Author Archive

มัสยิดหมู่บ้านทะเล : มัสยิดที่เก่าแก่ที่สุดในมาเลเซีย

Written by teeranun on December 15th, 2013. Posted in บทความ

 มัสยิดที่เก่าแก่ที่สุดมาเลเซีย

มัสยิดหมู่บ้านทะเล (Kampung Laut Mosque : Kampung หรือ Kampong หมายถึง หมู่บ้าน ส่วน Laut หมายถึง ทะเล ในภาษามลายู) ถือเป็นมัสยิดนิกายซุนนีย์ที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่ค้นพบในประเทศมาเลเซีย ตั้งอยู่ที่เมืองตุมปัต รัฐกลันตัน สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นราว ค.ศ. 1400 โดยชาวประมงที่เดินทางไปมาระหว่างปัตตานี ชวา และบรูไน มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบท้องถิ่น กล่าวคือสร้างด้วยเสาหลัก 4 ต้น แล้วใช้ทางมะพร้าวมุงหลังคาตามแบบบ้านพื้นเมืองทั่วไป ซึ่งจากข้อสันนิษฐานนี้ พบว่ามัสยิดแห่งนี้เทียบเคียงอายุได้ใกล้เคียงกับมัสยิดอะกุง เดมัก (Agung Demak Mosque) ในประเทศอินโดนีเซียที่เคยมีสถาปัตยกรรมรูปแบบเดียวกัน และสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1401 อย่างไรก็ตามทั้งสองแห่งนี้ก็ไม่เหลือร่องรอยสถาปัตยกรรมดังกล่าวแล้ว

ในช่วงปี ค.ศ. 1859-1900 ซึ่งถือเป็นช่วงการปกครองของสุลต่านแห่งกลันตัน ได้ใช้มัสยิดแห่งนี้เพื่อการพบปะกันระหว่างสุลต่านกับผู้นำทางศาสนาอิสลาม รวมถึงยังใช้เป็นแหล่งค้าขายสินค้าอีกด้วย ในช่วงเวลาดังกล่าว มัสยิดแห่งนี้ยังได้รับการซ่อมแซมและต่อเติมให้ใหญ่โตขึ้น เช่น การเพิ่มเสาให้เป็น 20 ต้น การสร้างหลังคา 3 ชั้น การสร้างห้องสวดมนต์ การสร้างห้องใต้หลังคา และการสร้างถังเก็บน้ำที่ทำจากท่อนซุงคุณภาพดี จนถึงเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1970 มัสยิดแห่งนี้ตกอยู่ในความดูแลของ เมนเตรี เบซาร์ ดาตุก อัสรี มูดา (Menteri Besar Datuk Asri Muda)

มัสยิดหมู่บ้านทะเลเคยถูกน้ำท่วมใหญ่ 2 ครั้ง ครั้งแรกเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1926 และครั้งที่สอง เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1966 ซึ่งเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งที่สองนี้ทำให้มัสยิดได้รับความเสียหายอย่างมากจากกระแสน้ำที่รุนแรง อย่างไรก็ตาม หลังเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งที่สอง มัสยิดแห่งนี้ก็ได้รับการซ่อมแซม และกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตแหล่งสำคัญแห่งหนึ่งในประเทศมาเลเซีย

การแต่งงานของชาวพม่า

Written by teeranun on December 13th, 2013. Posted in บทความ

 

การแต่งงานของชาวพม่าแบบดั้งเดิมนั้น จะมีความเชื่อในเรื่องของพรหมลิขิต โดยเชื่อกันว่าพระพรหมจะทรงเขียนโชคชะตาความรักบนหน้าผากเมื่อเด็กมีอายุประมาณ 6 ขวบ เรียกในภาษาพม่าว่า “นะผูจา” (နဖူးစာ) การแต่งงานแบบพม่า จะจัดโดยมีพิธีสงฆ์ร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้ โดยหากมีการนิมนต์พระสงฆ์ให้มาร่วมในพิธีแต่งงาน ก็มักจะให้พระสงฆ์สวดพระปริตรเพื่อปกป้องอันตรายต่างๆ รวมถึงการให้คู่บ่าวสาวตักบาตรในตอนเช้าก่อนจะเข้าพิธี ซึ่งนอกจากการตักบาตรด้วยอาหารแล้ว คู่บ่าวสาวพม่ายังนิยมตักบาตรด้วยเชือก อันเป็นเคล็ดของความผูกพันในชีวิตคู่ โดยธรรมเนียมของชาวพม่าดั้งเดิมนั้น จะยอมรับการแต่งงานได้ก็ต่อเมื่อเห็นฝ่ายชายแขวนโสร่งไว้ตามราวผ้าในบ้าน หรือคู่บ่าวสาวรับประทานอาหารในภาชนะเดียวกัน ทั้งนี้ ชาวพม่าไม่นิยมการแต่งงานแบบคลุมถุงชน และงานแต่งงานจะไม่จัดขึ้นในระหว่างช่วงเข้าพรรษา

ถ้าหากต้องการจัดพิธีให้หรูหรา ก็จะมีการเตรียมงานกันเป็นเดือน รวมถึงการหาฤกษ์แต่งตามวิธีทางโหราศาสตร์ และให้พราหมณ์มาเป็นผู้ประกอบพิธีอีกด้วย ซึ่งการเริ่มพิธีนั้น พราหมณ์จะให้คู่บ่าวสาวนั่งบนเบาะ แล้วพราหมณ์จะรินน้ำสังข์เพื่อเป็นการประกาศว่าพิธีได้เริ่มขึ้นแล้ว และให้คู่บ่าวสาวจับมือกัน จากนั้นพันมือคู่บ่าวสาวด้วยผ้าขาว แล้วให้คู่บ่าวสาวจุ่มมือลงในอ่างเงิน โดยศัพท์ในภาษาพม่าเรียกขั้นตอนนี้ว่า “ลักถัป” (လက်ထပ်) ต่อด้วยการท่องมนตร์ของพราหมณ์ เสร็จแล้วพราหมณ์จะให้คู่บ่าวสาวเอามือออกจากอ่างเงิน แล้วรินน้ำสังข์ลงบนมือของคู่บ่าวสาวก็เป็นอันเสร็จพิธี ซึ่งหลังจากการจัดพิธีแต่งงานแล้ว ก็มักจะมีการเลี้ยงฉลองสมรส โดยให้ผู้ใหญ่ที่ได้รับเชิญมาอวยพรคู่บ่าวสาว ซึ่งจะเป็นผู้ที่มีหน้ามีตาสังคม ส่วนการเลี้ยงฉลองสมรสตามโรงแรม (มักจะเลี้ยงเป็นงานเลี้ยงน้ำชาและไอศกรีม) จะจัดขึ้นในเขตเมืองเป็นส่วนใหญ่

 

โรงพยาบาลอเล็กซานดร้า

Written by teeranun on December 11th, 2013. Posted in บทความ

โรงพยาบาลอเล็กซานดร้า

โรงพยาบาลอเล็กซานดร้า (亚历山大医院) เป็นโรงพยาบาลทั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศสิงคโปร์ ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1938 สามารถรับคนไข้ได้ 400 เตียง แต่เดิมรู้จักกันในชื่อโรงพยาบาลทหารอังกฤษ ใช้รักษาพยาบาลทหารอังกฤษที่ประจำการอยู่ในสิงคโปร์

โรงพยาบาลนี้เคยเกิดเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 คือ เหตุการณ์สังหารหมู่ที่โรงพยาบาลแห่งนี้ โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1942 ซึ่งในเหตุการณ์ครั้งนั้น ทหารแห่งจักรวรรดิญี่ปุ่นได้สังหารทหารฝ่ายสัมพันธมิตรที่บาดเจ็บจากสงคราม รวมถึงการสังหารหมอและพยาบาล ในเหตุการณ์ครั้งนั้นมีผู้รอดชีวิตเพียง 5 คน จากผู้เสียชีวิต 321 คน จนเมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี ค.ศ. 1970 โรงพยาบาลแห่งนี้ได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่

โรงพยาบาลอเล็กซานดร้าถือเป็นโรงพยาบาลที่มีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้า และยังเป็นโรงพยาบาลแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สามารถปลูกถ่ายเซลล์เพื่อต่อแขนขาให้กับคนไข้ และในปี ค.ศ. 1971 โรงพยาบาลแห่งนี้ได้อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของรัฐบาลสิงคโปร์

โรงพยาบาลแห่งนี้มีจุดเด่นคือ มีสวนล้อมรอบโรงพยาบาลที่มีพืชกว่า 500 ชนิด ผีเสื้ออีกกว่า 100 ชนิด สวนแห่งนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นในปี ค.ศ. 2000 โดยโรซาลินด์ ตัน (Ms. Rosalind Tan) ผู้บริหารระดับสูงของโรงพยาบาล ที่เคยได้รับรางวัลจากองค์กรสิ่งแวดล้อมนานาชาติ (National Environment Agency (NEA)) ในเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ. 2007

ในสวนแห่งนี้ยังมีจารึกรายนามผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สังหารหมู่ในปี ค.ศ. 1942 อีกด้วย

อจินไตย : เทพเจ้าสูงสุดแห่งเกาะบาหลี

Written by teeranun on December 9th, 2013. Posted in บทความ

acintya

อจินไตย (Acintya) ในภาษาสันสกฤต หมายถึง สิ่งที่ไม่สามารถคาดถึงได้ ซึ่งในเกาะบาหลี อจินไตยถือเป็นเทพเจ้าสูงสุด นอกจากคนทั่วไปจะเรียกเทพเจ้าองค์นี้ว่าอจินไตยแล้ว ยังเรียกได้อีกอย่างคือ ตุงกัล (Tunggal) อันหมายถึงความเป็นหนึ่งเดียว โดยเทพอจินไตยนี้อาจเทียบได้กับพรหมันในหลักศาสนาฮินดู เทพอจินไตยมักจะปรากฏเป็นตัวหนังตัวสำคัญในการเล่นวาหยัง (หนังตะลุงของอินโดนีเซีย)

เทพอจินไตยมักจะถูกอธิบายว่าเป็นเทพแห่งความว่างเปล่า ถือเป็นสัญลักษณ์ของจุดกำเนิดแห่งจักรวาล เทพอจินไตยจะไม่สร้างเป็นรูปเคารพ โดยแสดงออกให้เห็นแต่เพียงบัลลังก์เปล่า ส่วนการแสดงออกอีกรูปแบบหนึ่งคือรูปแบบของเทพที่มีเปลวไฟล้อมรอบทั่วตัว อันแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์กับสุริยเทพ ส่วนการบูชาเทพอจินไตยนั้นจะไม่บูชากันโดยตรง เว้นแต่เทพอจินไตยจะมาปรากฏต่อหน้าเหล่าสาวก

จนในปี ค.ศ. 1930 เทพอจินไตยได้ถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า หะยัง วิธิ วาสะ (Hyang Widhi Wasa) หมายถึงพระเจ้าผู้เป็นหนึ่งเดียว ตั้งโดยมิชชันนารีชาวคริสต์ที่ต้องการอธิบายพระผู้เป็นเจ้าตามหลักศาสนาคริสต์ในเกาะบาหลีหลังจากที่อินโดนีเซียได้รับเอกราช ทั้งนี้ นอกจากมิชชันนารีจะใช้หลักศาสนาคริสต์ทั้งนิกายโรมันคาทอลิกและโปรแตสแตนท์แล้ว ยังอธิบายเทพอจินไตยโดยใช้หลักศาสนาฮินดู อิสลาม และพุทธศาสนาประกอบอีกด้วย

 

 

เรือวินตา

Written by teeranun on December 8th, 2013. Posted in บทความ

เรือวินตา : Vinta (คนท้องถิ่นเรียกเรือเหล่านี้ว่า เลปา-เลปา : lepa-lepa หรือ ซากายัน : sakayan) เป็นเรือแบบดั้งเดิมที่ปรากฏอยู่ในเกาะมินดาเนา ประเทศฟิลิปปินส์ โดยมีผู้สันนิษฐานว่าวินตาอาจเป็นคำที่มาจากชื่อเหรียญของชาวสเปน ซึ่งเรือเหล่านี้สร้างขึ้นโดยชาวบาจัว (Bajau) และชาวโมโร (Moro) ที่อาศัยอยู่ในหมู่เกาะซูลู แหลมซัมโบอังกา (Zamboanga) และทางตอนใต้ของเกาะมินดาเนา เรือวินตามักจะมีใบเรือที่ทาสีฉูดฉาดหลายๆสีเป็นแนวตั้ง อันเป็นการแสดงออกทางวัฒนธรรมของชุมชนชาวมุสลิมในบริเวณนี้

เรือวินตาเป็นเรือที่ผู้คนทั่วไปใช้เดินทางไปมาระหว่างหมู่เกาะ ซึ่งสามารถบรรทุกได้ทั้งคนและสินค้าประเภทต่างๆ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเรือวินตามีขนาดเล็ก จึงไม่เหมาะแก่การเดินทางในระยะไกล รวมถึงไม่เหมาะแก่การเดินทางในเวลาที่มีคลื่นลมแรง ซึ่งหากจะข้ามทะเลลึกหรือเดินทางไกลๆ จะมีเรืออีกประเภทหนึ่งที่มีชื่อว่ากุมปิต (kumpit) และ ซาห์ปิต (sahpit) หรือที่รู้จักกันในอินโดนีเซียว่า ปาเรา (parao) ซึ่งเรือเหล่านี้จะใช้เป็นเรือบ้านและเรือส่งสินค้าที่มีปริมาณมากๆ

ปัจจุบันเรือวินตาถือเป็นสิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ มีการออกแบบในเรือรูปแบบใหม่ๆให้เกิดความหลากหลายมากขึ้น ซึ่งที่พักต่างๆในเกาะมินดาเนามักจะมีเรือวินตาให้นักท่องเที่ยวที่ต้องการผจญภัยได้เช่าเพื่อไปล่องเรือตามแนวชายฝั่ง นอกจากนี้ ที่เมืองซัมโบอังกายังมีการจัดแข่งขันล่องเรือวินตาข้ามช่องแคบบาสิลันที่มีระยะทาง 23 กิโลเมตรเป็นประจำทุกปี ซึ่งจัดการแข่งขันปีละครั้งอีกด้วย

 

โอรัง อาซัล : คนดั้งเดิมแห่งมาเลเซีย

Written by teeranun on December 6th, 2013. Posted in บทความ

โอรัง อาซัล

โอรัง อาซัล (Orang Asal) มีความหมายในภาษามลายูว่ากลุ่มคนดั้งเดิม ซึ่งกลุ่มคนโอรัง อาซัลนี้ถือเป็นภูมิบุตร (ชาวมาเลเซียแท้ๆก่อนที่ชาวจีนจะอพยพเข้ามา) โดยมากคนมักเข้าใจว่ากลุ่มคนโอรัง อาซัล คือพวกเงาะป่า (โอรังอัสลี : Orang Asli) อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มคนโอรัง อาซัลอีกมาก และถือเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่อาศัยอยู่ในรัฐซาราวักและรัฐซาบาห์ของมาเลเซีย

แม้ว่ากลุ่มคนโอรัง อาซัลจะถือเป็นภูมิบุตรของประเทศมาเลเซีย แต่ก็ถือเป็นกลุ่มคนภูมิบุตรชั้นสอง (รองจากชาวมาเลย์ที่เป็นกลุ่มคนภูมิบุตรส่วนใหญ่ของประเทศ) ซึ่งการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ ทำให้เกิดปัญหาในการเบียดเบียนที่อยู่อาศัยและที่ทำกินเดิมของกลุ่มคนโอรัง อาซัล ทั้งนี้การทำกินและการย้ายถิ่นที่อยู่ยังถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอีกด้วย รัฐบาลมาเลเซียมักแก้ไขโดยการออกบัตรประจำตัวให้กับกลุ่มคนเหล่านี้ และยังมีปัจจัยสำคัญอื่นๆที่ทำให้กลุ่มคนโอรัง อาซัลเริ่มลดจำนวนลง เนื่องจากการขยายตัวของวัฒนธรรมกระแสหลัก รวมถึงการหันไปนับถือศาสนาอิสลาม

กลุ่มคนโอรัง อาซัล เป็นกลุ่มคนที่ใช้ภาษาในกลุ่มออสโตรนีเชียนหรือออสโตรเอเชียติค ซึ่งกลุ่มภาษาเหล่านี้สามารถแบ่งกลุ่มคนเหล่านี้ได้เป็นกลุ่มนิกริโต เซมัง และชาวมาเลย์ ปัจจุบันกลุ่มภาษาเหล่านี้กำลังจะหายไปเนื่องจากเด็กโอรัง อาซัล เข้าเรียนในโรงเรียน ซึ่งในโรงเรียนของมาเลเซียจะใช้ภาษาอังกฤษกับภาษามาเลย์เป็นหลัก

กลุ่มคนโอรัง อาซัลในแหลมมลายูกับกลุ่มคนโอรัง อาซัลในรัฐซาราวักและรัฐซาบาห์จะมีข้อแตกต่างเล็กน้อย กล่าวคือ กลุ่มคนโอรัง อาซัลในแหลมมลายูมักจะยังชีพด้วยการหาของป่าล่าสัตว์หรือการทำประมง ส่วนกลุ่มคนโอรัง อาซัลในรัฐซาราวักและรัฐซาบาห์จะยังชีพด้วยการเพาะปลูก นอกจากนี้กลุ่มคนโอรัง อาซัลในรัฐซาราวักและรัฐซาบาห์ยังมีฝีมือในการทำหน้ากากไม้อีกด้วย

 

การดื่มน้ำอ้อยในชมพูทวีป

Written by teeranun on December 3rd, 2013. Posted in บทความ


น้ำอ้อย เป็นเครื่องดื่มประเภทหนึ่งที่คนไทยเราเองคุ้นหน้าคุ้นตากันดี หาดื่มได้ไม่ยากนัก นอกจากประเทศไทยของเราแล้ว ยังมีอีกหลายชาติที่ดื่มน้ำอ้อยเช่นกัน ซึ่งในแต่ละชาติก็จะปรุงรสน้ำอ้อยที่แตกต่างกันออกไป ในบทความนี้จะนำเสนอการดื่มน้ำอ้อยในชมพูทวีป ประกอบด้วยประเทศอินเดียและประเทศปากีสถาน

ในอินเดีย น้ำอ้อยเป็นเครื่องดื่มที่นิยมกันมากในรัฐคุชราต มหาราช อันธรประเทศ ทมิฬนาฑู ปัญจาบ หารยาน หิมาจัลประเทศ ราชาสถาน และอุตตรประเทศ น้ำอ้อยในอินเดียเรียกว่า “โอสฉ ราส” หรือ “คันเน กา ราส” (โอส หรือ คันนา หมายถึงอ้อย ส่วนราส หมายถึงน้ำผลไม้) ชาวอินเดียวมักจะดื่มน้ำอ้อยในช่วงหน้าร้อน (อย่างไรก็ตาม ที่มุมไบและมหาราชมีน้ำอ้อยให้ดื่มตลอดปี ส่วนที่ปัญจาบ จะมีน้ำอ้อยให้ดื่มราวกลางเดือนมีนาคมถึงปลายเดือนตุลาคม) โดยใส่ขิง มะนาว มิ้นท์ หรือน้ำแข็งลงไปด้วย น้ำอ้อยในอินเดียสามารถหาดื่มได้ทั่วไปตามรถเข็นข้างถนนแบบประเทศไทย

ในปากีสถาน น้ำอ้อยถือเป็นเครื่องดื่มประจำชาติ เรียกว่า โรห์ หรือคันเน กา ราส การดื่มน้ำอ้อยในปากีสถานไม่นิยมใส่น้ำแข็ง ส่วนมากมักจะใส่ขิงและมะนาว รวมถึงการปรุงรสด้วยเกลือหรือพริกไทย สามารถหาดื่มได้ตามรถเข็นแบบประเทศไทยเช่นกัน

ในพระธรรมวินัย ยังถือว่าน้ำอ้อยเป็นยาสำคัญของพระสงฆ์อีกด้วย

ช่างศิลป์ของพม่า

Written by teeranun on December 1st, 2013. Posted in บทความ


ประเทศพม่า ถือเป็นประเทศที่มีศิลปะในรูปแบบต่างๆมากมาย เนื่องจากมีหลายกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในประเทศพม่า ส่วนใหญ่แล้วศิลปะพม่ามักจะสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อเรื่องศาสนา โดยเฉพาะพุทธศาสนา ทั้งนี้ ในประเทศพม่าได้แบ่งช่างออกเป็นประเภทต่างๆ ซึ่งมีช่างที่สำคัญอยู่สิบหมู่ เรียกว่า ปันเฉเมียว (ပန်းဆယ်မျိုး )ประกอบด้วย

1. ช่างตีเหล็ก (ပန်းပဲ : ba-be)                  6. ช่างแกะสลักหิน (ပန်းတမော့ : pantamaw)

2. ช่างแกะสลักไม้ (ပန်းပု : ba-bu)           7. ช่างกลึงไม้ (ပန်းပွတ် : panbut)

3. ช่างทอง (ပန်းထိမ် : ba-dein)   8. ช่างจิตรกรรม (ပန်းချီ : bagyi)

4. ช่างปูนปั้น (ပန်းတော့ : pandaw)         9. ช่างลงรักปิดทอง (ပန်းယွန်း : panyun)

5. ช่างอิฐ (ပန်းရန် : pa-yan)                   10. ช่างหล่อโลหะ (ပန်းတဉ်း : badin)

นอกเหนือจากช่างสิบหมู่แล้ว ยังมีช่างฝีมือในกลุ่มอื่นๆอีก เช่น ช่างทอผ้าไหม ช่างปั้นหม้อ ช่างทอพรม ช่างทำอัญมณี และช่างทำทองคำเปลว ซึ่งช่างเหล่านี้มักจะต้องทำงานร่วมกัน ในการสร้างสรรค์งานศิลปะ จนมีงานศิลปะที่ออกมาเป็นเอกลักษณ์ของประเทศพม่าในที่สุด ตัวอย่างเช่นการสร้างพระธาตุ (ပြာသာဒ် : หลังคาทรงปราสาทของพม่า) ที่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างช่างแกะสลักไม้ ช่างกลึงไม้ ช่างปูนปั้น ช่างลงรักปิดทอง ช่างทำอัญมณี และช่างทำทองคำเปลว

ระบบวรรณะในเกาะบาหลี

Written by teeranun on November 29th, 2013. Posted in บทความ

ระบบวรรณะในเกาะบาหลี เป็นการจัดสถานะของคนในสังคมที่บาหลีได้รับอิทธิพลมาจากอินเดีย แม้ว่าความซับซ้อนของระบบวรรณะในเกาะบาหลีจะไม่เท่ากับระบบวรรณะของอินเดีย แต่ก็สามารถจำแนกได้เป็น 4 วรรณะใหญ่ตามแบบอินเดียคือ

– วรรณะพราหมณ์ คือกลุ่มชนชั้นนักบวชและผู้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาฮินดู

– วรรณะกษัตริย์ คือกลุ่มชนชั้นผู้ปกครอง รวมถึงนักรบและทหาร

– วรรณะแพศย์ (ไวศยะ) คือกลุ่มชนชั้นพ่อค้าและผู้ปฏิบัติงานภายใต้คำสั่งของผู้ปกครอง

– วรรณะศูทร คือกลุ่มชนชั้นชาวนาและเกษตรกร คิดเป็นจำนวนร้อยละ 93 ของประชากรทั้งหมดในเกาะบาหลี

การสังเกตว่าคนในเกาะบาหลีอยู่ในวรรณะใดนั้น จะสังเกตได้จากสำเนียงการใช้ภาษาบาหลี ที่แต่ละวรรณะจะมีสำเนียงการพูดที่แตกต่างกัน

วรรณะที่เริ่มสูญสิ้นไปจากเกาะบาหลีเป็นวรรณะแรกคือกลุ่มคนในวรรณะกษัตริย์ หลังจากการล่มสลายของราชวงศ์มัชปาหิต (ค.ศ. 1293-1527) อย่างไรก็ตาม ยังปรากฏการสืบทอดของวรรณะกษัตริย์ต่อมาในราชวงศ์เทวะอะกุง (Deva Agung) ซึ่งราชวงศ์นี้ได้ปกครองเกาะบาหลีจนถึง ค.ศ. 1950

ระบบวรรณะในเกาะบาหลีเริ่มลดความสำคัญลงเมื่ออินโดนีเซียตกเป็นอาณานิคมของฮอลันดา และแทบจะหมดความสำคัญไปหลังจากที่อินโดนีเซียประกาศอิสรภาพเมื่อปี ค.ศ. 1950 หลังจากที่ทางรัฐบาลได้ออกกฎห้ามการสนับสนุนระบบวรรณะทุกรูปแบบ ทำให้เกิดการต่อต้านของกลุ่มคนที่สนับสนุนระบบวรรณะในช่วงปี ค.ศ. 1950-1960 ทำให้เกิดการปะทะกับระหว่างฝ่ายผู้สนับสนุนระบบวรรณะกับฝ่ายคอมมิวนิสต์แห่งอินโดนีเซีย จนมีผู้เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1965-1966 ทั้งนี้ ระบบวรรณะยังคงเหลืออยู่ในเกาะบาหลีบ้าง โดยเฉพาะการประกอบพิธีกรรมต่างๆในศาสนาฮินดูที่คนทั่วไปจะให้พราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธี

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมรัฐยะไข่

Written by teeranun on November 27th, 2013. Posted in บทความ

 

พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมรัฐยะไข่ ตั้งอยู่ในเขตปกครองตนเองยะไข่ ประเทศพม่า ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1996 หน้าพิพิธภัณฑ์มีประติมากรรมคชสีห์อันเป็นสัญลักษณ์ประจำยะไข่ ชื่อในภาษาพม่าเรียกว่าพยาละ (Byala)

ภายในพิพิธภัณฑ์ได้จัดแสดงผังเมืองโบราณ รวมถึงโบราณวัตถุที่จัดแสดงในส่วนต่างๆ เช่น

– เหรียญเงิน หรือเครื่องเคลือบในสมัยเวสาลี (ราว ค.ศ. 327-818) และสมัยเมียวอู (Mrauk U) (ค.ศ. 1430-1784)

– ประติมากรรมหินในสมัยเวสาลี และสมัยเลเมียว (Lay Myo) (ค.ศ. 818-1430)

– จารึกบนวัสดุต่างๆ เช่น ทองแดง ดินเผา ใบลาน ฯลฯ ในสมัยเมียวอู นอกจากนี้ยังจัดแสดงจารึกของพระเจ้าอานันทะ โดยจารลงบนหินทราย ใช้ตัวอักษรทางอินเดียเหนือ ภาษาสันสกฤต มีเนื้อหาเกี่ยวกับพระราชประวัติของพระเจ้าอานันทะ กำหนดอายุจารึกได้ราวคริสต์ศตวรรษที่ 8

ยังมีการจัดแสดงเครื่องดนตรีประเภทต่างๆ เช่น พิณ ระนาด ขลุ่ย ฯลฯ เถาปิ่นโตลงรัก ภาชนะดินเผาเนื้อกระเบื้อง ประติมากรรมในพุทธศาสนา และกล้องยาสูบที่ได้จากการขุดค้นทางโบราณคดี กำหนดอายุอยู่ในสมัยเมียวอู

ในส่วนอื่นๆของพิพิธภัณฑ์ยังจัดแสดงเครื่องแต่งกายของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆในยะไข่ รวมถึงการจัดแสดงนิทรรศการด้านวัฒนธรรม เช่น การคลอดบุตร การแต่งงาน การละเล่นต่างๆ เป็นต้น และการจัดแสดง
ศาสนสถานจำลองที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในยะไข่อีกด้วย