It is common practice for the towns’ fire department to help another town when there is a fire.

-นี้เป็นการฝึกซ้อมร่วมกันสำหรับหน่วยผจญเพลิงของเมืองต่างๆ เพื่อที่จะสามารถให้การเข้าช่วยเหลือเมืองอื่นๆ ในขณะมีเกิดเพลิงไหม้

 

Good (adj) สำหรับคำนี้หลายๆ คนรู้จักกันเป็นดี หมายถึง ดี เหมาะสม เก่ง เชี่ยวชาญ หรือถ้าเป็นคำนาม (n) ก็จะหมายถึง ความดี

Cathy is a good girl. She always helps her mom in the kitchen.

-เคธี่เป็นเด็กดี เธอจะช่วยคุณแม่เตรียมอาหารอยู่ในครัวอย่างสม่ำเสมอ

 

ทีนี้เรารู้ความหมายของทั้ง ‘Common’ และ ‘Good’ แล้ว แต่เอ…..แล้ว ‘The Common Good’ จะมีความหมายว่าอย่างไรกันล่ะ???

 

The Common Good นั้น ไม่ได้มีความหมายว่า ‘ความดีทั่วๆ ไป’ นะครับแต่จริงแล้วจะมีความหมายว่า ‘สาธารณประโยชน์’ หรือก็คือเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมนั่นเอง

This student’s project is such an action to the common good for the community.

-โครงการของนักเรียนนับว่าเป็นการกระทำที่เป็นสาธารณประโยชน์ต่อชุมชนยิ่งนัก

 

เห็นมั้ยล่ะครับ คำๆ หนึ่งมีความหมายอย่างหนึ่งเมื่อนำมารวมกันแล้วทำให้เกิดความหมายอีกอย่างหนึ่ง ดังนั้นเราควรจะศึกษาเพิ่มเติมหาความรู้ตลอดเวลาครับ เริ่มจากลองมองออกไปรอบๆ ตัวดูสิครับ

7 เทพเจ้าแห่งความสุข(ต่อ)

Written by jintana on December 3rd, 2014. Posted in บทความ

7 เทพเจ้าแห่งความสุข(ต่อ)

บทความที่แล้วเราพูดถึงเทพทั้ง 3 องค์ได้แก่ เทพเจ้าไดโกกุเตนเทพเอบิสุและเทพบิชามนเตน  ซึ่งมีความเชื่อในการเคารพบูชาต่างกัน ยังมีเทพอีก 4 องค์ที่คนญี่ปุ่นให้ความเคารพบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคลในช่วงเจ็ดวันขึ้นปีใหม่

เทพเบนไซเตน เป็นเทพเจ้าแห่งแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ของอินเดีย หรือ เทพเจ้าแห่งเสียงดนตรีจากสายน้ำ วิชาการ ความรู้ รูปจำลองเป็นหญิง ในมือทั้งสองข้างถือพิณบิวะ บางความเชื่อถือเป็นเทพแห่งความสมบูรณ์พูนสุข และมีชื่อเรียกต่างกันออกไป คือ เบนเตน เบนไซเตน หรือ เมียวอนเตน

เทพฟุกุโรจุกุ และเทพจุโรจิน ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าเทพทั้งสององค์นี้เป็นเทพแห่งการมีอายุยืนยาว จึงมีหนวดเคราสีขาวยาว พร้อมกับถือไม้เท้าที่มียอดขมวดเป็นขด ฟุกุโรจุกุ คือเทพแห่งพรสามประการ ได้แก่ ความรุ่งเรือง ทรัพย์สมบัติ และอายุวัฒนะ มีนกกระสาคอยติดตาม ส่วนจุโรจิน คือ เทพแห่งการมีชีวิตยืนยาว เชื่อกันว่าคือปราชญ์ชาวจีน “เล่าจื้อ” มีกวางคอยติดตาม เชื่อว่าเนื้อกวางเป็นยาอายุวัฒนะ ในมือจะถือพัดหรือลูกท้อซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการมีชีวิตยืนยาว

เทพโฮเตโอโช มีตัวตนอยู่จริง เป็นนักบวชนามว่า “ชี่ฉื่อ” ในสมัยราชวงศ์โฮว่เหลียงของประเทศจีน ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าเป็นเทพเจ้าที่คุ้มครองให้สามีภรรยาอยู่กันกันอย่างสุขสงบร่มเย็น บ้างเชื่อกันว่าเป็นรูปอวตารของพระเมตไตรยโพธิสัตว์ลงมาจุติ รูปจำลองนั้นเปลือยท่อนบนเผยให้เห็นท้องอ้วนกลม แบกถุงผ้า เป็นที่เคารพบูชาเพราะสามารถเห็นลางร้ายและทำนายอนาคตได้

สังเกตได้ว่าเทพเจ้าความเชื่อของชาวญี่ปุ่นมีที่มาและความหมายในการบูชาไม่ต่างจากชาวจีน หรืออินเดีย หรือแม้กระทั่งคนไทยเชื้อสายจีนในบ้านเรา นั่นบ่งบอกได้ว่ามนุษย์เรานั้นผูกพันกับความเชื่อเหล่านี้มาอย่างทุกยุคสมัยและไร้พรมแดนทางเชื้อชาติอีกด้วย