Author Archive

ตำนานนาคในอาณาจักรกัมพูชา

Written by warittha on July 18th, 2013. Posted in บทความ

 

ผู้คนในอุษาคเนย์ยกย่องนับถือนาค มาแต่ดึกดำบรรพ์ไม่น้อยกว่าสองหรือสามพันปีมาแล้ว มีความเชื่อ และนิทานปรัมปรามากมายกล่าวถึงนาค ในประวัติศาสตร์ของเขมรมีความเกี่ยวข้องกับนาคอย่างแนบแน่น ทำให้เขมรมีนิทานปรัมปราเรื่องนาคมากมายหลายสำนวน ดังเช่น

ตำนานเรื่องนาคสร้างเมืองเขมร – เป็นนิทานปรัมปราของเขมรเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญมาก ซึ่งถือเป็นนิทานบรรพบุรุษของชาวเขมรก็ว่าได้ นิทานกล่าวถึงพระทองที่เป็นโอรสกษัตริย์เมืองหนึ่ง ต่อมาคิดขบถจึงถูกลงโทษให้เนรเทศออกจากเมือง แล้วไปแย่งดินแดนจาม จนได้พบกับนางนาค เมื่อพระทองแต่งงานกับนางนาคแล้ว พญานาคก็ช่วยสร้างบ้านเมืองให้อยู่ ชื่อกรุงกัมพูชา พร้อมทั้งปกป้องคุ้มครองให้เกิดความมั่งคั่งและมั่นคง ดังข้อความตอนหนึ่งในนิทานกล่าวว่า

“แล้วพระยานาคก็สำแดงฤทธาสูบคงคามหาสมุทรที่ตรงนั้น ให้น้ำงวดลงแล้ว จึงทรงเนรมิตเป็นพระนครบวรราชธานี มีป้อมปราการอันโอฬารพร้อมเสร็จ จึงเสด็จพระยานาคให้แต่งปราสาทถวายพระสุณิสา แล้วทำพิธีอาวาหมงคลาภิเศกพระราชบุตรีเป็นพระมเหสีแห่งพระทอง ให้ครองนครโคกหมัน ทรงพระนามพระบาทสมเด็จพระเทววงษ์อัศจรรย์เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ผลัดนามพระนครใหม่ตามเหตุซึ่งได้เกิดโดยฤทธิ์พระยานาคนฤมิตร เรียกว่า กรุงกัมพูชาธิบดี พระเจ้าแผ่นดิงองค์นี้เป็นประถมกษัตริย์ ทรงยกนางนาคเทพีเป็นเอกอรรคมเหสีมีนามว่า ทาวดีบรมบพิตร”

ตำนานเรื่องพิธีกรรมสมพาสกับนาค- พบมีการหลักฐานการบันทึกเรื่องพิธีกรรมสมพาสกับนาคในเอกสารจีนชื่อ บันทึกว่าด้วยขนบธรรมเนียมประเพณีของเจินละ ว่าพระเจ้าแผ่นดินต้องเข้าร่วมสมพาสในปราสาททองคำภายในพระราชวังกับภูติงูเก้าศีรษะ ภูติตนนี้เป็นร่างของสตรีและจะปรากฏกายทุกคืน พระเจ้าแผ่นดินจะเสด็จออกจากปราสาทนั้นเมือเพลายามที่ 2 แล้ว จึงจะเข้าที่พระบรรทมร่วมกับพระมเหสีและพระสนมได้ และหากราตรีใดภูติตนนี้ไม่ปรากฏกาย ก็หมายความว่าเวลาสวรรคตของพระเจ้าแผ่นดินนั้นใกล้เข้ามาแล้ว และหากพระเจ้าแผ่นดินมิได้เสด็จไปเพียงราตรีเดียว ก็จะต้องทรงได้รับภัยอันตราย

จากตำนานที่กล่าวถึง ได้มีการตีความโดยผู้เชี่ยวชาญ กล่าวคือ ภูติงูเก้าศีรษะ คือ นาค และความสำคัญของนาคก็คือ “เป็นพระภูมิเจ้าที่ทั่วทั้งประเทศ” หรือก็คือ เป็น “ผี” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอาณาจักรกัมพูชาสมัยนั้น ซึ่งน่าจะเป็นความเชื่อที่สืบเนื่องมาจากยุคดึกดำบรรพ์ ส่วน “การร่วมสมพาส” หรือการเสพสังวาสระหว่างชายหญิงเป็นสัญลักษณ์ของการเกิดและความเจริญงอกงาม ฉะนั้น ตำนานเรื่องนี้จึงเอาการร่วมสมพาสระหว่างนางนาคกับกษัตริย์มาเป็นบทบัญญัติหรือกำหนดกฎเกณฑ์หรือเป็นพิธีกรรมที่กษัตริย์ต้องกระทำมิให้ขาด และมีคำทำนายในตอนท้าย

ตำนานเรื่องนาคแสดงให้เห็นความเชื่อ สิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ สร้างระเบียบประเพณีให้ยึดถือสืบต่อกันมาอย่างเหนียวแน่น จนสร้างความเป็นชนชาติที่มีความเข้มแข็ง หากไม่หลงงมงายในความเชื่อแบบผิดๆ ตำนานทั้งหลายจะมีคุณค่าให้เราได้ศึกษาถึงวิถีชีวิต ความเชื่อ และภูมิปัญญาของผู้คนสมัยก่อนที่สร้างรากฐานอันมั่นคงให้คนสมัยหลังดำเนินชีวิตตามครรลองที่ถูกต้องเหมาะสม

 

สักการะพระธาตุอินทร์แขวน สิ่งศักดิ์สิทธ์อันน่าอัศจรรย์ของพม่า

Written by warittha on July 7th, 2013. Posted in บทความ

พระธาตุอินทร์แขวนในภาษาพม่า เรียกว่า “ไจ้ก์ทีโยพยา” คำว่า ไจก์นี้  มักเป็นคำเรียก เจดีย์ ที่อยู่ในแถบพม่าตอนล่างโดยเฉพาะแถบย่างกุ้งและในรัฐมอญ โดยเชื่อว่า การออกเสียง “ไจก์” นี้ เป็นสำเนียงของชาวมอญที่อ่านตามภาษาบาลีสันสกฤต คือ เจติย หรือ ไจตย และมีความหมายว่าพระเจดีย์เช่นเดียวกับคำว่า พยา และ เซดี ที่ชาวพม่านิยมเรียกกันโดยทั่วไป

พระธาตุอินทร์แขวนหรือ ไจ้ก์ทีโยพยา ตั้งอยู่บนภูเขาไจ้ก์ทีโย ซึ่งอยู่ในเขตเมืองไจก์โถ่ ทางตอนบนของรัฐมอญ ห่างจากเมืองหาสาวดีไปทางทิศตะวันออกประมาณ 65 กิโลเมตร องค์พระเจดีย์ เป็นเจดีย์ปิดทอง รูปองค์เป็นก้อนศิลา มีความสูงราว 22 ฟุต ตั้งอยู่บนเชิงผาหิน โดยวางแตะหน้าผาอย่างหมิ่นเหม่และเอนออกมาทางหุบเหว จนดูเหมือนก้อนศิลานั้นจะกลิ้งตกลงจากหน้าผา และยังสามารถโยกองค์ก้อนศิลาให้ไหวได้ ตามตำนานกล่าวว่า หลังจากที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และเสด็จโปรดโยมมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ครั้นเสด็จกลับมายังโลกมนุษย์ พระองค์ได้พบฤาษีสองพี่น้อง ชื่อ ติสสะ และ สีหะ จึงเทศนาสั่งสอน ก่อนจากกันพระฤาษีทั้งสองได้ทูลขอเครื่องอนุสติ พระองค์จึงได้ทรงประทานพระเกศาให้ 5 เส้น พระฤาษีจึงสร้างเจดีย์บรรจุพระเกศาธาตุสามเส้นไว้บนเขาสามแห่งชื่อ ซแวกะปี่ง และเกสาละ ซึ่งอยู่ในรัฐกะเหรี่ยง และอีกเจดีย์หนึ่ง คือ ซีงไจ้ก์ ซึ่งอยู่ในรัฐมอญ ส่วนพระเกศาเส้นสุดท้ายนั้น พระฤาษีผู้พี่ได้เก็บไว้บูชาโดยแซมไว้ในมวยผมของตน เมื่อพระฤาษีทั้งสองเดินทางมาบำเพ็ญพตรที่เขาไจ้ก์ทีโย ติสสะฤาษีผู้พี่เกิดป่วยหนัก เมื่อใกล้ละสังขาร จึงได้ขอร้องให้บุตรบุญธรรม คือ เจ้าชาย ติสสธัมมสีหราช ที่มาเฝ้าดูอาการให้ช่วยสร้างพระเจดีย์เพื่อเก็บรักษาพระเกศาธาตุนั้น โดยขอให้หาหินที่มีลักษณะคล้ายศรีษะของตนมาเป็นที่บรรจุพระเกศาธาตุ เมื่อพระอินทร์ได้ทราบข่าว พระอินทร์จึงลงมาช่วยหาหินจากใต้ท้องสมุทรมาให้พระฤาษีเลือก จนได้ก้อนหินที่พอใจ พระอินทร์ได้ใช้พระขรรค์เจาะหินเป็นช่องและบรรจุพระเกศาธาตุไว้ภายใน จากนั้นจึงทรงอธิษฐานลอยพระเจดีย์ไว้บนยอดผาบนเขาไจ้ก์ทีโย เค้าเรื่องในตำนานนี้จึงสอดคล้องกับชื่อที่ชาวไทยรู้จักพระเจดีย์ไจ้ก์ทีโย กันในนามพระธาตุอินทร์แขวน ซึ่งความน่าพิศวงในองค์พระเจดีย์ผนวกกับแรงศรัทธาต่อองค์พระธาตุทำให้มีผู้แสวงบุญเป็นจำนวนมากเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้

 

กับข้าว กับปลาของชาวบรูไน

Written by warittha on July 5th, 2013. Posted in บทความ

อาหารของแต่ละชนชาติ สามารถแสดงออกถึงวัฒนธรรมอย่างหนึ่งในการดำเนินชีวิต แม้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะมีความคล้ายคลึงในเรื่องของวัตถุดิบหลายอย่าง เนื่องจากมีภูมิประเทศและภูมิอากาศใกล้เคียงกัน แต่การรังสรรค์นำวัตถุดิบเหล่านั้นมาประกอบเป็นอาหารต่างก็มีความแตกต่างกันตามรสนิยมของแต่ละชนชาตินั้นๆ ในประเทศผู้ร่ำรวยน้ำมันอย่าง บรูไนดารุสซาลาม ที่มีความเคร่งครัดในศาสนาอิสลาม ก็มีวิถีการรับประทานอาหารที่น่าสนใจ แปลกตาและมีเมนูที่ยังไม่เป็นที่รู้จักของหลายๆ คน ในครั้งนี้เรามาลองทำความรู้จักกับอาหารบรูไนที่เป็นที่นิยมของชาวบรูไน อันได้แก่

อัมบูยัต (Ambuyat) เป็นอาหารขึ้นชื่อของประเทศบรูไนทำจากแป้งอัมบูลุง (คล้ายๆ แป้งสาคูซึ่งได้จากต้นรุมเบีย) ผสมกับน้ำร้อนแล้วกวนจนเหนียวข้น รับประทานกับซอสผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวเรียกว่า จาจะห์ และซอสที่เรียกว่า เจินจาลู่ ซึ่งทำจากกะปิ การกินอัมบูยัต ต้องใช้แท่งไม่ไผ่ยาวคล้ายตะเกียบเรียกว่า จันดาส ม้วนคีบแป้งเหนียวแล้วจุ่มลงไปในซอส นอกจากแป้งกับซอสแล้ว ยังมีเครื่องเคียงที่รับประทานคู่กัน ได้แก่ ปลาทอด เนื้อทอด และผักสดที่หาได้ในท้องถิ่น การรับประทานอัมบูยัตให้อร่อย ต้องรับประทานตอนแป้งร้อนๆ ตัวแป้งจะค่อนข้างเหลวสามารถกลืนได้โดยไม่

 

 

เกอตูปัต (Ketupat) เป็นข้าวหุงห่อด้วยใบมะพร้าว เป็นวัฒนธรรมการทานอาหารที่แสดงออกถึงความละเอียดประณีต และภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยนำใบมะพร้าวมาล้างให้สะอาด ดึงก้านออกแล้วนำมาสานเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม ทิ้งไว้ให้แห้งสนิท จากนั้นขยายห่อใบมะพร้าวให้มีช่องว่างพอใส่ข้าวสารลงไป แล้วปิดช่องที่ขยายออกให้สนิทเหมือนเดิม จากนั้นจึงนำไปต้มในน้ำเดือดทั้งห่อ เมื่อสุกได้ที่ ด้านในของห่อใบมะพร้าวจะกลายเป็นข้าวสวยที่อัดเป็นก้อน คนบรูไนมักรับประทานข้าวกับสะเต๊ะ หรืออาหารจำพวกแกงกะหรี่ นอกจากนี้ยังมีอาหารอีกอย่างซึ่งวิธีทำคล้ายคลึงกันคือ ลอนตอง แต่ต่างกันที่ลอนตองจะห่อด้วยใบตอง วัฒนธรรมการหุงข้าวห่อในใบมะพร้าวนี้ นอกจากบรูไนแล้ว ประเทศหมู่เกาะที่อยู่ใกล้เคียงกันอย่าง มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ก็นิยมการหุงข้าวห่อใบมะพร้าวเช่นกัน

 

อูดัง ซัมบัล เซอไร เบอร์ซันตัน (Udang Sambal Serai Bersantan) เป็นพริกแกงกุ้งตะไคร้ใส่กะทิ ลักษณะคล้ายอาหารจำพวกแกงกะหรี่ วิธีทำคือบุบกระเทียมแล้วลงไปเจียวกับหอมหัวใหญ่ ตามด้วยเครื่องแกงกับตะไคร้สับละเอียด จากนั้นใส่กุ้งกุลาดำ พริก เพิ่มรสชาติด้วยเกลือกับน้ำตาล ผัดจนกุ้งเปลี่ยนเป็นสีชมพู เสร็จแล้ว ราดกะทิ เคี่ยวจนข้น แล้วรับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ

 

 

 

การเรียนรู้วัฒนธรรมของชนชาติอื่นจากอาหารการกินจะมีส่วนช่วยทำให้เกิดความเข้าใจในวิถีชีวิตของคนในพื้นที่นั้นๆ ได้มากขึ้น และแม้หน้าตาของอาหารบางอย่างของบรุไนจะแปลกแตกต่างไปจากคนในภูมิภาคเดียวกัน แต่ไม่รู้สึกแปลกแยกเนื่องจากความคุ้นชินกับวัตถุดิบที่ใกล้เคียงกัน การเปิดใจยอมรับในความแตกต่างหลากหลายจะช่วยทำให้เราเรียนรู้และเข้าใจวิถีชีวิตของคนในภูมิภาคเดียวกันได้มากขึ้น

วิถีชลประทานดั้งเดิม หลักฐานความเจริญทางวัฒนธรรมแห่งอินโดนีเซีย

Written by warittha on July 3rd, 2013. Posted in บทความ

อุทกอารามปุระ อูลัน ดานู บาตูร์ ตั้งอยู่ริมทะเลสาบบาตูร์ บนปากปล่องภูเขาไฟบาตูร์ วัดนี้มีฐานะเป็นศูนย์กลางการจัดการน้ำจากทะเลสาบบาตูร์ แหล่งน้ำขนาดใหญ่ซึ่งเป็นต้นกำเนิดแม่น้ำและตาน้ำทั้งหมดในบาหลีตอนกลาง ส่งไปยังนาข้าวทั้งหมดในระบบสุบักที่รายรอบ

น้ำ เป็นปัจจัยสำคัญของทุกชนชาติในโลก แหล่งอารยธรรมใดที่มีความเจริญรุ่งเรือง ก็มักจะพบหลักฐานการจัดการกับระบบการใช้น้ำที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งบนเกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซียก็พบหลักฐาน
อารยธรรมเก่าแก่ด้านการชลประทานหล่อเลี้ยงคนในพื้นที่ให้มีน้ำใช้เพียงพอต่อการเกษตรและการดำรงชีวิต ซึ่งระบบชลประทานนี้เรียกว่า “ระบบสุบัก” เกิดขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 10 มีลักษณะเป็นสถาบันทางสังคมและศาสนา เปรียบได้กับ “สหกรณ์ชาวบ้าน” ที่ผนวกศาสนา ความเชื่อ เทคโนโลยีการเกษตร วัฒนธรรม และการเมืองท้องถิ่นเอาไว้ด้วยกัน โดยกำหนดให้มีพื้นที่ซึ่งมีขอบเขตคล้ายหมู่บ้าน ปกครองโดยคนในพื้นที่ มี “อุทกอาราม” หรือ วัดน้ำ เป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการน้ำ

ระบบสุบัก มีส่วนประกอบสำคัญคือ เครือข่ายทางขนส่งน้ำที่ซับซ้อนและอุโมงค์ที่สร้างโดยการเจาะหินและต่อไม้ไผ่เพื่อส่งน้ำ ซึ่งบางสายมีความยาวกว่ากิโลเมตร ต้องสร้างโดยใช้ช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะในการนำน้ำขึ้นไปสู่นาขั้นบันไดชั้นบนสุดของเนินเขา ก่อนปล่อยให้ไหลลงสู่นาข้างเบื้องล่าง

 

 

 

รูปแบบนาขั้นบันไดในระบบสุบักบนเกาะบาหลี

หลักการสำคัญที่สุดในระบบสุบักคือ ปรัชญาไตรหิตครณะหรือหลักความสมดุลกลมกลืน 3 ประการ อันเป็นหลักการสร้างความสงบสุขแก่ชีวิตที่รับมาจากศาสนาฮินดูในอินเดีย ประกอบด้วยความสมดุลและความกลมกลืนระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้า มนุษย์กับมนุษย์และมนุษย์กับธรรมชาติ นอกจากระบบสุบักยังให้ผลยั่งยืนมานานนับพันปีโดยที่เกษตรกรไม่ต้องพึ่งสารเคมีในการเพิ่มผลผลิตแล้ว ระบบนี้ยังมีความยุติธรรมและเป็นประชาธิปไตยอย่างมาก เห็นได้จากการให้สิทธิ์ออกเสียงสูงสุดแก่เจ้าของนาที่อยู่ต่ำสุด เนื่องจากเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบสูงสุดจากการตัดสินใจของสมาชิก

ภูเขาไฟมายอน ความงามที่แฝงความร้ายกาจแห่งหมู่เกาะฟิลิปปินส์

Written by warittha on July 1st, 2013. Posted in บทความ

 ฟิลิปปินส์ ประเทศที่เป็นหมู่เกาะที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลกและมีพื้นที่ชายฝั่งที่ยาว  ที่สุดใน  โลก      ยังมีความงดงามตามธรรมชาติที่มีชื่อเสียง แต่ทว่าแฝงด้วยความร้ายกาจ นั่นก็คือ ภูเขาไฟมายอน

 

 

ทิวทัศน์อันงดงามของภูเขาไฟมายอน

ภูเขาไฟมายอน ได้ชื่อมาจากคำว่า “มากายอน” ในภาษาถิ่นบีโกลที่แปลว่า งดงาม แต่ทว่า เป็นความงามที่ร้ายกาจ เนื่องจากเป็นภูเขาไฟที่ยังคงเกิดการปะทุอยู่ ลักษณะของภูเขาไฟมายอน เป็นรูปทรงกรวยที่สมบูรณ์แบบที่สุดและยังเป็นสัญลักษณ์ของประเทศฟิลิปปินส์อีกด้วย ภูเขาไฟอันงดงามนี้มีความสูง 2,420 เมตร มีพื้นที่ 465 เฮกเตอร์ อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศฟิลิปปินส์ มีระยะทางห่างจากกรุงมะนิลา เมืองหลวงของฟิลิปปินส์ประมาณ 330 กิโลเมตร

หลักฐานการบันทึกการปะทุของภูเขาไฟมายอนเป็นครั้งแรกจากชาวดัตช์ที่แล่นเรือผ่านเข้ามา เมื่อปี ค.ศ. 1616 นับแต่นั้นมาภูเขาไฟมายอนก็ปะทุขึ้นอีกไม่น้อยกว่า 47 ครั้ง  ในปี ค.ศ. 1814  ภูเขาไฟมายอนระเบิดขึ้นชั่ววูบแต่เลื่อนลั่นรุนแรง  ธารลาวาไหลถล่มชุมชนกักซาวาและบุยเอาในเมืองดารากาชาวบ้านต่างวิ่งหลบภัยเข้าไปในโบสถ์กักซาวา แต่กลับถูกธารลาวาคร่าชีวิตไปกว่า 1,200 คน ชาวบ้านที่รอดชีวิตได้สร้างโบสถ์ดารากาขึ้นบนยอดเนินสูงเหนือตัวเมือง ห่างจากมายอนไป 5 กิโลเมตร ซึ่งปัจจุบัน โบสถ์ดารากา มีสภาพทรุดโทรมและชุมชนกักซาวาซึ่งส่วนใหญ่จมอยู่ใต้เถ้าถ่านลาวาก็ยังคงเป็นสิ่งเตือนใจถึงความร้ายกาจของภูเขาไฟที่มีเสน่ห์มาจนถึงทุกวันนี้

 

โบสถ์กักซาวา สิ่งเตือนใจถึงความร้ายกาจของภูเขาไฟมายอน

 

เสน่ห์เมืองฮอยอัน หนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรมของเวียดนาม

Written by warittha on June 29th, 2013. Posted in บทความ

ฮอยอันเป็นเมืองท่าสำคัญในอดีตและเป็นศูนย์กลางการค้าของชาวซาหวิ่น (Sa Huynh) ริมฝั่งแม่น้ำทูโบ่น (Thu Bon) ตั้งแต่ 200 ปี ก่อนคริสตกาล ซึ่งเจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยมาจนกระทั่งคริสต์ศตวรรษที่ 15 ฮอยอันขยับฐานะเป็นเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของอาณาจักรจามปา มีชื่อเรียกว่า ไดเจี๋ยน (Dai Chien) แต่ชาวเวียดนามและชาวต่างชาติต่างเรียกเมืองท่าแห่งนี้ว่า ไฟโฟ (Fai Fo) หรือไฮโป (Hai Po)

ฮอยอันเฟื่องฟูถึงขีดสุดช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16-18 เรือสินค้าต่างชาติ ทั้งจีน อินเดีย ญี่ปุ่นและตะวันตก ต่างมุ่งหน้าเข้ามาจนฮอยอันกลายเป็นเมืองท่าที่สำคัญที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างตะวันออกกับตะวันตก ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 แม่น้ำทูโบ่นเริ่มตื้นเขิน เนื่องจากตะกอนโคลนเลนสะสมจนเรือใหญ่เข้ามาจอดเทียบท่าไม่ได้ เมืองดานัง (Da Nang) ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่มาก จึงรับหน้าที่เป็นเมืองท่าแห่งใหม่แทน นับแต่นั้นมา ฮอยอันจึงมีฐานะเป็นเพียงเมืองค้าขายขนาดเล็ก ปัจจุบันเมืองฮอยอันอยู่ในเขตจังหวัด กว่างนัม (Quang Nam) ซึ่งอยู่ทางตอนกลางของประเทศเวียดนาม ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ. 1999

สิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ในเมืองฮอยอัน คือ สะพานญี่ปุ่น โดยมีการตั้งชื่อสะพานเป็นภาษาเวียดนามว่า หลายเหวี่ยนเกี่ยว (Lai Vien Kieu) ซึ่งมีความหมายว่า สะพานแห่งมิตรไมตรี ก่อสร้างโดยชุมชนชาวญี่ปุ่น ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 เพื่อเชื่อมย่านอยู่อาศัยของชาวจีนกับญี่ปุ่นที่อยู่คนละฟากฝั่งเข้าด้วยกัน ตัวสะพานเป็นทรงโค้ง หลังคามุงกระเบื้องสีเขียวและเหลืองเป็นคลื่น กลางสะพานมีเจดีย์ทรงจัตุรัสที่ผู้ผ่านไปมามักหยุดสักการะ หัวสะพานฝั่งหนึ่งมีรูปปั้นลิง อีกฝั่งเป็นรูปปั้นสุนัข อันแสดงถึงระยะเวลาในการสร้างสะพานแห่งนี้ตามปีนักษัตร นอกจากนั้นเมืองฮอยอันยังมีกลุ่มอาคารบ้านเรือนชาวประมงสไตล์โคโลเนียลริมแม่น้ำทูโบ่น มีบ้านไม้เก่าแก่ของชุมชนชาวจีนที่ถนนเจิ่นฟูที่เป็นทั้งศูนย์กลางของฮอยอันและศูนย์รวมของชาวจีน บ้านคหบดีตระกูลเติ๋นกี๋ (Tan Ky) ที่ผสมผสานสถาปัตยกรรมจีน ญี่ปุ่นและเวียดนามเข้าไว้อย่างลงตัว ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นเสน่ห์ของเมืองฮอยอันและยังคงได้รับการทำนุบำรุงรักษาจากชาวเมืองฮอยอัน จนเป็นที่ปรากฏให้ลูกหลานของชาวเวียดนามได้เห็นวัฒนธรรมการอยู่อาศัยที่มีมาแต่เนิ่นนานของตนเอง และเป็นความภาคภูมิใจของชาวเวียดนาม ที่มีมรดกทางสถาปัตยกรรมอันงดงามในเมืองฮอยอันแห่งนี้

 

“สิม” ความงดงามอ่อนช้อยตามแบบสถาปัตยกรรมแห่งล้านช้าง

Written by warittha on June 16th, 2013. Posted in บทความ

สิมวัดเชียงทอง เมืองหลวงพระบาง มีความงดงามจนได้ขึ้นชื่อว่า เป็น อัญมณีแห่งศิลปะลาว

สิม เป็นสถาปัตยกรรมรูปแบบหนึ่งในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอันมีเอกลักษณ์โดดเด่นในเรื่องของความอ่อนช้อย งดงาม ซึ่งหากเปรียบเทียบกับสถาปัตยกรรมไทย ก็คือ “อุโบสถ” นั่นเอง สิม มีที่มาจากคำว่า “สีมา” หมายถึง “หลัก” หรือที่นิยมกันทั่วไปว่า “ใบสีมา” ที่ใช้ปักล้อมรอบอุโบสถเป็นการแสดงขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ของอุโบสถ ในอดีต สิม จะใช้เฉพาะการทำสังฆกรรมของสงฆ์เท่านั้น รูปแบบของอาคารจึงมักมีขนาดเล็กและตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ไม่สำคัญ โดยจะมีเจดีย์หรือวิหารเป็นอาคารสำคัญที่สุดของวัดตั้งอยู่โดดเด่นแทน ต่อมา ราวพุทธศตวรรษที่ 22 เป็นต้นมา เจดีย์และวิหารถูกลดความสำคัญลง สิม กลายเป็นอาคารประธานหลักของวัดแทน และมีบทบาทในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาระหว่างพระสงฆ์กับชาวบ้านด้วย

ลักษณะทั่วไปของ สิม จะมีการสร้างหลังคาซ้อนชั้น ซึ่งมีความหมายถึง อาคารที่มีฐานันดรสูง และยังมีงานประดับตกแต่งสำคัญ นั่นคือ “ช่อฟ้า” หรือ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “สัตตะบูริพัน” (สัตบริพัณฑ์) ที่ประดับอยู่กลางหลังคา เปรียบเป็นเขาพระสุเมรและเขาสัตบริภัณฑ์ซึ่งแสดงถึงศูนย์กลางของจักรวาล ประตูหน้าต่าง ตกแต่งด้วยการแกะสลักไม้และงานลงรักปิดทอง ผนังด้านในตกแต่งด้วยลายฟอกคำ ภายในสิมประดิษฐานพระพุทธรูป บางแห่งอาจมีรางน้ำหรือรางรดสรงสำหรับสรงน้ำพระพุทธรูป

องค์ประกอบและความหมายของช่อฟ้า บนหลังคาของสิม
ตรงกลางบนยอดสุดของช่อฟ้า เป็นสัญลักษณ์เปรียบเสมือน เขาพระสุเมรุ ส่วนที่ลดหลั่นลงมา เปรียบเสมือน
เขาสัตบริพันธ์และส่วนปลายทั้งสองข้างเปรียบเสมือนกำแพงจักรวาล

สิมที่สำคัญ ของลาวได้แก่ สิมวัดเชียงทอง เมืองหลวงพระบาง ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นอัญมณีแห่งศิลปะลาว สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช มีความงดงามโดยเฉพาะหลังคาที่อ่อนโค้ง ซึ่งได้กลายเป็นต้นแบบสถาปัตยกรรมของลาวในเวลาต่อมา

 

อ้างอิง

ศักดิ์ชัย สายสิงห์. 2555. เจดีย์ พระพุทธรูป ฮูปแต้ม สิม ศิลปะลาวและอีสาน. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: มิวเซียมเพรส.

นัต ความเชื่อทางจิตวิญญาณของชาวพม่า

Written by warittha on June 6th, 2013. Posted in บทความ

ภาพวาดมิงมหาคีรินัต เป็นนัตหลวง 1 ใน 36 ตน มีกำเนิดในแถบตะกองในเขตพม่าตอนเหนือ

มิงมหาคีรินัตมีวงศ์นัตทั้งหมด 7 ตน ได้แก่ ภรรยา 1 ตน น้องสาว 2 ตน ลูกชาย 2 ตนและหลานสาว 1 ตน

 

ประเทศพม่าได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งพุทธศานาและพุทธเจดีย์ พุทธศาสนิกชนชาวพม่าต่างให้ความเคารพในพระสงฆ์องค์เจ้าซึ่งถือเป็นเนื้อนาบุญและเป็นที่พึ่งแห่งกุศล แต่ภายใต้ร่มเงาแห่งพุทธศาสนานั้น สังคมพม่ายังคงแฝงกลิ่นอายความเชื่อเกี่ยวกับการบูชาผีเป็นมูลเดิมอยู่ไม่น้อย ซึ่งเรียกกันว่า “นัต” นัต นั้น ปราชญ์ชาวพม่าเชื่อว่าคำนี้น่าจะมาจากคำว่า “นาถ” ในภาษาบาลี หมายถึงผู้เป็นที่พึ่ง ตามตำราว่าด้วยนัตของพม่ามักจัดแบ่งนัตออกเป็น 3 กลุ่ม คือ นัตพุทธ นัตใน และนัตนอก กล่าวคือ นัตพุทธ คือนัต 37 ตน ที่มีการกล่าวถึงในคัมภีร์พุทธศานา นัตใน หมายถึง นัต 37 ตนที่ถูกกำหนดให้อยู่ในเขตกำแพงพระเจดีย์ชเวดากอง ณ เมืองพุกาม มีทั้งนัตที่ปรากฏชื่อในศาสนาฮินดู 15 ตน เช่น ท้าวจตุมหาราชหรือนัตประจำทิศทั้ง 4 และนัตท้องถิ่นอีก 22 ตน นัตนอก คือนัตที่กำหนดให้อยู่นอกกำแพงพระเจดีย์ชเวดากอง สถิตย์อยู่เฉพาะในศาล มี 37 ตน โดยความเชื่อของชาวพม่า ให้พระอินทร์ซึ่งเป็นเทวราชอยู่ในกลุ่มของนัตนอก ส่วนอีก 36 ตน เป็นวิญญาณของผู้ที่ตายร้ายและเป็นที่นับถือของชาวพม่าทั่วไปและมีหลากหลายชนชั้น บทบาทของนัตในความเชื่อของพม่าดั้งเดิมมีความสำคัญถึงระดับร่วมสร้างบ้านแปลงเมืองพุกามในยุคแรกๆ จนได้รับความสำคัญเป็นถึงมิ่งเมือง สันนิษฐานว่าในช่วงยุคของพระเจ้าอโนรธา การรับพระพุทธศาสนาจากภายนอกได้ทำให้นัตในคติความเชื่อพื้นถิ่นถูกลดบทบาทลงเป็นเพียงนัตที่คอยพิทักษ์รักษาพุทธศาสนา อาทิ อารักษ์พระเจดีย์ แต่ถึงกระนั้นชาวบ้านก็มิได้ละความเชื่อเรื่องนัตลง ยังคงมีการเซ่นไว้นัตกันภายในบ้าน มีการอัญเชิญนัตประทับทรงในพิธีบวงสรวงนัต ร่างทรงนัตจึงยังคงมีบทบาทสืบทอดมาแทบไม่ขาดสาย ส่วนชาวพม่าที่ไม่พึ่งนัตนั้น แม้อาจจะปฏิเสธพิธีกรรมเซ่นสรวงนัต แต่ก็ไม่กล้าปฏิเสธอำนาจนัตอย่างสิ้นเชิง สังคมพม่าจึงเป็นสังคมพุทธที่แฝงอยู่ด้วยความเชื่อเรื่องนัตระคนกัน

 

อ้างอิง
สุเนตร ชุตินธรานนท์. 2555. พม่าอ่านไทย : ว่าด้วยประวัติศาสตร์และศิลปะไทยในทรรศนะพม่า. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน.

 

กะปิ น้ำปลา เครื่องปรุงที่ขาดไม่ได้ในวัฒนธรรมการบริโภคอาหารของชาวอาเซียน

Written by warittha on June 5th, 2013. Posted in บทความ

Petis udang กะปิเคยของอินโดนีเซีย นำมาเป็นน้ำจิ้มกับเต้าหู้ทอด

 

เป็นที่ทราบกันดีว่า ข้าว เป็นอาหารหลักของวัฒนธรรมการบริโภคของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเมื่อมีข้าวก็ต้องมีกับข้าวเป็นของคู่กัน เครื่องปรุงรสให้กับข้าวมีรสชาติกลมกล่อมจึงมีความสำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งแม้เมนูกับข้าวในแต่ละท้องที่ของภูมิภาคนี้จะมีความแตกต่างหลากหลาย แต่เครื่องปรุงรสที่ทุกครัวเรือนจะขาดไม่ได้ นั่นก็คือ กะปิ และน้ำปลา กะปินั้น ในภาษาพม่าเรียก “งาปิ” และพม่าใช้ “งาปิ” ในน้ำพริกนานาชนิดเช่นเดียวกับไทย ในภาษาฟิลิปปินส์เรียกกะปิว่า “บาโกอุง” (Bagoong) และในภาษาอินโดนีเซียน เรียกว่า “ตราสซี” (Trassi) ส่วนน้ำปลาก็ใช้กันอยู่ในวัฒนธรรมสังคมต่างๆ ของเอเชียอาคเนย์ในเวียดนามเรียกน้ำปลาว่า “เนื้อก หม่ำ” (Nuocmam) และในฟิลิปปินส์เรียกว่า “ปาตีส” (Patis) เมื่อมองผ่านอิทธิพลวัฒนธรรมภายนอกที่เข้ามามีบทบาทในวัฒนธรรมเอเชียอาคเนย์เป็นลำดับชั้นขึ้นลงไปแล้ว จะเห็นว่ามีอาหารหลักและส่วนประกอบอาหารที่มีวัฒนธรรมร่วมกันมาก่อนตั้งแต่ดั้งเดิม แม้ในศาสนาอิสลามจะห้ามอาหารหมัก แต่ชาวอินโดนีเซียโดยเฉพาะชาวชวาซึ่งรับอิทธิพลศาสนาอิสลามน้อยมาก หรือรับแบบ Syncretism1 ก็ยังมีน้ำปลาเรียกว่า “เปอตีส” (Petis) เหมือนน้ำปลาในฟิลิปปินส์และมีน้ำพริกกะปิเหมือนไทย เรียกว่า “ชามบาล ตราสซี ลาลาบัน” (Sambal Trassi Lalaban) หรืออย่างเช่นฟิลิปปินส์ที่ได้รับอิทธิพลสเปนมาหลายร้อยปีและยังตามมาด้วยอิทธิพลวัฒนธรรมอเมริกัน อาหารฟิลิปปินส์หลายอย่างมีความคล้ายในส่วนประกอบและชื่อไปในทางอาหารสเปน แต่เวลารับประทานอาหารชาวฟิลิปปินส์จะใช้ข้าวเป็นหลัก กับข้าวที่มีอิทธิพลวัฒนธรรมสเปน เช่น สตูว์ (Coldereta) หรือ ไก่ถอดกระดูกใส่ไส้ทอด (Relleno) ใส่บนข้าว แล้วใช้กะปิ บาโกอุงและน้ำปลาปาตีสแต่งรสโรยหน้าอาหารในจานอีกทีหนึ่ง หรือเมื่อย่างปลาแล้ว ชาวฟิลิปปินส์จะเสิร์ฟปลาย่างกับกะปิบาโกอุงให้รับประทานกับข้าว เป็นต้น

หมายเหตุ: Syncretism หมายถึงการรับวัฒนธรรมจากผู้ใดหรือเขตใดก็ตาม รูปลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ถูกนำเข้ามาจะต้องมีการผสมปนกับวัฒนธรรมเดิมแล้วเกิดเป็นขึ้นของใหม่ขึ้น เกิดเป็นการผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรม
อ้างอิง
กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร. 2540. สรุปผลการสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง “วัฒนธรรมเอเชียอาคเนย์ : ความคล้ายคลึงในวิถีชีวิต”. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: สยามบุ๊คส์ แอนพับลิเคชั่น.

 

ประชากรชาวฟิลิปปินส์ กับความผสมผสานทางชาติพันธุ์อันหลากหลาย

Written by warittha on June 4th, 2013. Posted in บทความ


สาธารณรัฐฟิลิปปินส์มีประชากรหลากหลายชาติพันธุ์ อาทิ มองโกเลีย อินโดนีเซีย มาเลย์ เป็นต้นและจากการเข้ามาตั้งรกรากของชาวจีน ทำให้มีประชากรเชื้อสายจีนอยู่เป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นการเข้ามาติดต่อค้าขายของชาวตะวันตกหลายเชื้อชาติและชาวสเปนที่เข้ามายึดครองอาณานิคมทำให้มีประชากรเชื้อสายตะวันตกเป็นจำนวนมาก ด้วยเช่นกัน จึงอาจกล่าวได้ว่าประชากรของฟิลิปปินส์มีการผสมผสานจากหลากหลายชาติพันธุ์ อันเนื่องมาจากบริบททางประวัติศาสตร์ในแต่ละช่วงเวลา

จากการศึกษาแต่เดิมมักจะเชื่อกันว่ามนุษย์กลุ่มแรกที่อพยพเข้ามาตั้งรกรากในหมู่เกาะฟิลิปปินส์ในปัจจุบัน คือ พวกเนกริโต (Negrito) ซึ่งมาจากเกาะบอร์เนียวและสุมาตราเมื่อราว 3 หมื่นปีมาแล้ว แต่จากหลักฐานการศึกษาที่ใหม่กว่า ชี้ให้เห็นว่า กลุ่มคนที่อพยพมาเป็นจำนวนมากและต่อเนื่องกันมาจากเกาะไต้หวัน เป็นชาติพันธุ์ย่อยของพวกออสโตรนีเซียน (Austronesian) คือ มาลาโย-โพลีนีเซียน คนพวกแรกที่ออกจากไต้หวันแรกทีเดียวลงมาทางใต้สู่หมู่เกาะฟิลิปปินส์ก่อน จากนั้นจึงกระจายไปยังอินโดนีเซีย มาเลเซียและไปไกลที่สุดที่โพลีนีเซียและมาดากาสการ์ พวกอพยพเหล่านี้ตั้งถิ่นฐานและกระจายอยู่เป็นชมชุนหรือหมู่บ้านที่เรียกว่า บารังไก (Barangay) ซึ่งตั้งชื่อตามเรือขุดจากซุงที่พวกเขาใช้เป็นพาหนะเดินทางมา การปกครองมีหัวหน้าเผ่าซึ่งรู้จักในนาม ดาตู (Datu) พวกพ่อค้าและนักเดินทางชาวจีนที่มาจากแผ่นดินใหญ่ของทวีปเอเชีย เข้ามาตั้งถิ่นฐานในคริสต์ศตวรรษที่ 9 บางครั้งคนเหล่านี้ก็โดยสารเรือของพ่อค้าอาหรับเข้ามายังฟิลิปปินส์ ซึ่งพ่อค้าอาหรับเหล่านี้เองที่นำเอาศาสนาอิสลามมาสู่ทางใต้ของหมู่เกาะฟิลิปปินส์และกลายเป็นศาสนาที่มีอิทธิพลในเกาะลูซอน อย่างไรก็ดี พวกมาโย-โพลีนีเซียนยังคงอยู่เป็นคนกลุ่มใหญ่จนกระทั่งเมื่อพวกสเปนเข้ามาถึงในคริสต์ศตวรรษที่ 16

ในช่วงที่สเปนเข้ามาปกครองมีชาวสเปนอพยพมายังฟิลิปปินส์จำนวนหนึ่ง แต่เมื่อเม็กซิโกประกาศอิสรภาพจากสเปน ทำให้ชาวสเปนจากทวีปอเมริกาเหนือกลายมาเป็นผู้ปกครองหมู่เกาะฟิลิปปินส์ และเกิดการอพยพโยกย้ายถิ่นฐานระหว่างทวีปอเมริกาเหนือกับหมู่เกาะฟิลิปปินส์อยู่เสมอ นอกจากนี้ ยังมีชนกลุ่มน้อยกระจายตัวตามหมู่เกาะต่างๆ โดยกลุ่มที่สำคัญๆ ได้แก่ กลุ่มวิสายัน อาศัยบนหมู่เกาะวิสายาห์ นับถือผีและศาสนาอิสลาม กลุ่มมังยัน เป็นชื่อเรียกรวมของชนพื้นเมือง 8 เผ่าที่อาศัยอยู่บนเกาะมินดาเนา ซึ่งยังคงมีวิถีชีวิตเร่ร่อนแบบชนเผ่า และชาวเขาเผ่าต่างๆ ประมาณ 100 เผ่า อาศัยอยู่ในเขตภูเขามาหลายศตวรรษก่อนที่มุสลิมและสเปนจะเข้ามาในฟิลิปปินส์ โดยชาวเขาเผ่าบอนต๊อก (Bontoc) และอีฟูกา (Ifugao) ในจังหวัดบานาเวมีวัฒนธรรมการทำนาบนไหล่เขาที่สืบทอดกันมานับพันปีจนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

การที่มีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติเผ่าพันธุ์มาอยู่รวมกันและเกิดการแต่งงานผสมผสานข้ามพันธุ์นี้เอง ทำให้ชาวฟิลิปปินส์จำนวนมากมีบรรพบุรุษมาจากแผ่นดินใหญ่ของทวีปเอเชียบ้าง ชาวสเปนบ้าง ชาวอเมริกัน ชาวอาหรับ หรือแม้แต่ชาวอินเดียบ้าง และหมู่เกาะฟิลิปปินส์ในปัจจุบันนอกเหนือจากชาวจีนที่เป็นชนกลุ่มน้อยจำนวนมากที่สุดแล้ว รองลงมาคือ ชาวอเมริกันและชาวสเปนตามลำดับ

อ้างอิง
วรางคณา นิพัทธ์สุขกิจ. 2555. ฟิลิปปินส์ ประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ:
เมืองโบราณ.
วิทย์ บัณฑิตกุล. 2555. สาธารณรัฐฟิลิปปินส์. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: สถาพรบุ๊ค.