Author Archive

เทศกาลนาดัม

Written by teeranun on November 25th, 2013. Posted in บทความ


เทศกาลนาดัม เป็นเทศกาลแห่งการละเล่นของชาวมองโกเลีย ซึ่งจะจัดขึ้นทุกวันที่ 11-13 กรกฎาคมของทุกปี และยังถือเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ของประเทศมองโกเลียด้วย โดยเทศกาลนี้ทางยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติเมื่อปี ค.ศ. 2010

นาดัม (Наадам) หมายถึง การละเล่น ซึ่งในเทศกาลนาดัมนี้จะประกอบไปด้วยการละเล่น 3 อย่าง (эрийн гурван наадам) คือ การเล่นมวยปล้ำ การแข่งขี่ม้า ซึ่งการแข่งขี่ม้าของชาวมองโกเลียจะแตกต่างจากการแข่งขี่ม้าโดยทั่วไป เนื่องจากระยะทางการแข่งจะยาวถึง 15-30 กิโลเมตร และการยิงธนู ในสมัยก่อนการละเล่นทั้ง 3 อย่างนี้จะถือเป็นการละเล่นของผู้ชายเท่านั้น แต่ปัจจุบันผู้หญิงก็สามารถเล่นการละเล่นเหล่านี้ได้ ยกเว้นการเล่นมวยปล้ำ ซึ่งการแข่งยิงธนูนั้น ผู้ชายจะแข่งยิงเป้าในระยะ 75 เมตร ส่วนผู้หญิงจะแข่งยิงเป้าในระยะ 65 เมตร แบ่งเป็นทีมละ 10 คน มีลูกธนูคนละ 4 ดอก

เทศกาลนาดัมนี้เดิมเป็นเทศกาลที่จัดขึ้นจากที่ชาวมองโกเลียเสร็จสิ้นการเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตร และเป็นการรวมตัวกันของชาวมองโกเลียทั้ง 9 เผ่า ปัจจุบันเทศกาลนี้จัดขึ้นที่สนามกีฬาแห่งชาติ เมืองหลวงอูลานบาตอร์ นอกจากการละเล่นทั้ง 3 อย่างแล้ว ยังมีการแสดงอื่นๆ เช่น การเต้นระบำ การแสดงดนตรี การเดินสวนสนามของทหารม้า นักกีฬา และนักบวช รวมถึงการละเล่นทอยกระดูกข้อเท้าแกะ (Shagai : шагай)

ปราสาทโพกลวงคาราย

Written by teeranun on November 23rd, 2013. Posted in บทความ


ปราสาทโพกลวงคาราย เป็นปราสาทอิฐที่ปรากฏอยู่ในอาณาจักรจามปา (อาณาจักรที่เคยตั้งอยู่แถบเวียดนามตอนใต้) ตามตำนานกล่าวว่าปราสาทนี้สร้างโดยพระเจ้าโพกลวงคาราย ตามบันทึกสมัยพระเจ้าชัยสิงหวรมันที่ 3 (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 1828-1850) ที่ปรากฏตำนานนี้กล่าวว่าเดิมพระเจ้าโพกลวงคารายเป็นเพียงคนเลี้ยงวัว แต่โชคชะตาได้กำหนดให้พระองค์กลายเป็นพระมหากษัตริย์ ซึ่งปกครองบ้านเมืองด้วยความสงบร่มเย็น จนอาณาจักรขอมโบราณได้เข้ารุกรานอาณาจักรของพระองค์ พระองค์ได้ใช้เงื่อนไขแบบสันติวิธีคือ การแข่งกันสร้างเทวสถาน หากใครสร้างสำเร็จก่อนถือว่าเป็นผู้ชนะ ปรากฏว่าฝ่ายพระเจ้าโพกลวงคารายเป็นผู้ชนะ ทำให้กองทัพขอมต้องยกทัพกลับไป และประชาชนได้ยกฐานะพระเจ้าโพกลวงคารายเป็นเทพที่คอยปกป้องดูแลประชาชนและแผ่นดินจามปา

ในทางประวัติศาสตร์ พระเจ้าชัยสิงหวรมันที่ 3 ทรงเป็นผู้บูรณะปราสาทโพกลวงคารายขึ้นใหม่จากซากปราสาทที่เคยมีอยู่เดิม โดยปราสาทโพกลวงคารายจัดอยู่ในศิลปะแบบบิญดิ่ญหรือถาปมาม (ราวพุทธศตวรรษที่ 17-18) เป็นปราสาทที่สร้างขึ้นสำหรับการบูชาและประกอบพิธีกรรมเนื่องในไศวนิกาย มี 3 หลัง ที่ปราสาทนี้ยังค้นพบภาพสลักนูนสูงพระศิวะที่ถือเป็นโบราณวัตถุชิ้นสำคัญของเวียดนาม รวมถึงการค้นพบมุขลึงค์ (ศิวลึงค์ที่มีพระพักตร์ของพระศิวะประกอบอยู่)

ปัจจุบันปราสาทหลังยังคงใช้เป็นที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอยู่เช่นเดิม

ชายหาดปาเตนคา

Written by teeranun on November 19th, 2013. Posted in บทความ


ขายหาดปาเตนคา (Patenga Beach : পতেঙ্গা) เป็นชายหาดยาว 14 กิโลเมตร อยู่ห่างจากตัวเมืองจิตตะกองของบังคลาเทศราว 20 กิโลเมตร ตั้งอยู่ใกล้กับปากแม่น้ำกรนผุลิ (Karnaphuli River : কর্ণফুলি) รวมถึงตั้งอยู่ใกล้โรงเรียนนายเรือ บี.เอ็น.เอส. อีชา ข่าน และสนามบินนานาชาติชาห์ อามานัต ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของบังคลาเทศ (อย่างไรก็ตาม ชายหาดนี้ไม่แนะนำให้ลงเล่นน้ำเนื่องจากเป็นชายหาดน้ำลึก) ชายหาดส่วนใหญ่เป็นหาดทรายปนด้วยหิน บางส่วนของชายหาดมีการถมหินและสร้างกำแพงคอนกรีตเพื่อป้องกันการกัดเซาะจากน้ำทะเล

ชายหาดแห่งนี้คึกคักไปด้วยร้านขายของต่างๆมากมาย โดยเฉพาะร้านอาหารและเครื่องดื่มราคาถูกและอร่อย ซึ่งมีเมนูแนะนำคือปูปรุงรสทอดเสิร์ฟกับแตงกวา หอมใหญ่ และแป้งถั่วปั้นเป็นก้อนกลมทอด และมีอากาศเย็นสบายในยามเย็น พร้อมทั้งวิวทิวทัศน์จากเรือหาปลาและต้นมะพร้าว รวมถึงเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกที่สวยงาม หากโชคดีจะได้พบนกชายเลนปากช้อนพันธุ์ที่พบได้ในบังคลาเทศเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีบริการเรือเร็วสำหรับนักท่องเที่ยว โดยล่องจากแม่น้ำกรนผุลิออกสู่ปากแม่น้ำ

ชาวยาฆโนบี

Written by teeranun on November 16th, 2013. Posted in บทความ

 

ชาวยาฆโนบีเป็นชนกลุ่มน้อยในประเทศทาจิกิสถาน อาศัยอยู่ในเทือกเขายาฆโนบและบริเวณแม่น้ำวาร์ซบ (Varzob River) เขตการปกครองซุค (Sughd) ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ มีภาษาพูดเป็นของตนเอง ปัจจุบันสันนิษฐานว่ามีประชากรชาวยาฆโนบีอยู่ในทาจิกิสถานราว 25,000 คน

ชาวยาฆโนบีมีอาชีพหลักคือการทำกสิกรรม เช่น การทำไร่ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ รวมถึงการเลี้ยงปศุสัตว์ เช่น การเลี้ยงโคนมและโคเนื้อ นอกจากนี้ชาวยาฆโนบียังมีความชำนาญในงานหัตถกรรมต่างๆ โดยผู้ชายจะถนัดการทอผ้า ส่วนผู้หญิงจะถนัดการทำเครื่องปั้นดินเผาที่ใช้ในครัวเรือน

ในทางประวัติศาสตร์ถือว่าชาวยาฆโนบีสืบเชื้อสายมาจากชาวซอคเดีย (ผู้คนเชื้อสายอิหร่านในอาณาจักนเปอร์เซียโบราณ) ซึ่งได้อพยพจากการรุกรานของชาวมุสลิมมาตั้งถิ่นฐานในเทือกเขายาฆโนบ ซึ่งมีผลทำให้ชาวยาฆโนบีหันมานับถือศาสนาอิสลามนิกายซุนนีย์ แต่ก็ยังนับถือลัทธิดั้งเดิมด้วย (สันนิษฐานว่าเป็นลัทธิบูชาไฟตามแบบโซโรอัสเตอร์)

ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ชาวยาฆโนบีได้รับผลกระทบจากหิมะถล่ม จนทางสหภาพโซเวียตต้องส่งคนไปช่วยเหลือผู้ที่รอดชีวิต อย่างไรก็ตามทางโซเวียตได้นำชาวยาฆโนบีมาเป็นแรงงานผลิตฝ้ายในที่ราบ ส่งผลให้เกิดการต่อต้านสหภาพโซเวียต ซึ่งโซเวียตได้สังหารชาวยาฆโนบี รวมถึงทำลายเอกสารสำคัญโบราณต่างๆเพื่อไม่ให้วัฒนธรรมของชาวยาฆโนบีหลงเหลืออยู่

ในปัจจุบัน ชาวยาฆโนบีได้กลืนกลายรวมไปกับชาวทาจิกิสถานแล้ว และเด็กๆยาฆโนบีรุ่นใหม่ก็เข้าเรียนในโรงเรียนที่ใช้ภาษาทาจิก แต่เมื่ออยู่ในชุมชนของตนเองกจะพูดแต่ภาษายาฆโนบี และยังคงดำรงชีพด้วยการกสิกรรมแบบพึ่งพิงธรรมชาติ

ซอคยี : นักเล่นแร่แปรธาตุแห่งพม่า

Written by teeranun on November 15th, 2013. Posted in บทความ

ซอคยี

ซอคยี (Zawgyi) มีความหมายได้หลายประการ อาจหมายถึงคนทรง นักเล่นแร่แปรธาตุ นักมายากล นักเวทย์มนตร์ ฤษี โยคี หรือผู้วิเศษก็ได้ ซึ่งซอคยีมักจะเล่นไสยศาสตร์ เช่น ฝังเหล็กไหลหรือแร่ธาตุไว้ในร่างกายเพื่อให้มีอิทธิฤทธิ์เหนือคนธรรมดา ได้แก่ การเหาะเหินเดินอากาศ ดำดิน ดำน้ำได้ ซอคยีมักอาศัยอยู่ในป่า มีนิสัยร่าเริง รวมถึงยังชอบสมสู่กับนารีผล เป็นที่ศรัทธาของชาวบ้าน ซอคยีมักจะบำเพ็ญตบะจนมีอิทธิฤทธิ์มาก มีอายุยืนผิดมนุษย์ทั่วไป ส่วนหนึ่งได้มาจากการกินสมุนไพรที่ได้จากภูเขาโปปา (ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่ผีนัตหม่องทินเดและชเวนาเบอาศัยอยู่) และการปรุงยาสมุนไพรดังกล่าวจำเป็นต้องบริกรรมคาถากำกับ และจะต้องปรุงยาในช่วงเวลาที่เป็นมงคล

เมื่อกินยาวิเศษดังกล่าวแล้ว ซอคยีจะกลายเทพ นุ่งกางเกงและเสื้อคลุมสีแดง มีเครื่องประดับที่เป็นทอง สวมหมวกและรองเท้าสีแดง ถือไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงการกลายเป็นเทพนี้ ซอคยีจะทิ้งร่างเดิมของตนที่จะกลายเป็นร่างคล้ายเด็กทารก มีสีทอง และมีกลิ่นหอมดั่งกล้วยหอมทั้งนี้ มีความเชื่อกันว่า หากใครได้ร่างเดิมของซอคยี ก็จะกลายเป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์ แม้จะมีฤทธิ์ไม่มากเท่าซอคยี แต่ก็สามารถแคล้วคลาดจากอาวุธและของมีคมทุกชนิดได้

ในพม่า มักจะปรากฏซอคยีในรูปของการแสดงต่างๆ เช่น การแสดงหุ่นกระบอก หรือระบำซอคยี

รามเกียรติ์ฉบับพม่า

Written by teeranun on November 13th, 2013. Posted in บทความ

รามเกียรติ์ฉบับพม่า

รามเกียรติ์พม่า หรือ พระรามชาดกฉบับพม่า(Yama Zatdaw :ရာမဇာတ်တော်) เป็นเรื่องราวรามเกียรติ์ของพม่าที่เชื่อกันว่าสืบทอดแบบมุขปาฐะมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโนรธา กษัตริย์แห่งพุกาม (ค.ศ. 1015-1078) ทั้งนี้ ได้ปรากฏประติมากรรมพระรามที่เทวสถานนัตหลวง ซึ่งเป็นเทวสถานที่นับถือพระวิษณุในเมืองพุกาม ในวรรณกรรมพม่าตั้งแต่ปี ค.ศ. 1527 ก็แสดงให้เห็นว่าชาวพม่ารู้จักหนุมานแล้ว

ต่อมาพม่าได้รับอิทธิพลเรื่องรามเกียรติ์จากประเทศไทยเมื่อครั้งที่พระเจ้ามังระมีชัยเหนืออาณาจักรอยุธยาได้เมื่อปี ค.ศ. 1767 จากนั้นพม่าก็แสดงเรื่องรามเกียรติ์ผ่านงานศิลปะแขนงต่างๆ เช่น รามเกียรติ์ฉบับ ค.ศ. 1775 บทร้องพระราม (Yama yakan : ရာမရကန်) บทร้องนางสีดา (Thida yakan : သီတာရကန်) ปี ค.ศ. 1784 การแสดงรามเกียรติ์ (Yama pyazat : ရာမပြဇာတ်) ปี ค.ศ. 1789 และเรื่องราวของพระรามขณะทรงพระเยาว์ (Kalay Yama wuthtu : ကလေးရာမဝတ္ထ)ု ปี ค.ศ. 1800 นอกจากนี้ยังมีเรื่องรามเกียรติ์ฉบับมอญ ปี ค.ศ. 1834 ซึ่งแต่งโดยภิกษุอุตตมะอีกด้วย

ชื่อตัวละครในเรื่องรามเกียรติ์ของพม่า สามารถเทียบได้กับชื่อตัวละครในรามเกียรติ์ของไทยดังนี้

– ราม (ရာမ) คือ พระราม

– มัยสีตา (မယ်သီတာ) คือนางสีดา

– ลักขณะ (လက္ခဏ) คือพระลักษณ์

– หานุมาน (ဟာနုမန်) คือหนุมาน

– ราวณะ หรือ ทสคีริ (ရာ၀ဏ, ဒသဂီရိ) คือทศกัณฐ์

– ภิภิสนะ (ဘိဘိသန) คือพิเภก

ดาตุก เกรามัต : ความเชื่อลูกผสมแห่งคาบสมุทรมลายู

Written by teeranun on November 12th, 2013. Posted in บทความ

 

ดาตุก เกรามัต (Datuk Keramat : ดาตุกหมายถึงปู่ ถ้าในความคุ้นเคยของชาวไทย ก็ใกล้เคียงกับคำว่า ดาโต๊ะ เกรามัตหมายถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์) เป็นรูปแบบความเชื่อหนึ่งที่พบได้ในมาเลเซีย สิงคโปร์ จนถึงบริเวณช่องแคบมะละกา เป็นการผสมผสานความเชื่อเรื่องวิญญาณ ลัทธิซูฟีของศาสนาอิสลาม และลัทธิความเชื่อต่างๆของชาวจีน

ตามตำนานท้องถิ่นกล่าวไว้ว่า ดาตุกทุกตนเคยเป็นมนุษย์ที่ผู้คนให้การนับถือมาก่อน ส่วนใหญ่จะมีสถานะทางสังคมสูง เช่น นักรบ ผู้นำ หรือนักพรต เมื่อตายไปแล้ว ก็จะมีผู้มาสักการะจนบุคคลนั้นกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไป ดาตุกอาจเทียบได้กับพระภูมิเจ้าที่ของไทยนั่นเอง

ศาลที่สถิตของดาตุกนั้นจะมีขนาดเล็ก มักจะทาด้วยสีแดง และตั้งอยู่ริมทางหรือใต้ต้นไม้ใหญ่ หรือแม้กระทั่งตั้งไว้ในบ้านแบบศาลพระภูมิของไทย ซึ่งตัวศาลมักจะเป็นศิลปะแบบจีนผสมมาเลเซีย แล้วบรรจุรูปเคารพดาตุกในศาล รวมถึงการประดับรูปจันทร์เสี้ยวอันเป็นสัญลักษณ์ในศาสนาอิสลามไว้ในศาลด้วย

การขอพรจากดาตุกนั้น ส่วนมากก็จะขอแบบเดียวกับคนไทย คือขอให้แคล้วคลาดจากอันตรายทั้งปวง หรือขอให้ตนเองโชคดี มั่งมีเงินทอง ปราศจากโรคภัย ฯลฯ ซึ่งของสำหรับเซ่นไหว้ดาตุกก็เหมือนกับของเซ่นไหว้พระภูมิของไทย อาทิ หมาก พลู ยาเส้น ผลไม้ ดอกไม้ ฯลฯ (ไม่ใช้เนื้อหมูในการไหว้) รวมถึงการจุดกำยานเพื่อบูชาดาตุก ซึ่งหากผู้ที่ขอพรได้พรตามที่ขอไว้ ก็มักจะมาแก้บนโดยการสร้างศาลใหม่ให้ใหญ่และสวยงามกว่าเดิม เพื่อที่ว่าดาตุกจะมีพลังเพิ่มขึ้น และให้พรง่ายขึ้น

ดาตุกในความเชื่อของคนที่นับถือนั้น มีอยู่ 9 ตน โดยเรียงลำดับจากดาตุกที่อาวุโสที่สุดไปยังดาตุกที่อายุอ่อนที่สุด ดังนี้

1. ดาตุก ปังลิมา อาลี (ดาตุกอาลี)                                    8. ดาตุก ปังลิมา เมราห์ (ดาตุกแดง)

2. ดาตุก ปังลิมา ฮีตัม (ดาตุกดำ)                                     9. ดาตุก ปังลิมา บงสุ (ดาตุกเยาว์)

3. ดาตุก ปังลิมา ฮารีมัว (ดาตุกเสือ)

4. ดาตุก ปังลิมา ฮีจัว (ดาตุกเขียว)

5. ดาตุก ปังลิมา กุนิง (ดาตุกเหลือง)

6. ดาตุก ปังลิมา ปูตีห์ (ดาตุกขาว)

7. ดาตุก ปังลิมา บิสุ (ดาตุกใบ้)

พิพิธภัณฑ์ศิลปะนูคูส

Written by teeranun on November 10th, 2013. Posted in บทความ


พิพิธภัณฑ์ศิลปะนูคูส หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าพิพิธภัณฑ์ศิลปะซาวิสกี ตั้งอยู่ที่เมืองนูคูส

ประเทศอุซเบกิสถาน (ชื่อเต็ม : The State Art Museum of the Republic of Karakalpakstan) เปิดใช้เมื่อปี ค.ศ. 1966 มีผลงานด้านศิลปะที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์นี้มากกว่า 82,000 ชิ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นศิลปะท้องถิ่นในจังหวัดคาราคาลปัก ซามาคานด์ บุขรา และขิวา ถือเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงศิลปะแนวอาว็อง-การ์ด (กลุ่มศิลปินที่นำเสนอผลงานแนวใหม่) ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากพิพิธภัณฑ์รัสเซียในเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก

ในพิพิธภัณฑ์ยังจัดแสดงอัตชีวประวัติของ อีกอร์ วิตอลเยวิช ซาวิสกี (Igor Vitalyevich Savitsky : И́горь Вита́льевич Сави́цкий) ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ โดยจัดแสดงผลงานศิลปะของเขา รวมถึงของที่เขารวบรวมได้จากงานทางโบราณคดีในจังหวัดคาราคาลปักกว่า 1,000 ชิ้น เช่น พรม เครื่องประดับ เหรียญ เสื้อผ้า ฯลฯ

พิพิธภัณฑ์นี้ดีรับการสนับสนุนจากองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรจากหลายที่ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยการนำผลงานศิลปะต่างๆไปจัดแสดงในต่างประเทศเพื่อหารายได้เข้าพิพิธภัณฑ์ รวมถึงการจำหน่ายศิลปะแนวอาว็อง-การ์ดของศิลปินรุ่นใหม่ๆอีกด้วย

ในปี ค.ศ. 2003 พิพิธภัณฑ์นี้ได้สร้างอาคารใหม่ขึ้นเพื่อจัดแสดงผลงานศิลปะ รวมถึงจัดแสดงโบราณวัตถุและศิลปวัตถุอื่นๆ จนปัจจุบันถือได้ว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ดีที่สุดในอุซเบกิสถาน และยังเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ดีที่สุดในเอเชียกลางด้วย

ยาฆ กูเรส : มวยปล้ำน้ำมันตุรกี

Written by teeranun on November 8th, 2013. Posted in บทความ

 

ยาฆ กูเรส (Yagh Gures) คือมวยปล้ำท้องถิ่นของตุรกี ถือกำเนิดขึ้นเมื่อราวคริสต์ศตวรรษที่ 14 มีลักษณะเด่นคือก่อนผู้แข่งขัน (ภาษาตุรกีเรียกนักมวยปล้ำว่า เปห์ลีวาน : pehlivan หมายถึงผู้กล้าในภาษาตุรกี) จะลงสนามจะต้องเอาน้ำมันมะกอกมาทาตามตัวก่อน ซึ่งจะทำให้การต่อสู้เต็มไปด้วยความลำบากมากขึ้น ซึ่งการทาน้ำมันตามตัวนี้ ฝ่ายตรงข้ามจะเป็นผู้มาทาให้กันและกัน เสมือนเป็นการเคารพและนอบน้อมต่อกัน และถ้าหากผู้ที่มีอายุอ่อนกว่าต่อสู้ชนะผู้ที่มีอายุอาวุโสกว่า ผู้ชนะจะเข้าไปจูบมือผู้แพ้เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเคารพต่อผู้ใหญ่ในสังคมตุรกี

ในการต่อสู้นั้น จะตัดสินผลแพ้ชนะด้วยการดูว่า ใครสามารถกดคู่ต่อสู้ลงพื้นโดยที่อีกฝ่ายไม่สามารถแก้ทางคู่ต่อสู้ได้ ซึ่งในอดีตการต่อสู้จะไม่จำกัดเวลา แต่ในปัจจุบันได้จำกัดเวลาการต่อสู้ให้เหลือราว 30-40 นาที ทั้งนี้ขึ้นอยู่การต่อสู้ในแต่ละพื้นที่ด้วย

รายการแข่งขันที่ถือว่าได้รับความนิยมในการต่อสู้ประเภทนี้คือรายการเคิร์กปินาร์ (Kirkpinar tournament) ซึ่งมีบันทึกไว้ว่าเริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 1362 จนสืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน ถือเป็นการต่อสู้รูปแบบหนึ่งที่เก่าแก่ที่สุดของตุรกี

เทวาลัยนกุเลศวารัม

Written by teeranun on November 6th, 2013. Posted in บทความ

เทวาลัยนกุเลศวารัม (นกุลในภาษาสันสกฤตแปลว่าตัวนาก) เป็นเทวาลัยในศาสนาฮินดู อยู่ที่กีริมาลัย

(กีริ : கீரி ในภาษาทมิฬหมายถึงตัวนาก ส่วน มาลัย : மலை ในภาษาทมิฬหมายถึงภูเขา) ทางตอนเหนือของเมืองจาฟนา ประเทศศรีลังกา ถือเป็นเทวาลัยพระศิวะที่เก่าแก่ที่สุด (สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อ 600 ปีก่อนคริสตกาล) ในบริเวณทางภาคเหนือของศรีลังกา และใกล้ๆกับเทวาลัยยังมีตาน้ำผุดศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งตามตำนานเล่าว่ามีฤษีนกุลได้บำเพ็ญตบะอย่างแรงกล้าในถ้ำบนกีริมาลัยจนหน้ากลายเป็นนาก ฤษีจึงอาบน้ำจากตาน้ำผุดดังกล่าว ทำให้หน้าของฤษีกลับเป็นหน้ามนุษย์เหมือนเดิม ฤษีจึงสร้างเทวาลัยขนาดเล็กและประดิษฐานศิวลึงค์เพื่อบูชาต่อตาน้ำผุดนั้น

เทวาลัยนี้ได้ถูกทำลายลงในช่วงปี ค.ศ. 1620 จากฝีมือของชาวโปรตุเกส ซึ่งพวกพราหมณ์ได้ซ่อนเทวรูปต่างๆไว้ก่อนที่จะหนีไป และได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ในปี ค.ศ. 1894 จากชาวทมิฬที่อพยพมาอยู่ใน
ศรีลังกา แต่ก็เกิดไฟไหม้เทวาลัยในปี ค.ศ. 1918 ซึ่งได้มีการบูรณะอีกในเวลาต่อมา

ในปี ค.ศ. 1983 ทหารศรีลังกาได้เข้ายึดเทวาลัยแห่งนี้ รวมถึงไม่อนุญาตให้เหล่าสาวกและพวกพราหมณ์เข้าไปประกอบพิธีในเทวาลัย ต่อมาในวันที่ 18 ตุลาคม ค.ศ. 1990 ทางกองทัพศรีลังกาได้ใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดใส่เทวาลัย ทำให้เทวาลัยถูกทำลายและมีชาวทมิฬเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

จนถึงปี ค.ศ. 1997 ทางรัฐบาลศรีลังกาได้อนุญาตให้พราหมณ์เข้าไปยังพื้นที่เทวาลัย และพวกพราหมณ์ได้พบกับเทวรูปในสมัยโบราณ แต่ก็ยังไม่มีการบูรณะเทวาลัย จนกระทั่งวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2012 หัวหน้าพราหมณ์ศิวศรี นกุเลศวร กุรุกกัล ได้บูรณะเทวาลัยขึ้นมาใหม่ ทำให้มีสาวกกลับมาประกอบพิธีในเทวาลัยเช่นเดิม