Author Archive

เขตเศรษฐกิจพิเศษราซอน

Written by teeranun on October 30th, 2013. Posted in บทความ

 

เขตเศรษฐกิจราซอน

เขตเศรษฐกิจพิเศษราซอน (라진선봉 경제특구) หรือที่แต่เดิมเรียกกันว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษราจิน ตั้งขึ้นเมื่อช่วงต้นปี ค.ศ. 1990 ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีหรือที่เรารู้จักกันในชื่อไม่เป็นทางการว่าเกาหลีเหนือ จุดประสงค์ของการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษนี้ขึ้นก็เพื่อต้องการให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน เขตเศรษฐกิจดังกล่าวนี้ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศ มีชายแดนติดกับจังหวัดจี้หลินของประเทศจีนและรัฐพรีมอร์สกี้ของรัสเซีย รวมถึงมีท่าเรือที่รองรับการติดต่อค้าขายกับสองประเทศนี้ด้วย โดยจีนเป็นผู้ให้การสนับสนุนทางด้านสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ระบบไฟฟ้า รวมถึงเส้นทางการขนส่งสินค้าแก่เขตเศรษฐกิจพิเศษนี้

เขตเศรษฐกิจพิเศษราซอนบริหารโดยคณะกรรมาธิการความร่วมมือเศรษฐกิจภายนอกประเทศ (Committee of External Economic Cooperation (CPEEC)) ซึ่งบริษัทต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนได้จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมาธิการนี้ก่อน

ปัจจุบันมีบริษัทต่างๆที่เข้ามาลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษนี้ ได้แก่ ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจคาสิโน ธุรกิจขนส่ง ธุรกิจอุตสาหกรรมต่างๆ และธุรกิจการธนาคาร

ทั้งนี้ ทางจีนและรัสเซียได้พัฒนาเส้นทางการเดินทางจากราซอนไปยังพื้นที่ต่างๆ โดยทางจีนได้พัฒนาถนน ส่วนรัสเซียได้พัฒนาทางรถไฟสายเปียงนาไปยังเมืองคาซันในรัสเซีย เพื่อไปเชื่อมต่อกับเส้นทางรถไฟสายทรานส์-ไซบีเรีย นอกจากนี้ยังมีท่าเรืออีก 3 ท่าคือ ท่าเรือราจินที่ขนสินค่าได้ราว 3 ล้านตัน ท่าเรือซอนบงที่ขนสินค้าได้ราว 2-3 ล้านตัน และท่าเรือชองจินที่ขนสินค้าได้ราว 8 ล้านตัน โดย 2 ท่าเรือแรกจีนเป็นผู้บริหารจัดการการขนส่งถ่านหินไปเซียงไฮ้ ส่วนท่าเรือสุดท้ายรัสเซียเป็นผู้บริหารจัดการ

สมเด็จพระสังฆราชโชติปาละ มหาเถโร

Written by teeranun on October 28th, 2013. Posted in บทความ

 

สมเด็จพระสังฆราชโชติปาละ มหาเถโร ทรงเป็นพระสังฆราชองค์ที่ 10 ของบังคลาเทศ ทรงมีพระนิพนธ์ปรัชญาทางพุทธศาสนามากมาย รวมถึงทรงแปลพระธรรมในภาษาบาลีเป็นภาษาเบงกาลี และในช่วงปี ค.ศ. 1971 ที่เกิดสงครามขึ้นในบังคลาเทศ พระองค์ได้เสด็จไปยังประเทศต่างๆในทวีปเอเชียเพื่อทรงแสดงให้เห็นถึงความอยุติธรรมต่างๆที่เกิดขึ้นกับประชาชนบังคลาเทศ

พระนามเดิมของสมเด็จพระสังฆราชโชติปาละมหาเถระคือทวาริกะ โมหัน สิงห์ ประสูติ ณ หมู่บ้าน
เกมตลิทางภาคตะวันออกของประเทศ เมื่อวันที่ 5 มกราคม ค.ศ. 1914 พระบิดาชื่อจันทรมุนี สิงห์ พระมารดาชื่อเทราปตี พล สิงห์ ทั้งสองเป็นผู้เคร่งในพุทธศาสนา บรรพชาในปี ค.ศ. 1933 และอุปสมบทในวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1938 ทรงพระนิพนธ์เอกสารและตำราทางพุทธศาสนาไว้มากมาย อาทิ ทฤษฎีของกรรม (Karmatattva) ปุคคลบัญญัติ (การกำหนดประเภทของมนุษย์ : Puggala Pannatti) โพธิจริยวัตร (พุทธประวัติและคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า : Bodhi Charaya Vatara)  พุทธธรรมสิกขา (Bouddha Dharma Sikkha) พจนานุกรมบาลี-เบงกาลี ฉบับแก้ไข (Dictionary on Pali to Bengali) เป็นต้น

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงเป็นประธานและสมาชิกในสมาคมต่างๆ เช่น ประธานสมาคมสมโพธิ์แห่งบังคลาเทศ (Sambodhi Society of Bangladesh) ผู้ก่อตั้งร่วมโรงเรียนมัธยมหริสจาร ยูเนี่ยน (Harischar Union High School) เป็นต้น ที่สำคัญคือพระองค์ทรงเป็นประธานก่อตั้ง วัดโบไรเกา (Baraigaon Kanakchetiya Buddhist Vihara Complex & Baraigaon Kanakchetiya Vihara) ซึ่งเป็นศูนย์การศึกษาระดับต่างๆของฆราวาสและบรรพชิต รวมถึงทรงได้รับรางวัลด้านสันติภาพอีกมากมาย เช่น รางวัล
พระมหาสาสนนิธิ จากบังคลาเทศในฐานะผู้เผยแผ่ พระพุทธศาสนาให้กว้างขวาง รางวัลทางศาสนา และสันติภาพ โดยสมาคมนานาชาติ (IARF) Oxford สหราชอาณาจักร อังกฤษ เป็นต้น

สมเด็จพระสังฆราช โชติปาละ มหาเถโร สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่  12 เมษายน ค.ศ. 2002 ที่เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย จากนั้นรัฐบาลของสาธารณรัฐบังคลาเทศได้อัญเชิญพระศพของท่านมาที่กรุงธากา
ประเทศบังคลาเทศ

สายการบินกัมพูชา อังกอร์ แอร์

Written by teeranun on October 27th, 2013. Posted in บทความ

สายการบินกัมพูชา อังกอร์ แอร์ (Cambodia Angkor Air) เป็นสายการบินนานาชาติของกัมพูชา มีศูนย์อำนวยการอยู่ที่กรุงพนมเปญ โดยรัฐบาลกัมพูชาเป็นผู้ถือหุ้นร้อยละ 51 ส่วนหุ้นอีกร้อยละ 49 สายการบินเวียดนาม (Vietnam Airlines) เป็นผู้ถือ ซึ่งสายการบินเวียดนามมีรหัสเที่ยวบินร่วมกับสายการบินกัมพูชา อังกอร์ แอร์

สายการบินกัมพูชา อังกอร์ แอร์ ก่อตั้งขึ้นในเดือนกรกฎาคม ป ค.ศ. 2009 หลังจากที่สายการบินนานาชาติ รอยัลแอร์กัมโพช (Royal Air Cambodge) ล้มละลายในปี ค.ศ. 2001 โดยสายการบินกัมพูชา อังกอร์ แอร์เน้นเส้นทางการบินเพื่อการท่องเที่ยว โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการเดินทางมาชมนครวัด

วันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ. 2009 สายการบินนี้ได้เปิดเที่ยวบินพนมเปญ-เสียมเรียบ พนมเปญ-โฮจิมินห์ และเสียมเรียบ-โฮจิมินห์ โดยยังใช้เครื่องบินของสายการบินเวียดนามก่อน จนวันที่ 14 ธันวาคม ค.ศ. 2011 สายการบินกัมพูชา อังกอร์ แอร์ จึงได้ซื้อเครื่องบินแอร์บัสรุ่น 321 มาใช้

วันที่ 30 พฤศจิกายน ค.ศ. 2012 สายการบินได้เปิดเที่ยวบินเสียมเรียบ-สุวรรณภูมิ โดยให้บริการทุกวัน ซึ่งก่อนที่สายการบินกัมพูชา อังกอร์ แอร์ จะเปิดบริการเส้นทางนี้ มีเพียงสายการบินบางกอกแอร์เวย์เพียงสายการบินเดียวเท่านั้นที่เปิดเที่ยวบินในเส้นทางนี้ โดยสายการบินกัมพูชา อังกอร์ แอร์ใช้เครื่องบินใบพัดรุ่น
ATR 72 ในการบริการเส้นทางนี้

วันที่ 7 มกราคม ค.ศ. 2013 สายการบินได้เปิดเส้นทางใหม่คือพนมเปญ-ฮานอย และเสียมเรียบ-ฮานอย และในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ปีเดียวกัน ก็ได้เปิดเที่ยวบินพนมเปญ-สุวรรณภูมิ โดยให้บริการทุกวัน ใช้เครื่องบินแอร์บัสรุ่น 321

วันที่ 6 มีนาคม ค.ศ. 2013 สายการบินได้เปิดเที่ยวบินเสียมเรียบ-สีหนุวิลล์ หลังจากที่ทางสายการบินเกิดภาวะขาดทุน

วันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 2013 สายการบินได้ให้บริการเครื่องบินเช่าเหมาลำสำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางจากเสียมเรียบไปเซี่ยเหมิน และวันที่ 26 กันยายนในปีนี้ ยังมีการเปิดเส้นทางเสียมเรียบกวางโจวด้วย

ปัจจุบันสายการบินนี้มีเครื่องบินทั้งหมด 7 ลำ เป็นเครื่องแอร์บัสรุ่น 321 5 ลำ (เช่ามาจากสายการบินเวียดนาม 3 ลำ) และเครื่องบินใบพัดรุ่น ATR 72 2 ลำ

ดาบกัมปิลัน

Written by teeranun on October 15th, 2013. Posted in บทความ

ดาบกัมปิลัน

ดาบกัมปิลัน (kampílan) เป็นดาบยาวคมเดียว ที่ใช้ในแถบหมู่เกาะต่างๆในฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะในเกาะมินดาเนา มีลักษณะที่สังเกตได้ชัดเจนคือมีปลายดาบที่กว้างกว่าโคนดาบ

ใบดาบกัมปิลันมีความยาวโดยเฉลี่ย 90-100 เซนติเมตร ถือว่าเป็นดาบที่มีขนาดใหญ่กว่าดาบรูปแบบอื่นๆในฟิลิปปินส์ ยกเว้นดาบปานาบัสซึ่งมีความยาวของใบดาบ 120 เซนติเมตร การตีใบดาบกัมปิลันจะใช้เทคนิคการตีเหล็กให้แผ่ออกจนเป็นใบดาบ

ด้ามจับมักจะทำจากไม้เนื้อแข็งที่หาได้ทั่วไป ส่วนดาบของผู้นำจะทำจากเงินหรือสิ่งมีค่าอื่นๆ เช่น งาช้างหรือกระดูก แล้วพันด้วยหวายหรือเชือกปอ หรือผ้ายันต์ต่างๆ เพื่อความขลังและกันลื่นเวลาใช้ ด้ามมักจะทำให้ยาวเพื่อการควบคุมน้ำหนักในการใช้ดาบ มีด้ามที่ทำเป็นรูปสัตว์กำลังอ้าปาก เช่น ตะกวด จระเข้ หรือพญานาค ในบางครั้งด้ามดาบจะประดับด้วยขนสัตว์หรือผมมนุษย์ มีฝักที่ทำจากไม้ และมีกระบังมือ นอกจากนี้ดาบกัมปิลันจะมีลักษณะเด่นคือมีการตกแต่งปลายดาบให้มีแฉกออก มักเรียกกันว่าดาบ 2 ปลาย

ดาบกัมปิลันเป็นดาบที่ใช้ในสงคราม โดยจะใช้ถือมือเดียวหรือถือสองมือก็ได้ มักจะเป็นดาบของผู้นำหรือนักรบเพื่อใช้ต่อสู้หรือล่าหัวมนุษย์ โดยมีบรรทุกว่าราชาแห่งมัคตันกับเหล่านักรบได้ใช้ดาบกัมปิลันสังหารชาวสเปนและเฟอร์ดินาน แมคเจนแลนในปี ค.ศ. 1521

 สำหรับส่วนต่างๆของดาบกัมปิลันในภาษาชาวมากุอินดาเนา และภาษาชาวมาราเนา มีดังนี้

– คมดาบ (ตุงโก : tungo ในภาษามากุอินดาเนา และ บาคุกัม : bakukum ในภาษามาราเนา)

– สันดาบ (กัลงัน : galngan ในภาษามากุอินดาเนา และ การานัง : garanang ในภาษามาราเนา)

 – ปลายดาบ (มุดชง : mudchong ในภาษามากุอินดาเนา และ โซกต : sokot ในภาษามาราเนา)

– กระบังมือ (ซัมปก : sampok ในภาษามากุอินดาเนา และ อัมพะ : ampa ในภาษามาราเนา)

– ด้ามจับ (ซุนดิ : sundi ในภาษามากุอินดาเนา  และ ซูอัง : sooang ในภาษามาราเนา)

พิธีเซงากิ : พิธีทำบุญเปรตญี่ปุ่น

Written by teeranun on October 13th, 2013. Posted in บทความ

พิธีทำบุญเปรตญี่ปุ่น

พิธีเซงากิ (施餓鬼) เป็นพิธีทางพุทธศาสนามหายานของญี่ปุ่นเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่เปรต (gaki : 餓鬼) ที่ทรมานเพราะขาดอาหาร รวมถึงการทำบุญเพื่อให้เปรตกลับสู่นรกภูมิหรือเพื่อให้เปรตอยู่แต่ในดินแดนของตน เป็นพิธีที่ดัดแปลงมาจากเทศกาลเชงเม้งของจีน

การประกอบพิธีเซงากิกระทำได้โดยการนั่งสมาธิ ไปที่วัดแล้วนำข้าวกับน้ำไปวางตามแท่นบูชาที่ห่างจากพระพุทธรูปหรือภาพพระพุทธเจ้า รวมถึงรูปเคารพพระโพธิสัตว์ ต่อมาจุดกำยานและพรมน้ำจากกิ่งสน แล้วเชิญเปรตเพื่อมารับข้าวและน้ำนั้น จากนั้นจึงจุดไฟเผากระดาษที่เขียนชื่อผู้ตาย หรือบาปที่ตนเองเคยกระทำไปแล้วจะไม่ทำอีก เมื่อเผากระดาษเสร็จก็จะสวมมนต์ต่างๆ เช่น บทมหากรุณาธารณี หรือการสวดถึงพระพุทธเจ้าหรือพระโพธิสัตว์ต่างๆ ซึ่งในปัจจุบันเมื่อประกอบพิธีเสร็จแล้วก็จะนำอาหารที่ใช้ประกอบพิธีมาบริโภค ซึ่งเหล่าพระสงฆ์ญี่ปุ่นจะใช้ช่วงเวลานี้เพื่อการปลงอาบัติอีกด้วย

ตามตำนานได้เล่าถึงการเกิดพิธีเซงากิว่าพระโมคลานะต้องการปลดปล่อยมารดาจากเปรตภูมิ ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแนะนำให้พระโมคลานะสวดสัทธรรมปุณฑริกสูตรหรือเดินทางไปนรก ซึ่งเป็นการปลดปล่อยเหล่าเปรตมาสู่โลกมนุษย์ และจะต้องประกอบพิธีเซงากิเพื่อให้เปรตเหล่านั้นกลับสู่ภูมิของตน

อีกตำนานหนึ่งกล่าวว่าเปรตตนหนึ่งได้มาบอกพระอานนท์ว่าจะมาปรากฏกายภายใน 3 วัน พระอานนท์จึงทำทานให้แก่ผู้ยากไร้เพื่อที่เปรตจะได้ไม่มาปรากฏกาย

ปัจจุบันพิธีเซงากิเป็นพิธีทำบุญเพื่อระลึกถึงผู้ตายและเป็นสัญลักษณ์ของการสะเดาะเคราะห์ พิธีนี้สามารถประกอบขึ้นเมื่อใดก็ได้ แต่โดยมากชาวญี่ปุ่นมักจะประกอบพิธีนี้เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในเทศกาลโอบง

(お盆) ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมของทุกปี อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันชาวญี่ปุ่นมักจะประกอบพิธีนี้ในวันฮาโลวีน และความสำคัญของพิธีดังกล่าวก็ลดลงไปตามยุคสมัย

 

อาหารชาวไอนุ

Written by teeranun on October 11th, 2013. Posted in บทความ

ชาวไอนุ

ชาวไอนุเป็นชนกลุ่มน้อยในญี่ปุ่น ซึ่งอาศัยอยู่บริเวณทางเหนือของประเทศ โดยอาศัยอยู่มากบนเกาะ
ฮอกไกโด ชาวไอนุถือว่าเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีวัฒนธรรมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างจากชาวญี่ปุ่นทั่วไปอยู่มาก ในบทความนี้จะนำเสนออาหารของไอนุ

อาหารไอนุมักจะปรุงเนื้อให้สุกด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การต้ม ปิ้ง หรือรมควัน ส่วนผสมหลักของอาหารชาวไอนุมักประกอบด้วยธัญพืชและผักประเภทต่างๆ เช่น ข้าวสาลี ข้าวฟ่าง ถั่ว ชิเกะเรเบ (พืชให้ผลชนิดหนึ่ง) กระเทียมป่า (ปุกุสะ ในภาษาไอนุ ส่วนภาษญี่ปุ่นเรียกว่า ギョウジャニンニク) ในส่วนของเนื้อสัตว์ ชาวไอนุจะรับบริโภคเนื้อหลายประเภท เช่น เนื้อหมี กวาง จิ้งจอก กระต่าย แมวน้ำ แรคคูน ปลาวาฬ นก รวมถึงน้ำมันที่ได้จากหมี ม้า ปลาวาฬ เนื้อวัว และกวาง

อาหารที่มีชื่อของชาวไอนุ สามารถแบ่งได้ดังนี้

– คิโตกัม (Kitokam) คือไส้กรอกที่ผสมกระเทียมป่า

– มันซิโร ซาโย (Munciro sayo) คือข้าวฟ่างผสมนม หรือข้าวฟ่างกวนกับนมจนเป็นข้าวเปียก

– รุยเบ (Ruibe) คือปลาแซลมอนแช่แข็ง เมื่อเสิร์ฟจะสไลด์บางๆอย่างซาชิมิ เสิร์ฟคู่กับซอสถั่วเหลือง

– โอเฮา หรือ รูร (Ohaw หรือ rur) คือน้ำซุปต้มกระดูกแบบชาวไอนุ แตกต่างจากซุปแบบญี่ปุ่นคือจะไม่ใส่มิโซะหรือซอสถั่วเหลือง มีส่วนผสมหลักคือสาหร่ายเคลป์ พืชต่างๆ เนื้อสัตว์ แบ่งได้เป็นหลายประเภท เช่น ซุปกวาง ซุปแซลมอน ซุปเนื้อวัว ซุปกระเทียมป่า เป็นต้นซุปโอเฮา

– มูนินิโม (Muninimo) คือแพนเค้กแป้งมันฝรั่งหมัก ซึ่งการหมักแป้งมันฝรั่งนี้ ชาวไอนุจะหมักมันฝรั่งไว้ใต้ดินโดยผ่านกระบวนการทำให้น้ำระเหยออกไป (เนื่องจากสภาพอากาศที่เย็นจัด) เมื่อจะบริโภคก็จะนำแป้งมันฝรั่งนั้นไปล้างน้ำแล้วอบหรือย่าง โดยแป้งมันฝรั่งนี้สามารถเก็บรักษาไว้ได้นานถึง 20 ปี  ตัวแป้งมีความเหนียวเหมือนแป้งโมจิ

มูนินิโม

– ราตาสเคบ (rataskep) เป็นสตูว์ที่คิดขึ้นโดยชิเกรุ คายาโนะกับเพื่อนๆ

ราตาสเคบ

พระเจ้ามหาธรรมราชาธิบดี : กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์ตองอู

Written by teeranun on October 9th, 2013. Posted in บทความ

พระเจ้ามหาธรรมราชาธิบดี

หลายคนคงเคยชมภาพยนตร์เรื่องสุริโยทัยกับพระนเรศวร หรือแม้แต่เคยเรียนประวัติศาสตร์ไทยสมัยอยุธยา ว่าเราเคยเสียกรุงครั้งที่ 1 ให้กับราชวงศ์ตองอูของพม่า ซึ่งชื่อกษัตริย์ของราชวงศ์นี้ที่เราคุ้นหูกันดี ก็จะมีพระเจ้าตะเบงชเวตี้ พระเจ้าบุเรงนอง และพระเจ้านันทบุเรง หลายคนมักคิดกันว่าเมื่อพระเจ้านันทบุเรงสิ้นพระชนม์แล้ว ราชวงศ์ตองอูก็ล่มสลายไปทันที ซึ่งจริงๆแล้วราชวงศ์นี้ได้สืบเชื้อสายเรื่อยมาจนถึง พ.ศ. 2295 ก่อนที่ราชวงศ์คองบองจะรวบรวมแผ่นดินพม่าได้เป็นหนึ่งเดียว โดยกษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ตองอูมี
พระนามว่าพระเจ้ามหาธรรมราชาธิบดี

พระเจ้ามหาธรรมราชาธิบดีประสูติเมื่อ พ.ศ. 2257 ที่เมืองอังวะ ทรงเป็นบุตรลำดับที่ 5 และทรงเป็นบุตรชายลำดับที่ 4 ของพระเจ้ามังตนินคเวและฐิริมหามินคลเทวี ทรงได้รับเป็นรัชทายาทในปี พ.ศ. 2270 และขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ. 2276 ที่เมืองอังวะ ในขณะนั้นกองทัพจากมณีปุระได้เข้ารุกรานและปล้นสะดมดินแดนพม่า และขุนนางพม่าได้เข้าปกครองเมืองพะโคซึ่งเป็นเมืองของชาวมอญที่กำลังอ่อนแอจากการรุกรานของมณีปุระ ซึ่งพม่าได้ปกครองชาวมอญอย่างทารุณ ทำให้ชาวมอญไม่พอใจและร่วมมือกับรัฐฉานขับไล่พม่าจากเมืองพะโค และให้สมิงทอพุทธกิตติเป็นกษัตริย์ครองเมืองพะโคในปี พ.ศ. 2283

เมืองอังวะถูกรุกรานจากมณีปุระอีกหลายครั้ง และชาวมอญจากพะโคก็ยังเข้ารุกรานเมืองแปรกับ
อังวะอีก แม้จะยึดทั้ง 2 เมืองนี้ไม่ได้ แต่ชาวมอญก็สามารถยึดเมืองตองอูไว้ได้ จนอุปราชเมืองแปรนามว่า
ตะโดมินขลวงกับพระอนุชาของพระเจ้ามหาธรรมราชาธิบดีต้องยกทัพไปรุกรานเมืองสิเรียมเพื่อขยายดินแดน แต่ยึดได้ไม่นานเมืองสิเรียมก็กู้เมืองคืนได้ จน พ.ศ. 2288 ชาวมอญก็สามารถยึดเมืองแปรได้

พ.ศ. 2290 พญาทะละได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งเมืองพะโค และสามารถยึดเมืองอังวะได้ในวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2295 ในคราวนั้นพระมหาธรรมราชาธิบดีทรงถูกชาวมอญนำพระองค์ไปคุมขังที่
เมืองพะโค และถูกปลงพระชนม์เมื่อปี พ.ศ. 2297

สมาคมเนตรนารีแห่งบรูไน

Written by teeranun on October 7th, 2013. Posted in บทความ

 

สมาคมเนตรนารีแห่งบรูไน

สมาคมเนตรนารีแห่งบรูไน (Persatuan Pandu Puteri Brunei Darussalam) เป็นสมาคมที่มุ่งเน้นการพัฒนาเยาวชนตามหลักลูกเสือ-เนตรนารี ถือเป็นสมาคมดำเนินการบริหารจัดการที่มีแต่ผู้หญิง ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1951 โดยนาง อาร์.ซี.เอส. เบลล์ (Mrs. R.C.S. Bell) ที่กัวลาเบลาอิต และมีการบริหารที่ขึ้นตรงกับสมาคมเนตรนารีในลอนดอน อย่างไรก็ตาม กิจกรรมของเนตรนารีในบรูไนชะงักไปในปี ค.ศ. 1962 เนื่องจากเกิดการก่อกบฏขึ้นในประเทศ จนถึงปี ค.ศ. 1964 จึงเริ่มกิจการเนตรนารีอีกครั้ง และเข้าร่วมสมาคมเนตรนารีและลูกเสือสตรีโลก (World Association of Girl Guides and Girl Scouts (WAGGGS)) ในปี ค.ศ. 1996

ต่อมาในปี ค.ศ. 1972 สมาคมเนตรนารีแห่งบรูไนได้ซบเซาลงเนื่องจากการถอนตัวของสมาชิก จนในปี ค.ศ. 1983 เจ้าหญิง ปาดูกา เซรี เปนคีรัน อานัก ปูเตรี มาสนา (Paduka Seri Pengiran Anak Puteri Masna) ได้เข้ามาเป็นประธานของสมาคม ซึ่งได้ริเริ่มการจัดกิจกรรมเชื่อมความสัมพันธ์ในกลุ่มสามาชิก สมาคมจึงกลับมาเติบโตได้อีกครั้งหนึ่ง

ในปี ค.ศ. 1986 หลังจากที่บรูไนได้รับเอกราชมา 2 ปี ทางสมาคมเนตรนารีบรูไนก็ได้บริหารจัดการโดยรัฐบาลขอลบรูไนเอง

สมาคมเนตรนารีบรูไนประกอบด้วยสมาชิกเนตรนารีสำรอง (7-10 ปี) และเนตรนารีสามัญ

สำหรับกิจกรรมต่างๆของสมาคมเนตรนารีแห่งบรูไน ส่วนใหญ่จะเป็นกิจกรรมบำเพ็ญสาธารณะประโยชน์ เช่น ในวันสันติภาพโลกปี ค.ศ. 2006 เนตรนารีบรูไนได้เข้าร่วมการเดินเพื่อสันติภาพ บริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวในยอคยาการ์ตา รวมถึงการเข้าค่ายร่วมกับเนตรนารีสิงคโปร์เพื่อปฏิบัติกิจกรรมด้านสันติภาพ 6 วัน

เครื่องหมายของเนตรนารีบรูไนจะมี 2 ชุด ชุดแรกเป็นเครื่องหมายที่ใช้ในวันเฉลิมฉลองการก่อตั้งขบวนการเนตรนารี ส่วนอีกชุดจะเป็นเครื่องหมายที่ใช้ในวันเฉลิมฉลองการต่อต้านการค้ายาเสพติดและการใช้ความรุนแรง

ปัจจุบันสมาคมเนตนารีแห่งบรูไนมีหัวหน้ากรรมาธิการคือ ดายัง ฮาจาห์ สิติ ฮัฟซาห์ บินติ ฮาจิ อับดุล ฮาลิม (Dayang Hajah Siti Hafsah binti Haji Abdul Halim) มีประธานคือเจ้าหญิง ฮาจาห์ ราชิดาห์ (Hajah Rashidah) และผู้อุปถัมภ์คือสมเด็จพระราชินี รายา อิสเตรี เปนคีรัน อานัก ฮายาห์ ซาเลฮา (Raja Isteri Pengiran Anak Hajah Saleha)

หลุมฝังพระศพจักพรรดิอัสเกีย

Written by teeranun on October 5th, 2013. Posted in บทความ

หลุมฝังพระศพจักพรรดิอัสเกีย

หลุมฝังพระศพจักรพรรดิอัสเกีย (อัสเกียโมฮัมหมัดที่ 1) อยู่ในเมืองเกา (Gao) ในประเทศมาลี ซึ่งจักรพรรดิอัสเกียถือเป็นจักรพรรดิที่ทรงสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับจักรวรรดิซองไฮ (Songhai Empire) มากที่สุด หลุมฝังพระศพนี้สร้างขึ้นราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 15 องค์การยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนหลุมฝังพระศพนี้เป็นมรดกโลกด้านวัฒนธรรมเมื่อ ค.ศ. 2004

หลุมฝังพระศพจักรพรรดิอัสเกียสร้างจากดินเหนียวตามรูปแบบศิลปะแอฟริกาตะวันตก สิ่งก่อสร้างบริเวณหลุมฝังพระศพประกอบด้วยปิรามิดหลุมฝังพระศพ และมัสยิด 2 หลัง หลุมฝังพระศพมีความลึก 17 เมตร ถือเป็นสิ่งก่อสร้างของมาลีที่ใหญ่ที่สุดก่อนการล่าอาณานิคม

พื้นที่บริเวณหลุมฝังพระศพได้มีการต่อเติมมัสยิดออกมาอีกในช่วงปี ค.ศ. 1960-1970 และในปี ค.ศ. 1990 ได้มีการสร้างกำแพงล้อมรอบพื้นที่ รวมถึงมีการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ตามมาด้วยระบบสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ไฟฟ้า ก่อนปี ค.ศ. 2000 ในปัจจุบันก็ยังคงมีการใช้งานมัสยิดเพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและเป็นแหล่งเผยแพร่ข้อมูลด้านวัฒนธรรมมาลีในเมืองเกา รวมถึงการได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายท้องถิ่นและกฎหมายระหว่างประเทศ

สำหรับประวัติการก่อสร้าง จักรพพรดิอัสเกียทรงนำวัสดุการก่อสร้าง เช่น ดินเหนียวและไม้กลับมาจากการแสวงบุญที่เมืองเมกกะ (Mecca) โดยใช้คาราวานอูฐถึง 1,000 ตัวในการขนวัสดุทั้งหมด โดยโครงสร้างของหลุมพระศพนี้มีลักษณะเหมือนกับที่อยู่อาศัยซึ่งประกอบด้วยห้องหลายห้องและทางเดินที่เชื่อมแต่ละห้อง อย่างไรก็ตามห้องและทางเชื่อมดังกล่าวก็ถูกปิดตายหลังจากที่จักรพรรดิอัสเกียสิ้นพระชนม์ โดยพระศพของพระองค์เพียงพระองค์เดียวที่ถูกฝังในหลุมพระศพนี้ ส่วนบุคคลในราชวงศ์คนอื่นๆจะถูกฝังไว้ที่สุสานอื่นๆ

จิตรกรรมปหรี : จิตรกรรมแห่งขุนเขาแดนภารตะ

Written by teeranun on October 3rd, 2013. Posted in บทความ

Nala_Damayanti

จิตกรรมปหรี เป็นจิตรกรรมที่เกิดขึ้นในดินแดนอินเดียทางภาคเหนือ คือพื้นที่เชิงเขาหิมาลัย ซึ่งมีพื้นที่เป็นภูเขา (ปหรี ในภาษาฮินดีหมายถึงภูเขา) ราวคริสต์ศตวรรษที่ 17-19 ซึ่งมีเมืองสำคัญที่ปรากฏงานจิตรกรรมปหรี เช่น พโชหะลี มันโกต นุระปุระ ชัมพะ กังครา คุเลระ มันทิ และครหวัล จิตรกรรมปหรีจะมีรูปแบบเป็นภาพเล็กๆ

ภาพในจิตรกรรมปหรีมักจะวาดเรื่องราววิถีชีวิตประจำวันของผู้คน และเรื่องราวเนื่องในศาสนาฮินดู มีความสัมพันธ์กับจิตรกรรมราชาสถานเรื่องรูปแบบและการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึก และยังส่งอิทธิพลต่อจิตรกรรมราชปุตอีกด้วย

ในภายหลังจิตรกรรมปหรีจะมีพัฒนาการแยกออกเป็นสำนักต่างๆ ซึ่งจะนิยมวาดภาพพระกฤษณะกับนางราธา และเนื้อเรื่องตอนอื่นๆตามคัมภีร์คีตะโควินทะของชัยเทพ

จิตกรรมปหรีถือเป็นจิตรกรรมนอกแบบจากจิตรกรรมโมกุล เนื่องจากจิตรกรรมปหรีเป็นจิตรกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากบรรดาเจ้าผู้ครองนครต่างๆของราชปุตที่นับถือศาสนาฮินดู

สำนักของจิตรกรรมปหรีสามารถจำแนกได้ดังนี้

1. สำนักคุเลระ

2. สำนักกังครา

3. สำนักพโชหะลี

4. สำนักชัมพะ

5. สำนักครหวัล