Author Archive

เล-อัก : กระสือแห่งเกาะบาหลี

Written by teeranun on February 5th, 2014. Posted in บทความ

กระสือแห่งเกาะบาหลี

เล-อัก (Leyak) เป็นผีประเภทหนึ่งตามเรื่องเล่าพื้นบ้านในเกาะบาหลี ที่สามารถบินได้โดยมีแต่หัวกับไส้ มีเขี้ยวและแลบลิ้นยาว และชอบบินหาคนที่เพิ่งคลอดบุตร เพื่อไปกินเลือดและเด็กเกิดใหม่ (อาจเทียบได้กับผีกระสือของประเทศไทย) ซึ่งตามเรื่องเล่าพื้นบ้านนั้น มีผีเล-อัก เป็นผู้ชาย 1 ตน และผู้หญิง 2 ตน (ผิดกับเรื่องเล่าของไทยที่ผีกระสือจะมีแต่เฉพาะผู้หญิง ส่วนผู้ชายจะเป็นกระหัง)

ก่อนที่จะกลายเป็นเล-อักนั้น เชื่อกันว่าแต่เดิมผีเหล่านี้เคยเป็นมนุษย์ที่ฝึกไสยศาสตร์ด้านมืด และเริ่มกินเนื้อมนุษย์ ซึ่งจ้าวแห่งเล-อักในเกาะบาหลีก็คือแม่มดแรงดา (Rangda) และตัวแม่มดแรงดาเอง ก็ยังเป็นสัญลักษณ์ของจ้าวแห่งความชั่วร้ายทั้งปวงอีกด้วย

ผีเล-อักชอบอาศัยอยู่ตามป่าช้า กินศพเป็นอาหาร และจะทำให้เล-อักมีพลังเพิ่มจนสามารถแปลงกายเป็นสัตว์ต่างๆได้ เช่น หมูหรือแมลง ปกติผีเล-อักในตอนกลางวันจะอยู่ในรูปของมนุษย์ทั่วไป แต่พอตกกลางคืน ก็จะถอดหัวกับไส้แล้วบินไปตามสถานที่ต่างๆ บางครั้งผู้คนในเกาะบาหลีก็จะแขวนรูปจำลองของเล-อักเพื่อเป็นของประดับบ้าน (อาจมีความเชื่อด้วยว่าเมื่อมีผีเล-อักในบ้านแล้ว ผีเล-อักตัวจริงก็จะไม่มา)

ตามความเชื่อของคนบาหลี เชื่อว่าผีเล-อักสามารถทำให้คนไม่สบายหรือเสียชีวิตได้ ซึ่งจะมีหมอผีทำการเข้าทรงวิญญาณของผู้ตาย แล้วถามผู้ตายว่าใครเป็นคนฆ่า ซึ่งส่วนใหญ่วิญญาณก็จะตอบว่ามีพวกเล่นไสยศาสตร์ (ผีเล-อัก) ตนนั้นตนนี้มาฆ่า แล้วคนในครอบครัวก็จะไปไล่ล่าผีเล-อักตนนั้น อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงแล้วคนในครอบครัวผู้ตายมักจะมีการคาดเดาผู้ที่เป็นฆาตกรอยู่แล้ว

ทั้งนี้ มีการเชื่อมโยงว่าความเชื่อเรื่องผีเล-อัก ได้รับอิทธิพลมาจากศรีลังกา โดยแยกคำว่า “เล” ในภาษาสิงหล ที่แปลว่าเลือด ส่วน “อัก” (yak) ในภาษาสิงหลก็หมายถึงยักษ์หรืออสูร ที่ชอบกินเลือดกินเนื้อนั่นเอง

การสู้รบที่เกาะปีนัง

Written by teeranun on January 28th, 2014. Posted in บทความ

การสู้รบที่เกาะปีนัง

การสู้รบที่เกาะปีนัง (Battle of Penang) เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เวลา 4.30 น.เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ค.ศ. 1914 ซึ่งการสู้รบครั้งนั้นเป็นการสู้รบกันทางทะเลระหว่างกองทัพเรือของจักรวรรดิเยอรมันแห่งฝ่ายมหาอำนาจกลางกับกองทัพเรือของจักรวรรดิรัสเซียและฝรั่งเศสแห่งฝ่ายสัมพันธมิตรที่ช่องแคบมะละกา ที่ขณะนั้นเป็นพื้นที่ในการปกครองของจักรวรรดิอังกฤษที่เป็นฝ่ายสัมพันธมิตรเช่นเดียวกับรัสเซียและฝรั่งเศส โดยช่องแคบมะละกานี้ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญทั้งทางทหารและการค้าของฝ่ายสัมพันธมิตรในเวลานั้น

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อกองเรือรบของเยอรมันที่ประจำการอยู่ที่ชิงเต่าของจีน ได้เคลื่อนกำลังพลเพื่อกลับไปเยอรมัน แต่เรือลาตระเวนชื่อว่าเอ็มเด็น (Emden) ภายใต้การควบคุมของเรือโทคาร์ล ฟอน มุลเลอร์ (Karl von Müller) ได้เข้าโจมตีท่าเรือบนเกาะปีนังโดยใช้กลุ่มควันเพื่ออำพรางเรือ ทำให้เรือของเยอรมันดูคล้ายกับเรือยาร์เมาท์ (Yarmouth) ของอังกฤษ และเรือเอ็มเด็นได้จมเรือลาดตระเวนของรัสเซียชื่อว่าเซ็มชุค (Zhemchug) ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของบารอน เชอร์คาสซอฟ (Baron Cherkassov) (ขณะนั้นเขาพักอยู่ที่โรงแรมอิสเทิร์น แอนด์ โอเรียนเต็ล ทำให้เขาถูกตัดสินให้จำคุก 3 ปี 6 เดือนข้อหาละทิ้งการปฏิบัติหน้าที่) และเรือพิฆาตของฝรั่งเศสชื่อว่ามอสเกต์ (Mousquet) ภายใต้การควบคุมของเรือโทเตอร์อวานเน่ (Théroinne) การโจมตีของเยอรมันทำให้ลูกเรือของรัสเซียเสีชีวิต 89 คน บาดเจ็บอีก 143 คน ส่วนลูกเรือของฝรั่งเศสเสียชีวิต 47 คน รวมถึงเรือโทเตอร์อวานเน่ด้วย

หลังจากเหตุการณ์นี้ เรือโทมุลเลอร์ยังทำการจมเรือของฝ่ายสัมพันธมิตรอย่างต่อเนื่องอีก 10 วัน จนได้รับความเสียหายและไปเกยตื้นที่เกาะโคโคสของอังกฤษ (ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของประเทศออสเตรเลีย อยู่ทางใต้ลงมาจากเกาะสุมาตรา)

เกาะเบซาร์

Written by teeranun on January 26th, 2014. Posted in บทความ

เกาะเบซาร์

เกาะเบซาร์ เป็นเกาะที่อยู่ทางทิศตะวันออกของชายฝั่งรัฐยะโฮร์ ประเทศมาเลเซีย สามารถเดินทางโดยเรือจากเมืองเมอร์ซิง (Mersing town) ราว 30 นาที จุดสูงสุดของเกาะอยู่เหนือระดับน้ำทะเล 258 เมตร

เกาะเบซาร์นั้นล้อมรอบด้วยเกาะราวา (Rawa Island) เกาะซีบู (Sibu Island) และเกาะติงกิ (Tinggi Island) ถือเป็นเกาะที่มีความสวยงามมาก เนื่องจากมีหาดทรายละเอียดขาวที่สะอาด และมีน้ำทะเลที่ใสมาก และสัตว์น้ำที่เกาะนี้ก็ยังอุดมสมบูรณ์ โดยรัฐบาลมาเลเซียได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเรื่องการคุ้มครองสัตว์น้ำจำนวน 60 ชนิด ซึ่งกินพื้นที่คิดเป็นระยะห่างจากเกาะออกไปในทะเล 3.7 กิโลเมตร

นอกจากความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเลแล้ว เกาะเบซาร์ยังมีป่าเขตร้อนที่อุดมสมบูรณ์อีกด้วย เกาะนี้ยังมีชาวบ้านที่ประกอบอาชีพประมงอยู่อีกราว 7-8 หมู่บ้าน

เกาะนี้มีตำนานท้องถิ่นที่กล่าวถึงเรื่องชาวประมงคู่หนึ่งที่กลายเป็นเงือก โดยตำนานได้กล่าวไว้ว่าชาวประมงผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังตั้งครรภ์อยู่เกิดอยากกินสาหร่ายชนิดหนึ่งที่ขึ้นอยู่มากแถบทะเลเมอร์ซิง แต่หลังจากที่กินเข้าไปแล้ว ชาวประมงผู้หญิงคนนั้นก็ได้กลายเป็นนางเงือกและหายไปจากบ้าน ทำให้ชาวประมงผู้ชายที่เป็นสามีเกิดความเสียใจเป็นอย่างมาก แต่ภายหลังชาวประมงผู้ชายก็ได้กินสาหร่ายชนิดเดียวกันและกลายเป็นเงือกตามชาวประมงผู้เป็นภรรยา และปัจจุบันชาวบ้านยังมีความเชื่อกันว่าเงือกคู่นี้ยังคงอยู่รอบเกาะ และหากินสาหร่ายที่ทำให้กลายเป็นเงือก

นอกจากนี้ เคยมีเรื่องเล่าว่าแต่เดิมเกาะนี้มีชื่อว่าเกาะบาบีเบซาร์ ซึ่งหมายถึงเกาะที่เต็มไปด้วยหมูป่า โดยสันนิษฐานกันว่าแต่เดิมเกาะนี้เคยมีหมูป่าอยู่ชุกชุมก่อนที่มนุษย์จะเข้ามาตั้งถิ่นฐาน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันก็ไม่เหลือหมูป่าที่เกาะแห่งนี้อีกแล้ว

มาลิก อัล ซาลีห์

Written by teeranun on January 24th, 2014. Posted in บทความ

มาลิก อัล ซาลีห์

มาลิก อัล ซาลีห์ (Malik Al Saleh, Malik ul Salih หรือ Malik ul Saleh) มีชื่อเดิมว่า มารา ซีลู (Mara Silu, Merah Silu หรือ Muerah Silu) เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์คนแรกที่ก่อตั้งรัฐอิสลามขึ้นในเกาะสุมาตราที่มีชื่อว่า “สมุทร ปาไซ” (Samudera Pasai) ในปี ค.ศ. 1267 ตามตำนานเล่าว่ามาลิก อัล ซาลีห์ได้ไปพบกับมดที่ตัวใหญ่เท่าแมว และได้จับมดนั้นกิน หลังจากที่มาลิก อัล ซาลีห์ก่อตั้งรัฐขึ้นมา ก็ได้แต่งงานกับบุตรสาวเจ้าเมืองเปอร์ลัก (Perlak) และให้กำเนิดบุตรชาย 2 คน

ตามบันทึกในหิกายัต ราช-ราชา ปาไซ (พระราชพงศาวดารกษัตริย์แห่งปาไซ ที่สันนิษฐานว่าเขียนขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 14) เล่าว่ามาลิก อัล ซาลีห์ ฝันถึงพระมะหะหมัด (ศาสดาของศาสนาอิสลาม) โดยในความฝันนั้น พระมะหะหมัดได้ชักชวนให้มาลิก อัล ซาลีห์ ยอมรับนับถือศาสนาอิสลาม

บันทึกหรือตำนานบางแหล่งได้กล่าวไว้ว่ามาลิก อัล ซาลีห์คือเจ้าชายมาลิกแห่งอาเจห์ที่ล่องเรือมาจากเบรูอาส (กังกา เนการา ที่เชื่อว่าเป็นอาณาจักรในตำนานตามความเชื่อของศาสนาฮินดูที่อ้างถึงในประชุมพงศาวดารของมาเลย์ ซึ่งปัจจุบันเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของรัฐเปรักในประเทศมาเลเซีย) และมาตั้งรัฐสุลต่านขึ้น ณ ที่แห่งนี้

ทั้งนี้ ยังคงมีข้อถกเถียงกันในเรื่องลำดับของช่วงเวลา เนื่องจากชาวมุสลิมจากอาหรับได้เริ่มเข้ามามีอิทธิพลการค้าขายในบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แทนกวางตุ้ง รวมถึงการเข้ามาตั้งถิ่นฐานในคาบสมุทรมลายูตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 9 อย่างไรก็ตาม หลุมฝังศพของมาลิก อัล ซาลีห์ ถือเป็นหลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดที่ยืนยันถึงการก่อตั้งรัฐอิสลามในเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย

ประภาคารเอ๋อหลวนปี้

Written by teeranun on January 22nd, 2014. Posted in บทความ

ประภาคารเอ๋อหลวนปี้

ประภาคารเอลูอัน (Eluanbi Lighthouse : 鵝鑾鼻燈塔) เป็นประภาคารที่ตั้งอยู่บนแหลมเอ๋อหลวนปี้ ซึ่งอยู่ระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกกับช่องแคบไต้หวัน ทางตอนใต้ของไต้หวัน โดยประภาคารนี้หันหน้าไปทางช่องแคบลูซอนของฟิลิปปินส์ ประภาคารแห่งนี้ได้รับฉายาว่า “แสงแห่งเอเชียตะวันออก” เนื่องจากเป็นประภาคารที่ถือว่ามีประสิทธิภาพสูงสุดของไต้หวัน

ประภาคารแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1888 โดยสถาปนิกชาวอังกฤษชื่อ ดับเบิ้ลยู เอฟ สปินลี(W.F.Spinley) ซึ่งการออกแบบประภาคารแห่งนี้มีลักษณะพิเศษที่ประภาคารอื่นๆไม่มีคือ เป็นประภาคารที่ติดอาวุธ มีสนามเพลาะ และช่องปืนตามกำแพง นอกจากนี้ ยังมีป้อมปราการ เนื่องจากประภาคารแห่งนี้เคยถูกรุกรานจากชนเผ่าท้องถิ่น

ในช่วงปี ค.ศ. 1894-1895 เป็นช่วงที่เกิดสงครามระหว่างจีนกับญี่ปุ่น ประภาคารแห่งนี้ได้ตกอยู่ในการปกครองของญี่ปุ่น และญี่ปุ่นได้บูรณะประภาคารนี้ในปี ค.ศ. 1898 แต่ประภาคารก็ได้รับความเสียหายอย่างมากอีกครั้งในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากฝ่ายสัมพันธมิตรได้ทิ้งระเบิดใส่ฐานที่มั่นของทหารญี่ปุ่น

ในปี ค.ศ. 1926 ประภาคารเอ๋อหลวนปี้ได้ถูกสร้างขึ้นใหม่ ซึ่งปัจจุบันก็ยังถูกใช้เป็นประภาคารเพื่อส่งสัญญาณให้กับเรือเดินทะเล รวมถึงยังเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติเขิ่นติง (Kenting National Park : 國家公園)

พระราชวังกัมปงกลัม

Written by teeranun on January 20th, 2014. Posted in บทความ

พระราชวังกัมปงกลัม

พระราชวังกัมปงกลัม (Istana Kampong Glam,Istana Kampong Gelam) เป็นพระราชวังเก่าของชาวมาเลย์ในสิงคโปร์ สร้างโดยสุลต่านฮุสเซน ชาห์ (Sultan Hussein Shah) แห่งรัฐยะโฮร์ในปี ค.ศ. 1819 บนพื้นที่ 57 เอเคอร์ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเดิมเคยเป็นของบริษัทอีสอินเดียของอังกฤษ และพื้นที่ของพระราชวังนี้ลดลงไปในปี ค.ศ. 1824 เนื่องจากการสร้างถนน North Bridge และสุลต่านฮุสเซน ชาห์ก็อาศัยอยู่ที่พระราชวังแห่งนี้เพียงระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น ก่อนจะเสียชีวิตที่เมืองมะละกาในปี ค.ศ. 1835

แต่เดิมพระราชวังแห่งนี้สร้างด้วยไม้ จนเมื่อสุลต่านฮุสเซน ชาห์เสียชีวิตแล้ว สุลต่าน อาลี อิสกันดาร์ ชาห์ (Sultan Ali Iskandar Shah) ผู้เป็นบุตรชายคนโตได้สร้างพระราชวังจากคอนกรีตขึ้นใหม่ในปี ค.ศ. 1836-1843 ซึ่งออกแบบโดยสถาปนิกชาวไอริชชื่อจอร์จ ดรัมกูล โคลแมน (George Drumgoole Coleman) โดยพระราชวังนี้มีรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบพาลเลเดียนที่คล้ายคลึงกับรัฐสภาหลังเก่าและโบสถ์อาร์เมเนียในสิงคโปร์ ส่วนที่พักของพวกคนรับใช้และช่างศิลป์จะสร้างขึ้นในรูปแบบของสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นแบบมาเลย์

เมื่อพระราชวังนี้สร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1843 บุตรชายคนโตของสุลต่านอาลีชื่อ ตวนกู อาลัม (Tengku Alam) ก็เข้าอยู่อาศัยจนกระทั่งเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1891 จนในปี ค.ศ. 1896 ได้เกิดกรณีพิพาทขึ้นระหว่างคนในตระกูลสุลต่านฮุสเซนที่ไม่สามารถตกลงกันได้ว่าใครควรจะเป็นผู้ครอบครองพระราชวังหลังนี้ต่อไป และในที่สุด ศาลสิงคโปร์ได้ตัดสินให้พระราชวัง รวมถึงพื้นที่ในพระราชวังดังกล่าวตกเป็นของรัฐไป

ในปี ค.ศ. 2004 รัฐบาลสิงคโปร์ได้ปรับปรุงพระราชวังแห่งนี้ให้กลายเป็นศูนย์จัดแสดงนิทรรศการมรดกทางวัฒนธรรมมาลย์ในสิงคโปร์

ระเด่น ซาเละห์ ชารีฟ บัสตามาน : จิตรกรแนวโรแมนติกแห่งชวา

Written by teeranun on January 18th, 2014. Posted in บทความ

ระเด่น ซาเละห์ ชารีฟ บัสตามาน

ระเด่น ซาเละห์ ชารีฟ บัสตามาน (Raden Saleh Sjarif Boestaman) ถือเป็นจิตรกรชาวอินโดนีเซียคนแรกๆที่ริเริ่มการวาดภาพตามแบบตะวันตก และเป็นต้นแบบให้กับจิตรกรรมสมัยใหม่ของอินโดนีเซีย ภาพที่เขาวาดนั้นจัดอยู่ในกลุ่มจิตรกรรมแนวโรแมนติกแบบยุโรป ที่นิยมกันในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยภาพของเขามีลักษณะเด่นคือการใส่ความเป็นรากเหง้าด้านวัฒนธรรมของเขาลงไปในผลงาน

ระเด่น ซาเละห์เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1811 ในตระกูลผู้ดีของชวา โดยเขาเป็นผู้มีฝีมือด้านการวาดภาพมาตั้งแต่เด็ก จน เอ.เจ.ปาเยน ผู้เป็นอาจารย์ได้ชักชวนให้เขาไปเรียนศิลปะที่เนเธอร์แลนด์ จนในปี ค.ศ. 1829 ระเด่น ซาเละห์ได้ไปเรียนการวาดภาพเหมือนของบุคคล และสร้างผลงานอันโดดเด่นขึ้น จนแกรนด์ ดยุค แห่ง แซค-โคเบิร์ก-โกธา (Grand Duke of Saxe-Coburg-Gotha) ได้อุปถัมภ์การสร้างผลงานของเขา

นอกจากนี้ ระเด่น ซาเละห์ยังได้เรียนรู้การวาดภาพวิวทิวทัศน์ ซึ่งผลงานแนวนี้ได้ถูกจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ริชกส์ (Rijks museum) ในกรุงอัมสเตอร์ดัม

ในปี ค.ศ. 1852 ระเด่น ซาเละห์ได้เดินทางกลับมายังอินโดนีเซีย โดยเขาได้กลายเป็นผู้ดูแลรักษาศิลปะของรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ รวมถึงการวาดภาพเหมือนของบุคคลชั้นสูงในเกาะชวาและภาพวิวทิวทัศน์ในชวา อย่างไรก็ตาม การดำเนินชีวิตที่บ้านเกิดหลังจากกลับมาจากเนเธอร์แลนด์นั้นไม่ค่อยเป็นที่พอใจของเขานัก

ต่อมาในปี ค.ศ. 1867 เขาได้แต่งงานกับลูกสาวของสุลต่านแห่งยอกยาการ์ตา และได้พาเธอไปเที่ยวประเทศในยุโรปหลายประเทศ ได้แก่ เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี และอิตาลี อย่างไรก็ตาม ภรรยาของเขาเกิดป่วยกะทันหัน จนทั้งคู่ต้องกลับมาที่อินโดนีเซีย

ในปี ค.ศ. 1880 ระเด่น ซาเละห์เกิดอาการป่วยเฉียบพลัน ซึ่งเกิดจากภาวะหัวใจล้มเหลว และเสียชีวิตในวันที่ 23 เมษายน ศพของเขาถูกฝังในหมู่บ้านเอมบัง (Kampung Empang) และมีผู้มาร่วมงานศพของเขามากมาย ทั้งที่เป็นคนชั้นสูง และเจ้าหน้าที่ของเนเธอร์แลนด์

ชาวโมโร

Written by teeranun on January 16th, 2014. Posted in บทความ

ชาวโมโร

ชาวโมโร หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าบังสะโมโร (อาจเทียบได้กับหนังตะลุงตัวหนึ่งของไทยที่มีชื่อว่าบังสะหม้อ) ถือเป็นกลุ่มชาติพันธุ์มุสลิมที่ใหญ่ที่สุดในฟิลิปปินส์ คิดเป็นจำนวนร้อยละ 10 ของประชากรฟิลิปปินส์ทั้งหมด

ชาวโมโรยังสามารถแบ่งเป็นเผ่าย่อยๆได้อีกมากมาย เช่น พวกบาจัวร์ พวกมากูอินดาเนา พวกอิรานัน พวกกาลากัน พวกบังกูอินกุย พวกตัวซุก เป็นต้น โดยคำว่าโมโรเริ่มปรากฏขึ้นครั้งแรกในสมัยที่ชาวสเปนเดินทางมายังฟิลิปปินส์ แล้วเรียกผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามในฟิลิปปินส์ว่าโมโร (มัวร์)

ชาวโมโรอาศัยอยู่มากในเกาะมินดาเนา เกาะซูลู และส่วนอื่นๆทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ และยังขยายตัวไปในประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไน ในส่วนของฟิลิปปินส์เอง ชาวโมโรได้จัดตั้งเขตปกครองตนเองขึ้นในเกาะมินดาเนา (The Autonomous Region in Muslim Mindanao (ARMM)) อย่างไรก็ตาม ชาวโมโรอาศัยอยู่ตามเกาะต่างๆ ทำให้ขาดความเป็นเอกภาพในการปกครอง

ในส่วนของวัฒนธรรม ชาวโมโรมีวิถีชีวิตตามหลักศาสนาอิสลามทั่วไป เช่น การไม่ดื่มสุรา ไม่บริโภคเนื้อหมู การบริจาคซะกาต และการไปประกอบพิธีฮัจจ์ ผู้หญิงชาวโมโรยังคลุมหัวด้วยผ้าฮิญาบเช่นเดียวกับผู้หญิงมุสลิมในมาเลเซียและอินโดนีเซีย ส่วนผู้ชาย โดยเฉพาะผู้ชายสูงวัยจะนิยมสวมหมวกกะปิเยาะ

ชาวโมโรยังมีเครื่องดนตรีเฉาะที่เรียกว่ากุลินตัง เป็นเครื่องดนตรีประเภทฆ้องอย่างหนึ่งที่พบได้ทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์

ปัจจุบัน ชาวโมโรต้องการแยกตนเองเป็นอิสระจากฟิลิปปินส์ ซึ่งนำไปสู่การก่อกบฏของชาวโมโร กลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนที่มีชื่อของชาวโมโร ได้แก่ กลุ่มกบฏอาบูซายาฟ และกลุ่มกบฏเจมาห์ อิสลามิยะห์

ชาวเซบูโน่

Written by teeranun on January 14th, 2014. Posted in บทความ

ชาวเซบูโน่

ชาวเซบูโน่ เป็นผู้คนที่อาศัยอยู่ในเกาะเซบูของประเทศฟิลิปปินส์ ถือเป็นกลุ่มชาติพันธุ์วิซายัน และยังเป็นกลุ่มคนที่มีมากเป็นอันดับ 2 ในประเทศฟิลิปปินส์

ประวัติศาสตร์ของผู้คนกลุ่มนี้สามารถย้อนไปได้ถึง 30,000 ปี ตั้งแต่กลุ่มคนมาลาโย-โพลีนีเซียนได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานที่เกาะเซบู (มาลาโย-โพลีนีเซียนคือกลุ่มชาติพันธุ์ออสโตรนีเชียนนั่นเอง) ชาวเซบูโน่ได้มีพัฒนาการด้านการค้ากับญี่ปุ่น โอกินาวา อินเดีย จีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย และอาหรับ โดยสินค้าต่างๆที่ชาวเซบูโน่ค้าขายคือ ไข่มุกกับปะการัง แลกกับผ้าไหม ทอง อาวุธ และเครื่องเทศ ซึ่งชาติที่ทำการค้าขายกับชาวเซบูโน่ก็ได้ส่งอิทธิพลทางด้านวัฒนธรรมมาให้ชาวเซบูโน่ด้วย

ชาวเซบูโน่ดั้งเดิมมีความเชื่อเรื่องผีและวิญญาณ ก่อนที่ชาวสเปนจะนำศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิคมาเผยแผ่ในภายหลัง โดยมีเทศกาลสำคัญคือ เทศกาลซิโนลอก (Sinulog) ที่จัดขึ้นทุกสัปดาห์ที่ 3 ในเดือนมกราคมของทุกปี ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผสมผสานระหว่างความเชื่อเรื่องผีและวิญญาณกับความเชื่อในศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิค

เหตุการณ์หนึ่งที่สำคัญสำหรับชาวเซบูโน่ ก็คือการต่อสู้ที่มัคตัน (Battle of Mactan) ลาปู-ลาปู ซึ่งเป็นหัวหน้าเผ่าชาวเซบูโน่ ได้สังหารเฟอร์ดินาน แมกเจแลนตาย และทำให้ชาวเซบูโน่ต่อต้านการล่าอาณานิคมจากสเปนเรื่อยมา แต่ในที่สุดชาวสเปนก็สามารถครอบครองเกาะเซบูได้

ในส่วนของวัฒนธรรมและเทศกาลของชาวเซบูโน่ที่สืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน จะเป็นวัฒนธรรมที่ได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมสเปนและวัฒนธรรมเม็กซิกัน โดยเฉพาะคำแสลง นอกจากนี้วัฒนธรรมสเปนและเม็กซิกันยังมีอิทธิพลในเรื่องอาหาร การแต่งกาย การละเล่น ดนตรี รวมถึงงานฝีมือต่อชาวเซบูโน่เป็นอย่างมาก

ชาวเซบูโน่โน่มีภาษาเป็นของตนเอง ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มภาษาวิซายัน ใช้สื่อสารกันมากในเกาะเซบู โบโฮล (Bohol) ซิคิวเจอร์ (Siquijor) บีรีรัน (Biliran) ทางตะวันตกและทางใต้ของเลย์เต (Leyte) ทางตะวันออกของเนกรอส (Negros) และทางเหนือของเกาะมินดาเนา

กุมโด : วิถีแห่งดาบสไตล์แดนกิมจิ

Written by teeranun on January 12th, 2014. Posted in บทความ

กุมโด

กุมโด (Kumdo) เป็นศิลปะการต่อสู้ที่ใช้ดาบของเกาหลี โดยได้รับอิทธิพลมาจากเคนโด (Kendo) ของญี่ปุ่น ซึ่งญี่ปุ่นได้นำมาเผยแพร่ในเกาหลีหลังจากที่ยึดครองเกาหลีได้ในปี ค.ศ. 1909 และบังคับให้เคนโดเป็นศิลปะการต่อสู้ที่นักเรียนเกาหลีจะต้องเรียน จนในช่วงปี ค.ศ. 1920 ก็ได้เกิดศิลปะการต่อสู้ที่เรียกว่ากุมโดขึ้นมา และเป็นที่นิยมของชาวเกาหลี

กุมโดกับเคนโดนั้นมีความแตกต่างกัน กล่าวคือ กุมโดจะเน้นการรุกในทุกรูปแบบมากกว่าเคนโด ซึ่งเคนโดจะเน้นการโจมตีแบบรอจังหวะและเน้นการโจมตีเพียงทีเดียว ความนิยมโดยเน้นการโจมตีเพียงทีเดียวนี้เป็นที่นิยมในสมัยเอโดะ (ค.ศ. 1603-1868) โดยเหตุผลที่กุมโดมีรูปแบบการโจมตีที่มากและเน้นการรุกเนื่องจากเป็นศิลปะการต่อสู้ที่พัฒนามาจากการรบจริงๆ

สำหรับเครื่องแต่งกายในการเล่นกุมโดกับเคนโดนั้น มีลักษณะเหมือนกัน ประกอบด้วยหมวก
(ฮอมเยียม : 호면) ชุดเกราะ (กัป : 갑) ถุงมือ (โฮวัน : 호환)  และดาบ (จุก-โต : 竹刀) เรียกรวมกันว่า โฮกุ (호구)อย่างไรก็ตาม ชุดเกราะของกุมโดจะสร้างเพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหวที่สะดวก เพื่อรองรับการโจมตีเชิงรุกที่ต้องมีการขยับตัวมาก

นอกจากนี้ เทคนิคการรุกของกุมโด ยังได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะการใช้ดาบของจีน ซึ่งผู้ที่ประยุกต์การใช้ดาบคาตานะให้เข้ากับศิลปะการต่อสู้ของจีนคือ นายพลฉี จี้กวงแห่งราชวงศ์หมิง (Qi Jiguang)

ปัจจุบัน มีหลายองค์กรที่ดูแลและควบคุมกุมโด เช่น สมาคม แท ฮัน กุม เอสเอ (The Tae Han Kum SA Association) สมาคมกุมโดแห่งเกาหลี (Korea Kumdo Association (KKA)) และ สมาคมกุมโดโลก (The World Kumdo Association (WKA))