Author Archive

นิกายลิงคายัต : ไศวนิกายแห่งความเท่าเทียม

Written by teeranun on September 29th, 2013. Posted in บทความ

นิกายลิงคายัตหรือวีรไศวนิกาย สันนิษฐานว่าก่อตั้งโดยชคัทคุรุ ปัญจาจารย์ (คณะอาจารย์ทั้ง 5) ซึ่งปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์พุทธศตวรรษที่ 2 ทั้งนี้ นิกายลิงคายัตเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างทางแถบอินเดียใต้ราวพุทธศตวรรษที่ 17 โดยคุรุพัสวันนาหรือพัสเวศวร ซึ่งนับถือพระศิวะในรูปของลึงค์เป็นเทพเจ้าสูงสุดเพียงองค์เดียว

ลิงคายัตมาจากคำในภาษากันนัร ออกเสียงว่า “ลิงควันต์” หมายถึงผู้สวมอิษฏลึงค์ตามร่างกาย อิษฏลึงค์มีลักษณะเป็นสัญลักษณ์รูปไข่แทนการระลึกถึงพระศิวะ เป็นสัญลักษณ์แทนความหมายที่ว่าพระศิวะเป็นความจริงสูงสุด สาวกในนิกายนี้จะพกอิษฏลึงค์ไว้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำตัว อิษฏลึงค์กับลึงค์มีความแตกต่างกัน กล่าวคือลึงค์จะประดิษฐานอยู่ในวัดเท่านั้น ส่วนอิษฏลึงค์ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญที่สาวกนิกายลิงคายัตจะพกติดตัวไว้ตลอด ทำจากหินชนวนทาด้วยมูลวัวผสมขี้เถ้า บางครั้งผสมเนยฆีลงไปด้วย มักจะทำเป็นชิ้นเล็กจำลองจากสถาพรลึงค์ ซึ่งอิษฏลึงค์นี้ไม่ถือว่าเป็นตัวแทนของพระศิวะ เพราะโดยรากศัพท์สันสกฤต อิษฏ แปลว่า ความต้องการหรือความปรารถนา จึงถือว่าอิษฏลึงค์นี้เป็นเพียงสิ่งที่ทำให้ระลึกถึงพระศิวะ แต่ไม่ใช่สัญลักษณ์แทนองค์พระศิวะ สาวกในนิกายลิงคายัตยังไม่บริโภคเนื้อสัตว์ทุกประเภทรวมถึงเนื้อปลา และมีข้อห้ามในการดื่มสุราเมรัยที่เคร่งครัด

ผู้ก่อตั้งนิกายลิงคายัตชื่อว่าพัสวันนา เป็นผู้ต่อต้านระบบวรรณะ จนกระทั่งเป็นผู้คิดปรัชญาแนวใหม่ที่ปฏิเสธระบบวรรณะ แนวคิดดังกล่าวมีผู้สนับสนุนเป็นจำนวนมากและแนวคิดนี้ได้เผยแพร่บริเวณ
รัฐกรรนาฏกะทางแถบอินเดียใต้ฝั่งตะวันตก โดยแนวคิดของพัสวันนาเชื่อว่าพระศิวะคือผู้สร้างทุกสรรพสิ่ง ซึ่งทุกสรรพสิ่งนี้ไม่มีความแตกต่างในเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา เพศ ภาษา ฯลฯ เพราะถือว่ามีต้นกำเนิดจากพระศิวะทั้งหมด

ข้อบัญญัติที่สำคัญประการหนึ่งของนิกายลิงคายัตคือ “ทาโสหะ” ซึ่งพัสวันนาคิดข้อบัญญัตินี้ขึ้นเพื่อต่อต้านแนวคิดแบบศักดินาที่มีการแบ่งลำดับชนชั้นของคนเป็นผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครอง พัสวันนาเห็นว่ามนุษย์ควรปกครองตัวเอง ทำมาหากินให้เต็มที่ และรับใช้สังคม หากทุกคนปฏิบัติเช่นนี้ได้ ก็จะเป็นการธำรงรักษาสังคมไปในตัว และเป็นการส่งเสริมให้คนลดความเห็นแก่ตัวลงได้ นิกายลิงคายัตจึงถือเป็นนิกายที่สร้างความเท่าเทียมกันของบุคคล และยังเปิดโอกาสให้บุคคลพัฒนาศักยภาพของตนเอง รวมถึงการสร้างประชาคมทางจิตวิญญาณที่เน้นความเป็นประชาธิปไตยทั้งทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ

สิการัน : ศิลปะการเตะของฟิลิปปินส์

Written by teeranun on September 26th, 2013. Posted in บทความ

 

สิการันเป็นภาษาตากาล็อก หมายถึงการเตะ เป็นศิลปะการต่อสู้พื้นเมือง (เมืองที่นิยมเล่นสิการันคือเมืองบารัส (Baras) ในจังหวัดริซัล (Rizal)) โดยใช้เท้าของฟิลิปปินส์ก่อนที่ชาวสเปนจะมาถึง มีความคล้ายคลึงกับคาราเต้ของญี่ปุ่น เชื่อกันว่ามีพัฒนาการมาจากเกษตรกร ที่ใช้สู้กันเมื่อถึงเทศกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตร

ในการต่อสู้สิการัน มักจะใช้ลานตากข้าวเป็นสนามรูปวงกลม ถือเป็นการต่อสู้ที่สนุกสนานและเป็นการขอบคุณต่อธรรมชาติที่ให้ผลผลิตทางการเกษตรที่ดี และยังมีการเอาเท้าไปลูบหน้าควายที่กำลังป่วยก่อนการแข่งขันเพื่อเป็นการดูถูกคู่ต่อสู้ การตัดสินนั้นจะตัดสินว่าหากใครเหนื่อยหรือเจ็บเกินกว่าที่จะแข่งต่อได้ ผู้นั้นก็จะเป็นผู้แพ้ไป กติกาของสิการันห้ามใช้หมัดชกคู่ต่อสู้ แต่สามารถใช้มือในการป้องกันการเตะของคู่ต่อสู้ได้ หากผู้ใดละเมิดกฎกติกาก็จะถูกไล่ออกจากสนามทันที

สิการรันจะมีรูปแบบการเตะเฉพาะตัวที่เรียกว่า “เบียกิด” (Biakid) ซึ่งมีท่ากระโดดเตะตีลังกา (ซัมเมอร์ซอลท์)

“ปาดัมบา” (Padamba) คือการกระโดดเตะ

“ตูฮอด” (Tuhod) คือการเข่า

“ปิลาติก” (Pilatik) คือการเตะรูปแบบต่างๆ ทั้งเตะข้าง เตะข้างหลัง เตะข้างหน้า และการหมุนตัวเตะ

“ปังฮิโล” (Panghilo) เป็นการเตะจุดสำคัญต่างๆเพื่อให้คู่ต่อสู้ชะงัก เช่น การเตะต้นขา เตะไต ถีบหน้าอก ถีบเข่า หรือเหยียบเท้า

“ปามาเต” (Pamatay) คือการเตะที่รุนแรงถึงขั้นไม่สามารถสู้ต่อได้หรือหมดสติ เช่น การเตะก้านคอ เตะหัว ถีบหน้าขา เตะหัวใจ หรือเตะและถีบกระดูสันหลัง นอกจากนี้ ยังมีการตอกส้นใส่ศีรษะของคู่ต่อสู้ และการถีบหน้าคู่ต่อสู้

ในปัจจุบัน สิการันยังได้รับการบรรจุในวิชาพลศึกษาของฟิลิปปินส์อีกด้วย

 

ศาสนาอิสลามในเกาหลี

Written by teeranun on September 19th, 2013. Posted in บทความ

ในเกาหลีใต้ มีผู้นับถือศาสนาอิสลามจำนวนเพียงราวๆ 35,000 คน ซึ่งชาวมุสลิม (ทั้งที่เป็นชาวเกาหลีและชาวต่างชาติที่นับถืออิสลาม) ในเกาหลีมักรวมตัวกันอยู่ในบริเวณมัสยิดที่สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1976 ในกรุงโซล โดยมัสยิดนี้ได้รับทุนสนับสนุนการสร้างจากกลุ่มเผยแพร่ศาสนาอิสลามแห่งมาเลเซียร่วมกับชาติอิสลามอื่นๆ

ส่วนในเกาหลีเหนือ ไม่พบผู้นับถือศาสนาอิสลามอย่างเป็นทางการ เนื่องจากเกาหลีเหนือเป็นเผด็จการคอมมิวนิสต์ ซึ่งไม่สนับสนุนการนับถือศาสนาใดๆในประเทศ

ศาสนาอิสลามเริ่มเป็นที่รู้จักในเกาหลีในช่วงครึ่งหลังคริสต์ศตวรรษที่ 7 โดยกลุ่มพ่อค้ามุสลิมที่เข้ามาทำการค้าขายกับราชวงศ์ถังของจีน รวมถึงได้เข้ามาทำการค้าขายกับอาณาจักรซิลลาอีกด้วย

ศาสนาอิสลามได้เริ่มเผยแพร่เข้าสู่สหพันธรัฐซิลลาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 9 โดยพ่อค้าชาวอาหรับและเปอร์เซีย มีบันทึกว่าอิบ คูรดาธเบ (Ibn Khurdadhbeh) นักสำรวจและนักภูมิศาสตร์ชาวเปอร์เซีย ได้ตั้งถิ่นฐานถาวรและยังสร้างหมู่บ้านชาวมุสลิมในเกาหลี เชื่อกันว่ารูปปั้นทวารบาลในสมัยนั้นเป็นฝีมือช่างแกะสลักของชาวเปอร์เซียที่อพยพเข้ามา

จนเข้าสู่สมัยอาณาจักรโครยอในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 ได้มีมุสลิมหลายเชื้อชาติเข้ามาค้าขายและอาศัยอยู่ในเกาหลีอีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะพวกมองโกล มีบันทึกว่ามีมัสยิดในเมืองหลวงเกซอง (ปัจจุบันเป็นเมืองในเกาหลีเหนือ) เมื่อเข้าสู่สมัยโชซอน ชาวเกาหลีได้ประยุกต์ปฏิทินของจีนกับอิสลามมาใช้ร่วมกัน อย่างไรก็ตามชาวมุสลิมในเกาหลีช่วงเวลานี้ก็ไม่ค่อยได้รับกล่าวถึงอีก

จนช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 ชาวเกาหลีเริ่มรู้จักกับศาสนาอิสลามอีกครั้งในช่วงสงครามเกาหลี เนื่องจากมีทหารมุสลิมจากตุรกีเข้ามาร่วมรบด้วย ซึ่งนอกจากจะร่วมรบทหารตุรกียังได้เผยแพร่ศาสนาอิสลามแก่คนเกาหลี จนมีการก่อตั้งสมาคมชาวมุสลิมในเกาหลีขึ้นในปี ค.ศ. 1955 และเติบโตจนกลายเป็นสหพันธ์ชาวมุสลิมในเกาหลีในปี ค.ศ. 1967

ในปัจจุบัน ได้มีประเทศอิสลามต่างๆที่ให้การสนับสนุนชาวมุสลิมในเกาหลีใต้ เช่น ซาอุดิอาระเบีย มาเลเซีย เป็นต้น ในปี ค.ศ. 2009 สหพันธ์ชาวมุสลิมในเกาหลีได้เปิดโรงเรียนประถมอิสลาม Prince Sultan Bin Abdul Aziz ขึ้นเป็นแห่งแรก โดยทำการสอนหลักศาสนาอิสลามร่วมกับหลักสูตรวิชาการทั่วไปของเกาหลีใต้ ในส่วนของอนาคตมีแผนที่จะเปิดโรงเรียนมัธยม มหาวิทยาลัย และศูนย์วัฒนธรรมอิสลามในเกาหลีใต้เพิ่มขึ้นอีกด้วย

 

อโฆรี : ไศวนิกายผู้กินซากศพแห่งชมพูทวีป

Written by teeranun on September 17th, 2013. Posted in บทความ

 

อโฆรีเป็นนิกายหนึ่งในไศวนิกาย เชื่อกันว่าแยกจากนิกายตันตระ กปาลิกะ (เกิดขึ้นเมื่อราว ค.ศ. 1000) ในอินเดียเมื่อราวคริสต์ศตวรรษที่ 14 อโฆรีเป็นพวกที่มีวัตรปฏิบัติสุดโต่งและแปลกแยกจากจารีตในสังคมอินเดีย รวมถึงพิธีกรรมต่างๆอันไม่เป็นที่ยอมรับตามหลักศาสนาฮินดู

พวกอโฆรียังเป็นพวกกินซากศพมนุษย์ ดื่มสุรา การใช้สารเสพติดประเภทฝิ่นและยาหลอนประสาท รวมทั้งดื่มกินปัสสาวะและอุจจาระ เนื่องจากพวกอโฆรีเห็นว่าศพก็เป็นสิ่งที่มาจากพระเป็นเจ้า ชอบอาศัยอยู่สุสาน นำขี้เถ้าที่ได้จากการเผาศพทาตัวหรือใช้ผ้าห่อศพนุ่งห่ม ใช้กะโหลกคนเป็นบาตรสำหรับรับอาหารและน้ำ และพกอัญมณีติดตัว

คุรุในนิกายอโฆรีมักจะเป็นผู้นำทางศาสนาในชุมชนชนบท รวมถึงเป็นผู้รักษาโรคที่การแพทย์ทั่วไปไม่สามารถรักษาให้หายได้ ผู้ป่วยจะเชื่อว่าพวกอโฆรีสามารถเคลื่อนย้ายโรคและนำความมีสุขภาพดีมาให้โดยใช้ร่างกายของพวกอโฆรีเองเป็นสื่อกลาง

พวกอโฆรีจะนับถือพระศิวะในรูปแบบของไภรวะเป็นหลัก โดยเชื่อว่าไภรวะเป็นสิ่งที่ทำให้เข้าถึงโมกษะและหลุดพ้นจากสังสารวัฏ มีพื้นฐานความเชื่อที่สำคัญ 2 ประการคือพระศิวะเป็นสิ่งที่สมบูรณ์ในตนเองและเป็นผู้ให้กำเนิดทุกสรรพสิ่ง

การฝึกตนเองของพวกอโฆรีเพื่อให้หลุดพ้นจากสังสารวัฏจะใช้ศพมนุษย์เป็นแท่นบูชาในการประกอบพิธีกรรม เข้าทรงนางตารา (พระแม่กาลี) และทำให้ร่างทรงมีพลังเหนือธรรมชาติ เทพและเทพีอื่นๆที่พวกอโฆรีนิยมนับถือ ได้แก่ พระศิวะ มหากาล วีรภัทร อวธูติ ธูมาวดี พคลามุขี ไภรวี เป็นต้น รวมถึงการนับถือ
พระทัตตเตรยะ (ภาครวมกันระหว่างพระพรหม พระวิษณุ และพระศิวะ) นิกายนี้ไม่เชื่อแนวคิดทวิภาวะ

สัญลักษณ์ที่พวกอโฆรีนำมาตีความคือตรีศูล ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ส่วนประกอบ 3 ประการที่พระศิวะหรือศักติใช้สร้างสรรค์จักรวาล ดังนี้

1. อิจฉา ศักติ (พลังแห่งความต้องการ)

2. ชญาณ ศักติ (พลังแห่งความรู้)

3. กริยา ศักติ (พลังแห่งการกระทำ)

ส่วนด้ามไม้เท้าเป็นสัญลักษณ์แทนกระดูกสันหลังมนุษย์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการฝึกสมาธิจนทำให้เข้าถึงความรู้แจ้ง

เหล่าสาวกในนิกายอโฆรีอาศัยอยู่ในสุสานแถบอินเดีย เนปาล และมีประปรายแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สาวกเหล่านี้ไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมมากนัก ศูนย์กลางของนิกายนี้อยู่รวินทรบุรี เมืองพาราณสี