Author Archive

วัฒนธรรมหินดาว สัญลักษณ์แสดงความเป็นตัวตนของชนชาติลาว

Written by warittha on September 6th, 2013. Posted in บทความ

 

นอกจากอารายธรรมปริศนาทุ่งไหหินอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชนชาติลาว ยังมีวัฒนธรรมหินดาวที่บ่งบอกถึงตัวตนของชนชาติลาวที่อาศัยอยู่ในดินแดนนี้ตั้งแต่ครั้งอดีต บรรพบุรุษชนชาติลาวใช้รูปดาวเป็นเครื่องหมายประจำเผ่า จึงเรียกตนเองว่า “คนดาว” ความเชื่อนี้ได้มีปรากฏใน “นิทานพญาแถน” ของชาวลาวที่ว่า คนดาวเป็นลูกหลานพญาแถนจากเมืองฟ้าถูกส่งลงมาอยู่บนโลก เเล้วสืบสร้างต่อมาจนเป็นบ้านเป็นเมืองมากมาย

คนลาวที่อพยพไปตั้งถิ่นฐานอยู่ทางทิศเหนือในแขวงยูนนาน กว่างซี ประเทศจีนปัจจุบัน ออกเสียง “ด” เป็น “ล”  จึงออกเสียง “ดาว” เป็น “ลาว” คนจีนจึงเรียก “คนดาว” ว่า “คนลาว” ตามสำเนียงของคนลาวทางภาคเหนือและกลายมาเป็นชื่อของชนชาติลาวมาจนปัจจุบันนี้

หินดาวถูกค้นพบทางทิศตะวันออกของแขวงหลวงพระบางใกล้ๆ กับเขตสายภูเลย เช่น ภูข้าวลีบ ภูสามสุม ภูปากเกอ ซึ่งถือว่าคือถิ่นกำเนิดของบรรพบุรุษลาว ภาพสลักบนหินดาวที่พบในลาว แบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1. หินดาวสลักเป็นรูปดาวใหญ่หรือดวงตะวัน มีความหมายถึงเมืองแถน เมืองสวรรค์ชั้นฟ้า ซึ่งมีความเชื่อว่าเป็นถิ่นเดิมของบรรพบุรุษลาว พบที่ภูข้าวลีบ ใกล้กับบ้านผาแต้มที่ตั้งอยู่ริมสายน้ำอู ทางทิศตะวันออกของแขวงหลวงพระบาง

2. หินดาวสลักเป็นรูปจักรวาลจำลอง รูปดวงตะวันหรือดาวใหญ่เป็นจุดศูนย์กลางอยู่ด้านบนสุด เป็นสัญลักษณ์ของเมืองแถน ถัดมามีรูปเถาวัลย์หรือเครือเขากาด ซึ่งตามตำนานกล่าวว่า เป็นเถาวัลย์ที่เชื่อมต่อระหว่างเมืองแถนกับเมืองมนุษย์ ส่วนนอกสุดเป็นรูปภูเขาทำเป็นจอมภูแหลมเรียงกันหลายลูกดูเหมือนฟันเลื่อย เป็นสัญลักษณ์ของโลก ภาพภูเขาเป็นลูกๆ ที่ดูคล้ายฟันเลื่อยนั้นหมายถึงโลกหรือเมืองมนุษย์ เหตุที่เป็นภูเขานั้น น่าจะเกิดจากมุมมองภาพของบรรพบุรุษชาวลาวที่เมื่อได้ขึ้นไปบนที่สูง ก็จะมองเห็นทิวทัศน์ที่เป็นภูเขาสลับซับซ้อนกันไป

3. หินดาวสลักเป็นภาพจักรวาลจำลอง ด้านบนสุดเป็นรูปดาวใหญ่ หมายถึงเมืองแถน ถัดลงมาเป็นรูปสัตว์ต่างๆ และรูปคน หมายถึง โลกมนุษย์ เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นเมืองมนุษย์คู่กับเมืองแถน เพื่อให้พญาแถนลงมาสอดส่องดูแลและปกป้องคุ้มครอง ให้ฟ้าฝนตกต้องตามฤดูกาล ล่างสุดเป็นรูปเถาวัลย์ หมายถึง เครือเขากาดที่ถูกตัดขาดลงมากองอยู่บนพื้นโลก เนื่องจากความเกียจคร้านของชาวแถนที่ถูกส่งลงมายังเมืองมนุษย์ ไม่ยอมทำงาน พญาแถนจึงสั่งตัดเถาวัลย์ที่เชื่อมระหว่างเมืองแถนกับเมืองมนุษย์นั้นออกเสีย แล้วให้ชาวแถนที่อยู่ในเมืองมนุษย์ต้องจัดพิธีกรรมเพื่อขอความความช่วยเหลือจากพญาแถนแทนการปีนขึ้นไปบนเถาวัลย์

การสร้างสัญลักษณ์แสดงตัวตนที่มีมาแต่ครั้งบรรพบุรุษ แสดงถึงการให้ความสำคัญกับความเป็นชนชาติของตน และถือเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งของคนในสมัยโบราณที่ทำให้คนรุ่นหลังได้ทราบถึงที่มาของตนเองและมีความภาคภูมิใจในชาติกำเนิดของตน  อีกทั้งยังเชื่อมโยงกับความเชื่อ ที่ให้มนุษย์เคารพในธรรมชาติ ซึ่งชนชาติลาวได้ส่งต่อความเชื่อเหล่านี้มายังลูกหลานของตนก่อเกิดเป็นรากฐานทางวัฒนธรรม ประเพณีที่มีคุณค่าและเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในชาติ

กำเนิดชนชาติมอญ ชนชาติที่หายไปจากแผ่นดินอุษาคเนย์

Written by warittha on August 30th, 2013. Posted in บทความ

 

รามัญหรือมอญเป็นชนชาติเก่าแก่ชนชาติหนึ่งในเอเชีย และเคยมีอิทธิพลอยู่ในเขตลุ่มน้ำอิรวดีและเจ้าพระยามาเป็นเวลาช้านาน ตามหลักฐานจากพงศาวดาร กล่าวว่า พวกรามัญหรือพวกมอญได้อพยพมาจากอาณาเขตจีน แล้วมาสร้างบ้านสร้างเมืองอยู่ในบริเวณแม่น้ำอิรวดี แม่น้ำสะโตง และแม่น้ำคง โดยตั้งเมืองสะเทิมเป็นเมืองหลวงแห่งแรกของชาวมอญ ในครั้งนั้นมีเจ้าแคว้นเตลิงคณะ (Talingana) ซึ่งอยู่แถวเหนือเมืองมัทราส ในประเทศอินเดีย ได้มาตีเมืองสะเทิมได้ ทำให้ชาวอินเดียจากแคว้นเตลิงคณะเข้ามาตั้งรกรากและแต่งงานกับพวกมอญ จนเกิดคำเรียกชื่อชาวมอญที่แต่งงานกับชาวอินเดียว่า “เตลง” หรือ “ตะเลง” นอกจากนั้นยังมีคำเรียกชาวมอญว่า “รามัญ” ซึ่งเป็นชื่อที่ปรากฏในจารึกของชาวมอญว่า “รามัญประเทศ” ต่อมาชาวมอญได้ตั้งเมือง หงสาวดี ขึ้นเป็นเมืองหลวงแห่งที่สอง โดยมีเรื่องเล่าในพงศาวดารว่า ในกาลครั้งหนึ่งเจ้าเมืองสมละกับเจ้าวิมละพี่น้อง ซึ่งเป็นราชบุตรของพระเจ้ากรุงสะเทิม ถูกขับไล่จากเมืองสะเทิมแล่นเรือร่อนเร่ขึ้นไปข้างเหนือ ในอ่าวนั้นไปถึงเกาะหงสาวดี มีพวกชาวอินเดียไปตั้งค้าขายอยู่บ้างแต่ไม่มาก เจ้าสมละกับเจ้าวิมละสองพี่น้องจึงรวบรวมพวกมอญในท้องถิ่นได้กำลังแล้วชิงเอาเกาะนั้นจากพวกชาวอินเดีย ตั้งเมืองหงสาวดีขึ้น และมีราชวงศ์สืบครองอาณาจักรมอญมาอีกหลายชั่วสมัย จนเมื่อถึงสมัยที่พม่ามีอำนาจเหนืออาณาจักรพุกาม พระเจ้าอนุรุทธ หรือเรียกอีกอย่างว่าพระเจ้าอโนรธามังช่อ ยกกองทัพลงมาตีเมืองหงสาวดี และเมืองสะเทิมกับเมืองมอญ จนในที่สุดเมืองทั้งหลายของชนชาติมอญได้ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า ตั้งแต่ในช่วงปี พ.ศ. 1600-1830

อาณาจักรมอญ ได้ตกอยู่ใต้อำนาจของพม่า มาจนถึงปี พ.ศ. 1830 เมื่อ”มองโกล”ยกทัพมาตีพม่า ชนชาติมอญ ก็ได้รับเอกราชอีกครั้งหนึ่งโดย มะกะโท หรือพระเจ้าฟ้ารั่ว หรือวาเรรุ ราชบุตรเขยของ”พ่อขุนรามคำแหง” ได้กอบกู้เอกราช  และสถาปนาราชวงค์ชาน-ตะเลง สถาปนา”อาณาจักรมอญอิสระ” มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองเมาะตะมะ เมาะตะมะ เป็นเมืองหลวงของมอญจนถึงปี พ.ศ. 1912 ก็ย้ายกลับไป
หงสาวดีตามเดิม ถึงในสมัย “พระเจ้าราชาธิราช” นั้น “หงสาวดี” ก็กลายเป็นศูนย์กลางทางการค้าที่ใหญ่โต ทางแถบ “อ่าวเบงกอล” มีเมืองท่าที่สำคัญหลายแห่ง

อาณาจักรมอญเจริญสูงสุดในสมัยพระเจ้าธรรมเจดีย์ คือ ระหว่าง พ.ศ.2015-2035 หลังจากนั้นในปี พ.ศ.2094 หงสาวดีก็ตกเป็นเมืองขึ้นแก่อาณาจักรพม่าอีกครั้ง โดยการนำทัพของพระเจ้า”ตะเบงชะเวตี้” ซึ่งในช่วงนี้เองที่ราชวงศ์ตองอูของพม่าขึ้นปกครองหงสาวดี จนถึงปี พ.ศ. 2283 สมิงทอพุทธิเกศ ก็กู้เอกราชคืนมาจากพม่าได้สำเร็จ ทั้งยังยกทัพไปตีเมืองอังวะอีกด้วย ในพ.ศ.2290 พระยาทะละ ได้ครองอำนาจแทนสมิงทอพุทธิเกศ ได้ทำการขยายอาณาเขตต่อไป ทำให้อาณาจักรพม่าสลายตัวลง แต่ชัยชนะของมอญ
ก็เป็นช่วงสั้นๆ เท่านั้น ในปี พ.ศ.2300 พระเจ้าอลองพญา ก็กู้อิสรภาพของพม่ากลับคืนมาได้ ทั้งยังได้โจมตีมอญ จนต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจพม่า และนับตั้งแต่นั้นมา มอญ ก็ไม่มีโอกาสที่จะกู้เอกราชคืนมาได้อีกเลย จนกระทั่งทุกวันนี้.

แม้ว่าปัจจุบันชนชาติมอญจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของพม่าไปแล้ว แต่ประเพณี และวัฒนธรรมต่างๆ ของชาวมอญก็ยังไม่สูญสิ้นไป ยังคงฝังรากและกลมกลืนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมพม่าและยังมีคนที่สืบเชื้อสายมอญกระจัดกระจายอยู่ในพื้นที่ของอุษาคเนย์ ทั้งในไทยและพม่า

2 วีรสตรีแห่งเวียดนาม ผู้ต่อต้านการรุกรานจากจีน

Written by warittha on August 19th, 2013. Posted in บทความ

หากสยามมีท้าวเทพกษัตรีย์ และท้าวศรีสุนทร ผู้ปกป้องเมืองถลางจากการรุกรานของพม่าในสงครามเก้าทัพ ในสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เวียดนามก็มีสองวีรสตรีที่กล้าหาญ
ลุกขึ้นมาต่อกรกับชาติมหาอำนาจอย่างจีนแผ่นดินใหญ่ที่มีอิทธิพลเหนือเวียดนามมาช้านานทั้งด้านการเมือง ศาสนา และวัฒนธรรม จนความกล้าหาญของท่านทั้งสองเป็นที่ประจักษ์แก่ชนรุ่นหลังในนามของวัด “ฮายบ่าจึง” (Hai Ba Trung)

วัดฮายบ่าจึง ตั้งอยู่ในเขตเมืองฮานอย ห่างจากทะเลสาบฮว่านเกี๊ยม หรือทะเลสาบคืนดาบ ออกไปราวๆ 2 กิโลเมตร วัดนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1142 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการรำลึกถึงวีรสตรีของชาวเวียดนาม 2 ท่าน คือ จึงจั๊ก (Trung Trac) และ จึงหญิ (Trung Nhi) นามสกุลของท่านทั้งสองจึงเป็นที่มาของชื่อวัด “ฮายบ่าจึง” ซึ่งแปลเป็นไทยว่า “ท่านผู้หญิงสกุลจึงทั้งสอง”

แม้ว่าในช่วงพันปีนับจากปี 111 ก่อนคริสตกาลที่เวียดนามตกอยู่ภายใต้การปกครองของจีน ชาวเวียดนามเองก็ได้มีการลุกขึ้นมาต่อต้านการปกครองของจีนหลายครั้ง แต่หนึ่งในวีรกรรมครั้งสำคัญที่ฝังอยู่ในจิตใจของชาวเวียดนามนั่นก็คือ การต่อต้านการปกครองของจีนใน ค.ศ. 40 ที่นำโดยวีรสตรีทั้งสองคือ จึงจั๊ก และ จึงหญิ ซึ่งตรงกับสมัยราชวงศ์ฮั่น การต่อต้านการปกครองของจีนในครั้งนี้ได้รับชัยชนะและขับไล่พวกจีนออกจากแผ่นดินเวียดนามได้สำเร็จ แต่หลังจากนั้นเพียง 2 ปี ราชสำนักฮั่น จึงส่งขุนพลนาม หม่าหยวน (Ma Yuan) ซึ่งชาวเวียดนามเรียก ม้าเหวี่ยน (Ma Vien) มาปราบปรามพวกที่ลุกขึ้นต่อต้านจีน โดยมีหลักฐานกล่าวถึงสองพี่น้องตระกูลจึงว่าถูกทหารจีนจับประหารชีวิต บ้างก็กล่าวว่า ทั้งคู่ไม่ยอมถูกจับกุมตัว แต่ตัดสินใจปลิดชีพตนด้วยการกระโดดลงแม่น้ำ แต่ไม่ว่าสุดท้ายจะลงเอยอย่างไร สองพี่น้องตระกูลจึงก็อยู่ในความทรงจำของชาวเวียดนาม ในฐานะที่เป็นตัวแทนของหญิงชาวเวียดนามที่เสียสละชีวิตเพื่อชาติ ปัจจุบัน ได้มีการสร้างอนุสาวรีย์ของสองพี่น้องตระกูลจึง พร้อมกองทัพทหารหญิง 12 คน ตั้งอยู่ในห้องบูชาของวัดฮายบ่าจึง นอกจากนั้นยังมีการจัดงานที่วัดฮายบ่าจึงเพื่อรำลึกถึงความกล้าหาญของวีรสตรีทั้งสองท่าน ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี เรื่องราวของท่านทั้งสองยังได้รับการเผยแพร่ในหนังสือประวัติศาสตร์ของเวียดนามมากมายหลายรูปแบบ รวมไปถึงรูปแบบของการ์ตูนสำหรับผู้อ่านในวัยเด็กอีกด้วย

 

ภาพจิตรกรรมแสดงความกล้าหาญของวีรสตรีแห่งเวียดนาม สองพี่น้องตระกูลจึง ที่เข้าต่อสู้กับกองทัพจีน

เปรียบเทียบกับภาพวาดของนักวาดการ์ตูนในยุคปัจจุบัน

 

แมกไซไซ รางวัลแด่ผู้ทำประโยชน์แก่มวลมนุษย์

Written by warittha on August 17th, 2013. Posted in บทความ

รางวัลแมกไซไซ คือ รางวัลเพื่อเชิดชูเกียรติแก่นายรามอน แมกไซไซ รามอน แมกไซไซ (Ramon Magsaysay) ประธานาธิบดีคนที่ 3 ของฟิลิปปินส์ แมกไซไซเกิดวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2450 ที่จังหวัดแซมบาเลส ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่ประเทศฟิลิปปินส์ยังเป็นอาณานิคมของสหรัฐอเมริกา เขาได้เข้าร่วมกองทัพในสงครามโลกครั้งที่ 2 จนกระทั่งสงครามสงบ สหรัฐอเมริกาคืนเอกราชให้ฟิลิปปินส์และแต่งตั้งให้แมกไซไซเป็นผู้ว่าราชการแห่งเมืองแซมบาเลส ต่อมา ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเลขานุการของฝ่ายป้องกันราชอาณาจักรและสามารถปราบปรามกองโจรก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ได้สำเร็จ โดยการส่งทหารลงไปสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชาวบ้านในชนบท ในที่สุดก็ได้รับการเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 3 ของฟิลิปปินส์ และดำรงตำแหน่งจนกระทั่งเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2500

 

 

หลังจากการเสียชีวิตของประธานาธิบดี รามอน แมกไซไซ 1 ปี มีการก่อตั้ง “มูลนิธิรางวัลรามอนแมกไซไซ” (Ramon Magsaysay Award Foundation) เพื่อเป็นอนุสรณ์ของท่านประธานาธิบดีผู้อุทิศตนทำคุณประโยชน์เพื่อสังคมและทำงานเพื่อประชาธิปไตย และเป็นกองทุนรางวัลแก่ผู้ทำประโยชน์ให้สังคมแบ่งเป็น 6 สาขา ได้แก่ บริการรัฐ-กิจ บริการสาธารณะ ผู้นำชุมชน วารสารศาสตร์ วรรณกรรมและศิลปะการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ สันติภาพและความเข้าใจระหว่างประเทศ และผู้นำในภาวะฉุกเฉิน โดยมีการจัดพิธีมอบรางวัลเป็นประจำในวันที่ 31 สิงหาคมของทุกปี ที่กรุงมินะลา ประเทศฟิลิปปินส์ และในวันที่ 31 สิงหาคม ปี 2013 จะมีการมอบรางวัลแมกไซไซให้บุคคลและองค์กรที่ทำประโยชน์แก่สังคม โดยรางวัลสำหรับบุคคลได้แก่  นางฮาบิบา ซาราบี แพทย์หญิงชาวอัฟกันอายุ 57 ปี ซึ่งได้รับการยกย่องในความกล้าหาญของการเป็นผู้นำในการบริหารจังหวัดบัมยัน นางละผ่าย เส่ง รอว์ หญิงชาวพม่าวัย 64 ผู้เป็นแรงบันดาลใจอย่างเงียบๆ และเป็นผู้นำโดยรวมท่ามกลางสภาพความแบ่งแยกทางชาติพันธุ์และการสู้รบที่ยืดเยื้อในพม่า นายเออร์เนสโต โดมิงโก แพทย์ชาวฟิลิปปินส์วัย 76 ปี ซึ่งช่วยรักษาชีวิตทารกหลายล้านคนจากโครงการฉีดวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบ ชนิดบี รางวัลสำหรับองค์กรได้แก่ หน่วยงานอิสระต่อต้านการคอรัปชั่น โคมิซีเปมเบรันตาซันโครัปซี (เคพีเค) ของอินโดนีเซีย ที่มีอัตราการเอาผิดข้าราชการทุจริตถึง 100% และช่วยนำเงินคืนคลังได้ถึง 80 ล้านดอลลาร์ อีกหน่วยงานคือ ศักตีสมุหะ กลุ่มต่อต้านการค้ามนุษย์จากเนปาล

เอกลักษณ์ความงามตามแบบฉบับของสาวๆชาวพม่า

Written by warittha on August 10th, 2013. Posted in บทความ

สาวๆ ชาวพม่า เป็นผู้ที่มีความงามที่ไม่เป็นรองใครในอุษาคเนย์ และเอกลักษณ์อันโดดเด่นในเรื่องของความงามนั้นคือ         

ผิวงามตามแบบฉบับสาวชาวพม่า- การมีผิวพรรณที่งดงาม เป็นคุณสมบัติแรกๆ ที่ผู้หญิงทุกคนปรารถนา เป็นที่ร่ำลือว่า หญิงสาวชาวพม่า เป็นผู้ที่มีผิวพรรณที่งดงาม ดังสำนวนไทยที่กล่าวว่า “ผิวพม่า นัยต์ตาแขก” และเคล็ดลับนั้นก็คือ ตะนาคา ตะนาคาเป็นพันธุ์ไม้ยืนต้นชนิดหนึ่ง มีเปลือกผิวขรุขระ ใบเป็นช่อ เนื้อไม้ตะนาคาส่วนที่เป็นเปลือกและผิวเนื้อไม้จะมีกลิ่นหอมเย็น มีสีออกเหลืองนวล วิธีใช้ต้องเอาตะนาคาที่ตัดเป็นท่อน ขนาดหนึ่งคืบหรือครึ่งฟุต นำมาฝนบนแผ่นหิน เจือด้วยน้ำเพียงเล็กน้อย ผงตะนาคาจะต้องละลายเป็นแป้งน้ำเสียก่อน จึงจะนำมาทาให้ติดผิวได้ ปัจจุบัน ตะนาคาได้พัฒนาจากขายเป็นท่อนมาป่นเป็นผงด้วยเครื่องจักรทันสมัย แล้วบรรจุซองหรือขวดจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาด ตะนาคาจะช่วยให้ผิวเกลี้ยงเกลา ดูเนียนและนุ่มนวล ช่วยรักษาผิวหน้า ขจัดสิวและฝ้าและกันเปลวแดด หากใช้ทาหลังอาบน้ำจะทำให้เนื้อตัวเย็นสบาย

แม้กาลเวลาจะเปลี่ยนไป แต่ความนิยมในการไว้ผมยาวของสาวชาวพม่าก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง          

ผมยาวดำขลับดุจแมลงภู่-  หญิงสาวชาวพม่า ให้ความสำคัญต่อเรือนผม เพราะถือว่าเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความงามอย่างหนึ่งเช่นเดียวกับผิวพรรณ และเรือนผมที่จัดว่าสวยจะปล่อยยาวจนถึงน่องหรือข้อเท้า แม้ปัจจุบันจะเริ่มมีความนิยมตัดผมสั้นกันบ้างแล้ว แต่ผู้หญิงพม่าจำนวนไม่น้อยยังมีความเห็นว่าผู้หญิงที่ไว้ผมยาวจะดูมีความสมหญิงมากกว่าผมสั้น และสำหรับผู้หญิงที่มีอาชีพครูนั้น ส่วนมากจะนิยมไว้ผมยาวและมุ่นมวยผมจนดูเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของครูพม่า ส่วนการสระผมนั้นสาวพม่านิยมใช้สมุนไพรที่เรียกว่า ตะหย่อ-กี่งมูน เป็นเปลือกไม้ชนิดหนึ่งที่ช่วยให้เกิดฟอง นอกจากนี้ยังใช้น้ำมันมะพร้าวในการบำรุงดูแลเส้นผม เพื่อให้ผมเป็นมัน มีกลิ่นหอมและจัดทรงง่าย

ความงามตามขนบและวัฒนธรรมของแต่ละชนชาติ ล้วนมีเสน่ห์และเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ แต่สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์เหล่านี้ กำลังจะถูกกลืนหายไปกับกระแสสมัยใหม่ที่รุกคืบเข้ามา ซึ่งทำให้คนรุ่นใหม่เปลี่ยนทัศนคติความงามจากขนบเดิมๆ  เป็นเรื่องที่เชย ล้าสมัย เมื่อใดที่คนรุ่นใหม่มองเห็นว่าการรักษาวัฒนธรรมเดิมเป็นสิ่งไร้ค่า เมื่อนั้นการจะคงไว้ซึ่งรากของวัฒนธรรมนั้นก็จะเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก

 

 

ศิลปะภาษาสากลและเอกลักษณ์ของชาติต่างๆ

Written by warittha on August 9th, 2013. Posted in บทความ

 

ในหลาย ๆ ประเทศในโลกนี้ ต่างมีวัฒนธรรม ภาษา ความเป็นอยู่แตกต่างกัน ถึงแม้ว่าจะมีความแตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่สามารถสื่อสารและเข้าใจกันได้โดยไม่ต้องเอ่ยเอื้อนคำใด ๆ ออกมา นั่นคือ ศิลปะ แต่ละประเทศต่างก็มีงานศิลป์ที่สื่อถึงเอกลักษณ์และความเป็นตัวตนของประเทศนั้น ๆ ซึ่งศิลปะถือว่าเป็นภาษาสากล ที่สามารถสื่อถึงอารมณ์ ความหมายและเรื่องราวต่างๆ ได้โดยไม่ต้องอธิบายอะไร เช่น ศิลปะในแบบอารยธรรมอาหรับ ซึ่งมีลวดลายบอกเล่าเรื่องราวโดยการผสมผสานตัวหนังสือและสีสันออกมาเป็นลวดลายตกแต่งประดับตามมัสยิด หรือ ลวดลายบนพรม รูปวาดต่างๆ ที่ผู้พบเห็นสามารถรู้ได้ว่า นี่คืออาหรับ  หรือ ลายไทย ซึ่งมีความงดงามอ่อนช้อย และ เป็นที่ชื่นชอบของต่างชาติ หรือ ศิลปะแบบตะวันตก ในหลาย ๆ ยุคที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง และ สื่อความหมายเรื่องราวผ่านลายเส้นต่าง ๆ ไม่ว่าจะรูปวาด หรือ งานสถาปัตยกรรม งานตกแต่งต่างๆ ที่ยังคงนิยมอยู่ในปัจจุบัน

 

สาเหตุที่งานศิลปะสามารถสื่อสารบอกเล่าเรื่องราว และ วัฒนธรรม ของชาติต่างๆ ได้โดยไม่ต้องมีตัวอักษรนั้น เหตุเพราะ ศิลปะถ่ายทอดออกมาจากจิตใจและความรู้สึกของจิตรกร หรือ ผู้รังสรรค์ผลงานชิ้นนั้น ๆ หรือ ถ่ายทอดเรืองราวต่าง ๆ ผ่านทางภาพวาด หรือ สิ่งก่อสร้าง  เช่น จิตรกรรมฝาผนังตามวัดของไทย  เรื่องราวของศาสนาคริสต์ตามโบสถ์ต่าง ๆ ทั่วโลก หรือ แม้แต่พระคัมภีร์อัลกุรอาน ตามมัสยิดต่างๆ  ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนความเป็นมาของศาสนา วัฒนธรรม ของชนชาตินั้น  ๆ หรือ งานศิลปะต่าง ๆ ที่มีการจัดแสดง เช่น จิตรกรรม ปะติมากรรม หรือ ภาพถ่าย ซึ่งผู้ที่สร้างผลงานถ่ายทอดเรื่องราว ความรู้สึกต่าง ๆ ผ่านผลงาน เพื่อให้ผู้ชมได้รับทราบถึงความหมายที่ต้องการสื่อผ่านชิ้นงานนั้น ๆ ดังนั้น ศิลปะจึงถือได้ว่าเป็นอีกสิ่งที่สามารถบอกเล่าถึงสิ่งต่าง ๆ ในแต่ละยุคสมัย มีความเป็นสากล และ เป็นสิ่งที่จรรโลงโลกใบนี้ให้มีความสวยงาม ไม่ว่าชาติไหน ๆ ต่างก็ต้องมีศิลปะในแบบของตนเองเพื่อคงไว้ถึงเอกลักษณ์ของตน

กาเมลัน บทบรรเลงท่วงทำนองแห่งชวา

Written by warittha on August 8th, 2013. Posted in บทความ

กาเมลัน (Gamelan) เป็นวงดนตรีประจำชาติของอินโดนีเซีย ซึ่งในปัจจุบันก็ยังสามารถพบเห็นวงดนตรีกาเมลันนี้ได้อย่างแพร่หลายในการแสดงต่างๆ ของชวา บาหลี และอินโดนีเซีย เครื่องดนตรีหลักๆ เป็นประเภทเครื่องตี วัสดุเป็นทองเหลือง เช่น ฆ้อง ระนาดโลหะ ซึ่งก็เป็นที่มาของชื่อ กาเมลัน ที่มาจากคำว่า “กาเมล” (Gamel) อันหมายถึง ฆ้องประเภทหนึ่ง นั่นเอง

การเกิดขึ้นของวงดนตรีกาเมลันที่กลายเป็นวงดนตรีประจำชาติอินโดนีเซียนี้ มีตำนานกล่าวว่า บรรพบุรุษผู้สร้างเครื่องดนตรีเหล่านี้ได้แรงบันดาลใจจากเสียงตำข้าวด้วยครกกระเดื่อง บ้างก็กล่าวว่า
กาเมลัน มาจากเสียงของกบร้องในฤดูฝน แต่จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ อาจมีความเป็นไปได้ว่า
กาเมลันรับอิทธิพลจากวัฒนธรรมดองซอนซึ่งมีการทำกลองและสำริดอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งมีหลักฐานการค้นพบได้ทั่วไปในภูมิภาคอินโดจีนโบราณ

ภาพแสดงเครื่องดนตรีทั้งหมดในวงดนตรีกาเมลัน

ในการบรรเลงดนตรีของวงกาเมลันนั้น 1 วง จะมีเครื่องดนตรีตั้งแต่ 5-10 ชนิด เช่น ระนาดโลหะ (Saron) ฆ้องราง (Bonang) ฆ้องที่ห้อยอยู่บนราว (Kempul) และเกนอง (Kenong) ซึ่งรูปร่างเหมือนผอบโลหะที่มีฝาปิด วางอยู่บนแท่น เป็นต้น ลักษณะของวงกาเมลัน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ แบบหนัก ได้แก่ ระนาดโลหะ ฆ้องวง ฆ้องชุด ซึ่งเหมาะกับการบรรเลงนอกอาคาร เพราะมีเสียงดังกังวานพิเศษ และอีกประเภทคือ แบบนุ่ม ซึ่งจะมีพวกเครื่องไม้ เครื่องเป่าไม้และพิณ มาผสม เช่น ระนาดไม้ (Gambang) พิณ 2 สาย และขลุ่ยไม้ไผ่ (Suling) เป็นต้น ซึ่งเครื่องดนตรีเหล่านี้จะให้เสียงที่ทุ้มต่ำและแว่วหวาน เหมาะที่จะใช้บรรเลงภายในอาคาร

แม้ว่าจะมีกระแสโลกาภิวัตน์ที่เชี่ยวกราก แต่การบรรเลงดนตรีกาเมลันก็ยังสามารถครองหัวใจผู้คนชาวอินโดนีเซียไว้ได้ อีกทั้งยังเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก เพราะการเห็นคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมของชาวอินโดนีเซีย ทำให้ กาเมลัน ยังสามารถดำรงอยู่และจะยังคงสืบต่อไปชั่วลูกหลานของพวกเขา

 

 

เยี่ยมชมมัสยิดสุลต่าน โอมาร์ อาลี ไซฟุดดิน ทัชมาฮาลแห่งบรูไน

Written by warittha on August 2nd, 2013. Posted in บทความ

มัสยิดสุลต่าน โอมาร์ อาลี ไซฟุดดิน (Sultan Omar Ali Saifuddien Mosque) เป็นมัสยิดใจกลางเมืองหลวง บันดาร์เสรีเบกาวัน สำหรับชื่อมัสยิดนั้นตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่ สุลต่าน โอมาร์ อาลี ไซฟุดดิน ซึ่งเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 28 ของบรูไน ตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำบรูไน มีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นและสวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ภายนอกมีสัญลักษณ์ที่เด่นชัดมาก คือ โดมทองคำ ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดสูงสุดของมัสยิด หออะซานหินอ่อน ภายในมัสยิดประดับตกแต่งด้วยหินอ่อนและกระเบื้องสีอย่างเรียบง่าย เหมาะสมสำหรับสถานที่ในการสวดมนต์ขอพร และยังใช้เป็นเวทีประกวดอ่านคัมภีร์อัลกุรอาน            งานสถาปัตยกรรมของมัสยิดแห่งนี้เป็นการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมแบบอิสลามกับสถาปัตยกรรมอิตาลี ได้รับการขนานนามว่า มินิ

           

ความอลังการภายในมัสยิดสุลต่าน โอมาร์ อาลี ไซฟุดดิน แสดงถึงความงดงามตามแบบอย่างของศาสนาอิสลาม

ทัชมาฮาล ออกแบบโดย Cavalierre Rudolfo Nolli ชาวอิตาลี บริเวณด้านหน้าของมัสยิดเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ มีการจำลองเรือพระราชพิธีมาประดับ นับเป็นจุดเด่นอีกประการหนึ่ง มัสยิดแห่งนี้ภายนอกแวดล้อม ไปด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิดซึ่งเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงดินแดนแห่งสรวงสวรรค์ มีสะพานข้ามแม่น้ำจากมัสยิดไปถึงหมู่บ้านน้ำ กัมปง อาเยอร์ มัสยิดแห่งนี้เป็นศูนย์รวมความศรัทธาของชาวมุสลิมในบรูไน ซึ่งจะเข้ามาประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและในเดือนรอมฎอน เดือนสำคัญของการปฏิบัติตามหลักคำสอนของศาสนาที่จะให้ผู้ที่เป็นมุสลิมทุกคนเข้าใจถึงความอดอยากของผู้อื่น จึงให้ชาวมุสลิมถือศีลอด คือ งดการกินอาหารในช่วงพระอาทิตย์ขึ้นจนกระทั่งพระอาทิตย์ตกดินและไม่เกี่ยวข้องกับอบายมุขใดๆ ชาวมุสลิมประเทศบรูไนจะให้ความสำคัญกับประเพณีทางศาสนานี้ ทำให้มัสยิดสุลต่าน โอมาร์ อาลี ไซฟุดดิน คลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่มาปฏิบัติศาสนกิจในช่วงเดือนรอมฎอนกันอย่างหนาแน่น กล่าวได้ว่า มัสยิดสุลต่าน โอมาร์ อาลี ไซฟุดดิน เป็นศูนย์รวมจิตวิญญาณของชาวมุสลิมชาวบรูไน


สะพานที่เชื่อมระหว่างมัสยิดสุลต่าน โอมาร์ อาลี ไซฟุดดิน กับหมู่บ้านน้ำ กัมปง อาเยอร์

ปริศนาทุ่งไหหิน อารยธรรมโบราณในอุษาคเนย์

Written by warittha on July 29th, 2013. Posted in บทความ

ก้อนหินขนาดใหญ่ รูปร่างคล้ายไห ตั้งตระหง่านผ่านกาลเวลามากว่าพันปี อยู่ในพื้นที่ราบสูงของเมืองโพนสวรรค์ แขวงเชียงขวาง ทางภาคเหนือของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งเคยเป็นสมรภูมิรบในสงครามเวียดนาม ก้อนหินนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ใครเป็นผู้สรรค์สร้าง และสร้างด้วยวัตถุประสงค์ใด ทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครสามารถให้คำตอบที่กระจ่างได้

ไหหินเหล่านี้ ถูกค้นพบโดยมาดโดแลน โกลานี นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสในทศวรรษ 1930 โดยโกลานีเชื่อว่า ทุ่งไหหินนี้กำเนิดขึ้นจากอารยธรรมที่รุ่งเรืองขึ้นช่วง 300 ปี ก่อนคริสตกาลถึง ค.ศ. 300 และสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นอนุสรณ์สถานเกี่ยวกับพิธีศพ เนื่องจากมีการค้นพบเถ้ากระดูกมนุษย์ในไหบางลูกและสุสานขนาดใหญ่ที่ตำบลบ้านอ่างบนเขตที่ราบสูงเชียงขวาง ลูกปัดจากจีน เครื่องประดับของชนเผ่าไท และรูปสำริดของเวียตนาม ขนาดของไหหินแต่ละใบ มีเส้นผ่านศูนย์กลางและความสูงโดยเฉลี่ย 1.5 เมตร ตัววัสดุของไหหินนี้พบว่าสกัดขึ้นจากหินทรายซึ่งหาได้ในท้องถิ่น แต่ก็มีหลายใบที่ปรากฏร่องรอยว่าถูก

ลากขึ้นมาจากที่อื่น มีตำนานเล่าเรื่องราวการกำเนิดขึ้นของทุ่งไหหินว่า ไหหินเหล่านี้เป็นไหเหล้าของขุนเจือง กษัตริย์ลาวผู้ปลดแอกราษฎรจากประมุขผู้กดขี่โหดร้าย

ทุ่งไหหิน มีหลักๆ 3 กลุ่ม ด้วยกัน คือ กลุ่มที่หนึ่ง กลุ่มทุ่งไหหิน อยู่ห่างจากโพนสวรรค์มาทางตะวันตกเฉียงใต้ 15 กิโลเมตร มีไหหินอยู่กว่า 250 ใบและมีขนาดใหญ่กว่ากลุ่มอื่นๆ มาก กลุ่มที่สองคือกลุ่มไหหินภูสลาโต อยู่ถัดจากโพนสวรรค์ลงมาทางใต้ 25 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่เนินเขาสองลูกและพบไหหินกระจายกันอยู่ราว 100 ใบ กลุ่มที่สามคือ กลุ่มไหหินลาดค่าย อยู่ถัดลงมาอีก 10 กิโลเมตร ประกอบด้วยไหหินประมาณ 150 ใบ กระจายกันอยู่บนเนินเขาลูกเล็กๆ ที่มองลงมาเห็นวิวของเขตที่ราบและท้องทุ่งนาของบ้านเชียงดีบนเนินลูกถัดไปอย่างทั่วถึง

ปัจจุบันรัฐบาลลาวกำลังผลักดันให้องค์การยูเนสโกจดทะเบียน ทุ่งไหหิน (Plain of Jar) ในแขวงเชียงขวางให้เป็นแหล่งมรดกโลกแห่งหนึ่งนอกเหนือจากเมืองหลวงพระบาง และปราสาทวัดภู แขวงจำปาสักและยังทำการเก็บกู้ระเบิดที่หลงเหลือจากสงครามเวียดนาม เนื่องจากบริเวณแขวงเชียงขวางเคยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางทหารเพราะความได้เปรียบทางภูมิประเทศซึ่งติดต่อกับ พรมแดนเวียดนามด้วยเส้นทางหมายเลข 7 หรือเส้นทางสายโฮจิมินห์ที่ใช้ส่งกำลังบำรุงและอาวุธยุทโธปกรณ์จากเวียดนาม เหนือมายังขบวนการปะเทดลาวหรือลาวฝ่ายซ้าย

พื้นที่ทางอารยธรรมแห่งนี้ ผ่านประวัติศาสตร์อันมากมายทั้งการดำรงอยู่ของมนุษย์ในอดีต ความรุ่งเรืองของชนชาติไปจนถึงการก่อเกิดสงคราม แต่ทุ่งไหหินก็ยังคงเป็นปริศนาต่อไป อันเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมชมหลักฐานทางอารยธรรมแห่งนี้

ชื่อประเทศเวียดนาม และตำนานการกำเนิดประเทศ

Written by warittha on July 21st, 2013. Posted in บทความ

คำว่า เหวียด (Viêt) เคยใช้ครั้งแรกในศตวรรษที่ 11 เพื่อเรียกดินแดนที่อยู่ทางใต้ของจีนบนชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกซึ่งถือว่าเป็นอาณาจักรแห่งแรกของเหวียดทางชายฝั่งภาคใต้ของจีนก่อนปีคริสต์ศักราช 1042 หรือประมาณ 3 พันปีมาแล้ว เหวียด (Viêt) มาจากคำว่า เยวะ (Yue) เป็นคำที่ชาวจีนใช้เรียกชนกลุ่มต่างๆ ที่อยู่ชายแดนอาณาจักรฮั่นและสามเหลี่ยมแม่น้ำแดง

ชาวเวียดนามมักจะเปรียบรูปร่างประเทศของตนว่าเหมือนตะกร้าใส่ข้าวสองใบแขวนอยู่ปลายสุดของไม้คาน คือรูปตัว S ที่มีความยาวกว่า 1,200 ไมล์ ทีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 127,241 ตารางไมล์ พื้นที่ส่วนที่กว้างที่สุดประมาณ 300 ไมล์และส่วนที่แคบที่สุดประมาณ 45 ไมล์ ตะกร้าใส่ข้าวทั้งสองคือบริเวณแม่น้ำแดงทางภาคเหนือและบริเวณแม่น้ำโขงทางภาคใต้ ไม้คานที่ใช้หาบตะกร้าคือแนวเทือกเขาซึ่งกั้นพรมแดนเวียดนาม-ลาว และเวียดนาม-กัมพูชา ประชากรส่วนใหญ่อยู่กันหนาแน่นตามที่ราบลุ่ม ส่วนบริเวณพื้นที่สูงจะเป็นที่อยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ

ตำนานการเกิดประเทศเวียดนาม กล่าวว่า มีกษัตริย์องค์หนึ่งชื่อ หลฺาก ลอง เกวิน (Lac Long Quân) แห่งประเทศ ซิจ กวี๋ (Xích Quy) ซึ่งอยู่ทางภาคกลางของจีนเป็นทายาทเทพเจ้าแห่งทะเล อภิเษกสมรสกับเทพธิดา เอิว เกอ (Âu Co) อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขและมีบุตร 100 คน แต่เป็นเพราะทั้งสองมีกำเนิดที่แตกต่างและความไม่มั่นคงของชีวิตบนโลก ทั้งสองจึงตัดสินใจแยกกันอยู่โดยแบ่งลูกไปฝ่ายละ 50 คน กษัตริย์พาลูก 50 คน ไปอยู่ในที่ราบและบริเวณฝั่งแม่น้ำ ส่วนเอิว เกอ พาลูก 50 คนไปอยู่ที่ภูเขามีป่าทึบ ดังนั้นจึงมีรัฐเกิดขึ้น 100 รัฐ เมื่อแยกตัวออกจากประเทศซิจ กวี๋

กษัตริย์ได้มอบอำนาจการปกครองให้กับลูกชายคนโตชื่อ หุ่ง เวือง (Hùng Vuong) ซึ่งเป็นผู้สถาปนาราชวงศ์ ห่ง บ่าง (Hông Bàng) ประเทศวัน ลาง (Vãn Lang) หมายถึง ประเทศที่มีวัฒนธรรม ก็คือ ปฐมนามของประเทศเวียดนามนั่นเอง

ตามตำนาน ลูกๆ ทั้ง 100 คนนี้มีความสามัคคีรักใคร่กันเป็นอย่างดี อีกทั้งมีความกล้าหาญ ถือว่ารับส่วนนี้มาจากบิดา ในขณะเดียวกันก็รับเอาความสวยงาม ความมีเสน่ห์จากมารดาซึ่งสืบทอดมาให้เห็นในคนเวียดนามปัจจุบันว่า เป็นผู้ที่กล้าหาญ เป็นนักต่อสู้อดทนอย่างยิ่งยวด ในขณะเดียวกันก็เป็นผู้มีเสน่ห์ สง่างาม