Author Archive

หุ่นละครในอุษาคเนย์

Written by warittha on May 17th, 2013. Posted in บทความ

ชัก – เชิด ให้เกิดเรื่องราว วัฒนธรรมการแสดงหุ่นละคร ในอุษาคเนย์

การแสดงหุ่นละครมีอยู่ทั่วไปในทุกภูมิภาคของโลก ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็มีการแสดงหุ่นละคร ที่มีเอกลักษณ์อันโดดเด่นไม่แพ้ภูมิภาคใดในโลก ด้วยรูปแบบ สีสันและสะท้อนวัฒนธรรมของท้องถิ่น อันได้แก่

วาหยังกูลิต (Wayang kulit) หมายถึงการแสดงตัวหนังผ่านจอโดยใช้เงา ซึ่งเป็นการแสดงที่พบในกลุ่มวัฒนธรรมของประเทศมาเลเซีย       อินโดนีเซีย บรูไนและสิงคโปร์ รวมทั้งภาคใต้ของประเทศไทย ที่เรียกกันว่า หนังตะลุง วาหยังกุลิตมีต้นกำเนิดในประเทศอินโดนีเซีย คำว่า “วาหยัง” (Wayang) สันนิษฐานว่าแปลงจากคำพื้นเมืองของชาวมาเลเซีย คือ คำว่า “บาหยัง” (Bayang) ซึ่งหมายถึงเงา ตัวหนังที่ใช้ทำจาก       หนังควายฉลุลวดลายลงบนตัวหนังและลงสีตกแต่งอย่างสวยงาม เนื้อหาที่ใช้ในการแสดงส่วนใหญ่เกี่ยวกับเรื่องรามเกียรติ์ นอกจากวาหยังกูลิตแล้ว ยังมีการแสดงในลักษณะอื่นๆ ด้วย เช่น “Wayang golek” ซึ่งหมายถึงการแสดงหุ่นไม้ มีเครื่องแต่งกายคล้ายหุ่นหระบอก “wayang klitik” หมายถึงหุ่นทำจากไม้แบนๆ แล้วระบายสี และยังมี “wayang Topeng” ที่ไม่ได้ใช้หุ่นเชิดแต่ใช้คนใส่หน้ากากในการแสดง

โชก เต ปวย (Yok-thei-pwe) เป็นการแสดงหุ่นละครของประเทศพม่า เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยพระเจ้าอังวะ วัสดุทำจากไม้เนื้อเบา ใบหน้า มือ เท้า จะมีความละเอียดประณีตในการแกะสลัก มีการประดับเสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวยงาม ในการเชิดหุ่นจะใช้สายชักจากด้านบน ผู้ชักหุ่นต้องมี   ทักษะความชำนาญเพื่อให้หุ่นเคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติ ส่วนเรื่องราวที่นำมาแสดงนั้นส่วนใหญ่เป็นพุทธประวัติ นิทานชาดก รามเกียรติ์   โดยเฉพาะเรื่องรามเกียรติ์นั้นสันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลจากไทยในสมัยอยุธยา

การแสดงหุ่นกระบอกของประเทศเวียดนาม มีความแตกต่างจากหุ่นเชิดในกลุ่มภูมิภาคนี้ ทั้งรูปแบบและเนื้อหาในการแสดง โดยทำการแสดงเชิดหุ่นในน้ำ ซึ่งเกิดขึ้นจากวัฒนธรรมเกษตรกรรมบริเวณแม่น้ำแดงในสมัยราชวงศ์ลี้ปี ในปี ค.ศ. 1121 เป็นการแสดงหลังในน้ำบริเวณไร่นาหลังการเก็บเกี่ยว ปัจจุบันคนเชิดหุ่นจะทำให้หุ่นกระบอกขยับด้วยเชือกที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำและใช้ไม่ไผ่ยาวจากหลังเวที มีวงดนตรีที่บรรเลงเพลงประกอบการแสดงในร่ม เนื้อหาในการแสดง มักแสดงเรื่องตำนานทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม ปัจจุบันมีการแสดงเฉพาะที่โรงละครริมทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม

การแสดงหุ่นละครในแต่ละภูมิภาค ผู้แสดงล้วนต้องใช้ความสามารถ ทักษะในการแสดงอย่างสูง และยังต้องใช้ความประณีตในการสร้างหุ้นขึ้นมาแต่ละตัว จากปัจจัยดังกล่าว ทำให้ปัจจุบันมีผู้สืบทอดการแสดงหุ่นละครน้อยลง อีกทั้งเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เข้ามาแทนที่ ทำให้การแสดงหุ่นละครเป็นสิ่งที่หาดูได้ยากยิ่งขึ้น หุ่นที่ไร้คนเชิด ก็เปรียบได้กับมนุษย์ที่ไร้จิตวิญญาณ ในอนาคตเราอาจได้เห็นเพียงตัวหุ่นที่ไร้คนเชิด ที่รอวันกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งจากผู้สืบทอดรุ่นหลัง

 

อ้างอิง
กอมโดริ คอมปานี. 2554. ล่าขุมทรัพย์สุดขอบฟ้าในเวียดนาม. แปลโดย อภิศรี นิรุตติปัญญากุล. พิมพ์
ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่น.
ปัญญา เทพสิงห์. 2548. ศิลปะเอเชีย. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ปยู ชนชาติผู้สร้างรากฐานทางสถาปัตยกรรมของพม่า

Written by warittha on May 14th, 2013. Posted in บทความ

สหภาพพม่า เป็นประเทศทางฝั่งทิศตะวันตกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีชนกลุ่มน้อยอันหลากหลาย ซึ่งหนึ่งในต้นกำเนิดของชนชาติชาวพม่านั้นก็คือ ชนชาติ พะยู หรือ ปยู

ชาวปยู (เรียกแบบจีนว่า เปียว P-iao ปรากฏอยู่ในเอกสารจีน) เป็นชนชาติที่มีหลักฐานว่าอาศัยอยู่ในประเทศพม่ามาตั้งแต่ก่อนพุทธศตวรรษที่ 10 ก่อนที่ชาวพม่าจะอพยพลงมาจากเทือกเขาทิเบต มีนักวิชาการแสดงความเห็นว่าเป็นคนละเผ่าพันธุ์กับชาวพม่า แต่มีนักวิชาการบางกลุ่มเชื่อว่าเป็นชาติพันธุ์เดียวกัน และยังพบหลักฐานว่าประมาณพุทธศตวรรษที่ 15-16 ชาวปยูบางส่วนได้อพยพไปอาศัยอยู่รวมตัวกับชาวพม่าแถบที่ราบรอบๆ เมืองพุกาม มีหลักฐานว่า ชาวปยูตั้งชุมชนเป็นบ้านเมืองและอาณาจักรที่มีกษัตริย์ปกครอง เช่นที่เมืองโบราณศรีเกษตร อาณาจักรนี้ได้รับอิทธิพลจากการขยายตัวทางวัฒนธรรมอินเดีย ที่แผ่ลงมายังตอนกลางและตะวันตกของแหลมอินโดจีน โดยสันนิษฐานว่า ชื่อ เมืองศรีเกษตร อาจได้มาจากชื่อเมืองโบราณในอินเดีย คือเมืองปุรี ในแคว้นโอริสสา เมืองศรีเกษตรปัจจุบัน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองแปร นอกจากนี้ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ยังพบหลักฐานการก่อตั้งชุมชนของชาวปยูในเมืองเบคถาโนซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองพุกามประมาณ 100 กิโลเมตร และเมืองฮาลิน อยู่ทางทิศเหนือของเมืองมัณฑะเลย์ ก่อนที่จะเสื่อมไปเนื่องจากถูกกลุ่มคนไตจากน่านเจ้ายกกองทัพลงมาตีและกวาดต้อนผู้คนชาวปยูไปอยู่ที่เมืองจาตุง ตอนใต้ของจีนบริเวณเมืองคุณหมิงปัจจุบัน

หลักฐานทางสถาปัตยกรรมของชาวปยูซึ่งเชื่อว่าเป็นรากฐานของงานสถาปัตยกรรมของชนชาติพม่า พบที่เมืองศรีเกษตร ได้แก่ เจดีย์ขนาดใหญ่แบบก่อตัน เป็นเจดีย์ทรงระฆังชื่อว่าเจดีย์บอบอจี (Bawbaw Gyi) และเจดีย์ปะยาจีย์ (Pya Gi) ซึ่งเชื่อว่าเป็นต้นเค้าให้กับงานสถาปัตยกรรมของพม่าในยุคต่อๆ มา อันได้แก่ เจดีย์ชเวดากอง มิงกาลาเจดีย์ เจดีย์ธรรมยันสิกะ และเจดีย์วิหาร เป็นสิ่งก่อสร้างจากอิฐ ที่มีลักษณะรวมกันระหว่างเจดีย์ก่อตันและอาคาร (วิหาร) ที่เข้าไปใช้สอยพื้นที่ภายในในการประกอบพิธีกรรมได้ เจดีย์วิหารที่สำคัญ ได้แก่ วิหารเบเบจี (Bebe Gyi)และวิหารเลเมียทนา (Limyethna) อาคารลักษณะนี้เชื่อว่าพัฒนาไปเป็นเจดีย์วิหารที่มีขนาดใหญ่ในสมัยพุกามต่อมา นอกจากนี้ยังพบหลักฐานงานประติมากรรมที่ทำจากหินสลัก ประติมากรรมดินเผาซึ่งพบว่าเป็นดินชนิดเดียวกับอิฐที่ใช้ในการก่อสร้างอาคารและเจดีย์ ประติมากรรมสำริด โดยมีการพบหลักฐานชิ้นสำคัญคือ ประติมากรรมสำริดกลุ่มนักดนตรีและนักเต้นรำ โดยที่ท่ารำนั้นแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์กับอารยธรรมอินเดียอย่างใกล้ชิด

จากหลักฐานที่พบ จึงนับได้ว่าชนชาติปยู เป็นชนชาติที่มีความสำคัญในการวางรากฐานงานสถาปัตยกรรมให้กับผู้คนยุคหลังของพม่าเป็นอย่างยิ่ง โดยได้รับอิทธิพลจากอารยธรรมอินเดียนำมาปรับประยุกต์ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรม วิถีชีวิตของตนอย่างเหมาะสม

อ้างอิง

ภภพพล จันทร์วัฒนกุล. 2554. ประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์ศิลปะพม่า. พิมพ์ครั้งที่ 2.

กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ.

ยอร์ช เซเดซ์. 2525. ชนชาติต่างๆ ในแหลมอินโดจีน. แปลโดย ปัญญา บริสุทธิ์. พิมพ์ครั้งที่ 2.

กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช.

ข้อมูลภาพ

รูปที่ 1  แผนที่อาณาจักรศรีเกษตร ซึ่งเป็นอาณาจักรโบราณของชาวปยู

รูปที่ 2 แผนที่อาณาจักรศรีเกษตร เทียบกับแผนที่ในปัจจุบัน

รูปที่ 3 มหาธรรมเจดีย์ บอบอจี ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของเมืองศรีเกษตร ซึ่งอยู่ในเขตเมืองแปรของพม่า ในปัจจุบัน ลักษณะของเจดีย์สร้างด้วยอิฐ มีฐานกลมรองรับ มีความสูงถึง 42 เมตร ซึ่งเชื่อว่าเป็นต้นเค้าให้กับงานสถาปัตยกรรมของพม่าในยุคต่อๆ มา

รูปที่ 4 มิงกาลาเจดีย์ เจดีย์แบบก่อตันในสมัยพุกาม จะเห็นได้ว่ามีรูปแบบที่ปรับมาจากเจเดีย์ในสมัยปยู

รูปที่ 5 (ซ้าย) วิหารเบเบจี (Bebe Gyi) และ (ขวา) วิหารเลเมียทนา (Limyethna) วิหารสมัยปยู พบในอาณาจักรศรีเกษตร ต้นแบบของเจดีย์วิหารสมัยพุกามและยุคหลังๆ

รูปที่ 6 วิหาร อานันทเจดีย์

รูปที่ 7 ระฆังสัมฤทธิ์ ค้นพบใกล้เจดีย์ปยะมะ เมืองศรีเกษตร ศ.ปยุ (พม่าตอนต้น)