Author Archive

หิกายัต บันจาร์ : ประวัติศาสตร์เมืองบันจาร์มาซิน

Written by teeranun on April 17th, 2014. Posted in บทความ

หิกายัต บันจาร์

หิกายัต บันจาร์ หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าประวัติศาสตร์ลัมบุง มังกุรัต เป็นเอกสารที่กล่าวถึงประวัติศาสตร์ของเมืองบันจาร์มาซิน ซึ่งปัจจุบันเป็นเมืองหลวงของรัฐกาลิมันตันใต้ ประเทศอินโดนีเซีย โดยเนื้อหากล่าวถึงกษัตริย์ที่เคยปกครองเมืองบันจาร์และเมืองโกตา วารินกินทางตอนใต้และตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะบอร์เนียว

เนื้อหาของหิกายัต บันจาร์สามารถแบ่งได้เป็น 9 บท 4,787 บรรทัด ในบทแรกได้กล่าวถึงการกำเนิดอาณาจักรฮินดูทางตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะบอร์เนียว ซึ่งมีรายละเอียดที่อธิบายถึงรูปแบบการปกครอง การแบ่งพื้นที่การปกครอง รวมถึงเทศกาลและมารยาทต่างๆที่ใช้กันในราชสำนัก ส่วนเนื้อหาอีก 8 บท จะกล่าวถึงชาติวงศ์ของกษัตริย์ในราชวงศ์ต่างๆดังนี้

– ส่วนที่กล่าวถึงกษัตริย์ราชินีองค์แรก และเชื้อพระวงศ์ที่ก่อตั้งอาณาจักรฮินดู

– ส่วนที่กล่าวถึงกษัตริย์องค์แรกแห่งเนการา ดาหา,เนการา ดายา และเชื้อพระวงศ์

– ส่วนที่กลาวถึงกษัตริย์องค์แรกแห่งบันจาร์มาซิน และเชื้อพระวงศ์

– ส่วนที่กล่าวถึงกษัตริย์องค์แรกแห่งมฤตปุระ และเชื้อพระวงศ์

ในส่วนของการกำหนดอายุเอกสารชิ้นนี้ พบว่าบทสุดท้ายกำหนดอายุได้ไม่เก่ากว่า ค.ศ. 1663 แต่ในส่วนของบทแรกนั้นมีอายุที่เก่ากว่า ซึ่งเป็นการบ่งบอกว่าเอกสารชิ้นนี้ถูกแต่งเติมขึ้นในภายหลัง และยังมีหลายสำนวน โดยสำนวนที่เชื่อกันว่าเก่าแก่ที่สุดถูกเก็บรักษาไว้ที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยเลเดน ประเทศเนเธอร์แลนด์และมีการตีพิมพ์หิกายัต บันจาร์ ฉบับแปลเป็นครั้งแรกโดยนักภาษาศาสตร์ชาวดัตช์ชื่อว่าฮันส์ รัส (Hans Ras) เมื่อปี ค.ศ. 1968

สมาคมฟิสิกส์เนปาล

Written by teeranun on April 15th, 2014. Posted in บทความ

สมาคมฟิสิกส์เนปาล

สมาคมฟิสิกส์เนปาล (Nepal Physical Society : NPS) ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1982 ตั้งอยู่ในภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยตรีภูวัน ซึ่งแต่เดิมตั้งอยู่ที่วิทยาลัยตรีจันทร์ กาฐมาณฑุ เป็นสมาคมที่รวบรวมนักฟิสิกส์ระดับหัวกะทิของเนปาลไว้ราว 500 คน โดยมีเงื่อนไขการเข้าเป็นสมาชิกคือต้องสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาโทสาขาฟิสิกส์หรือสาขาอื่นๆขึ้นไป และได้รับการยอมรับมาตรฐานจากมหาวิทยาลัยตรีภูวัน

สมาชิกของสมาคมฟิสิกส์เนปาลจำแนกเป็น 2 ประเภทคือสมาชิกชั่วคราวและสมาชิกตลอดชีพ กล่าวคือสมาชิกชั่วคราวจะเสียค่าธรรมเนียมการเป็นสมาชิกทุกปี ส่วนสมาชิกตลอดชีพจะต้องเสียค่าธรรมเนียมตามเงื่อนไขที่ทางสมาคมระบุไว้ นอกจากนี้ยังมีการจัดประชุมกลุ่มสมาชิกทุก 2 ปี

สมาคมฟิสิกส์เนปาลยังทำข้อตกลงร่วมมือกันกับสมาคมฟิสิกส์อเมริกา (American Physical Society : APS) ในวันที่ 21 กันยายน ค.ศ. 1995 และยังเป็นหนึ่งในสมาชิกองค์การสมาคมฟิสิกส์แห่งเอเชียแปซิฟิก(Association of Asia Pacific Physical societies : AAPPs)

หน้าที่ของสมาชิกในสมาคมฟิสิกส์เนปาลคือการบริหารจัดการ การจัดการเรียนการสอน การตีพิมพ์บทความวิชาการ กาปรระชุมทางวิชาการ รวมถึงการจัดหลักสูตรต่างๆ ในวิชาฟิสิกส์และศาสตร์อื่นๆที่เกี่ยวข้อง ในปี ค.ศ. 2007 สมาคมฟิสิกส์เนปาลยังเป็นผู้รับผิดชอบการส่งผู้เข้าแข่งขันวิชาฟิสิกส์โอลิมปิคอีกด้วย

มหาวิทยาลัยตรีภูวัน

Written by teeranun on April 13th, 2014. Posted in บทความ

มหาวิทยาลัยตรีภูวัน

มหาวิทยาลัยตรีภูวัน (Tribhuvan University) เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ ตั้งอยู่ที่เมืองกฤติปุระ กาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล โดยชื่อของมหาวิทยาลัยตั้งตามพระนามของกษัตริย์ตรีภูวันแห่งราชวงศ์ชาห์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1959 ถือเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศ เปิดสอนในระดับปริญญาตรี 2,079 สาขา จนถึงระดับบัณฑิตศึกษาอีก 2,000 สาขา มหาวิทยาลัยนี้ยังเน้นการศึกษาที่อิงกับวัฒนธรรมของประเทศ รวมถึงการนำเสนอภาพลักษณ์ที่ว่าประเทศเนปาลเป็นประเทศที่รักสันติ

มหาวิทยาลัยตรีภูวันมีสถาบันเทคโนโลยี 5 แห่ง และ 4 คณะ โดยมีคณะต่างๆดังนี้

– คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เปิดสอนสาขาพุทธศาสนา วัฒนธรรม เศรษฐศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ศิลปะศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ภาษาฮินดี ประวัติศาสตร์ คหกรรมศาสตร์ สื่อสารมวลชน บรรณารักษ์ศาสตร์ ภาษาศาสตร์ ภาษาไมถิลี ภาษาเนปาลี รัฐศาสตร์ ประชากรศาสตร์ จิตวิทยา พัฒนาชุมชน ภาษาสันสกฤต และสังคมวิทยา-มานุษยวิทยา

– คณะการจัดการ เปิดสอนสาขาบริหารรัฐกิจ และสาขาการจัดการ

– คณะศึกษาศาสตร์

– คณะนิติศาสตร์

ในส่วนของสถาบันเทคโนโลยี 5 แห่ง มีสาขาวิชาต่างๆดังนี้

– สถาบันการเกษตรและสัตวศาสตร์ ตั้งอยู่ที่เมืองรามปุระ จิตวัน

– สถาบันแพทยศาสตร์ ตั้งอยู่ที่เมืองมหาราชคุณช์ กาฐมาณฑุ

– สถาบันวิศวกรรมศาสตร์ ตั้งอยู่ที่เมืองปุลโชวกะ ลลิตปุระ

– สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กาฐมาณฑุ

– สถาบันวนศาสตร์ ตั้งอยู่ที่เมืองเหเตาทะ มัฆวานปุระ

การบริหารของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลเนปาล มีนายกรัฐมนตรีเป็นอธิการบดี และมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นรองอธิการบดี รวมถึงสภามหาวิทยาลัยที่แบ่งการบริหารเป็น 5 ส่วนคือ ส่วนงานมหาวิทยาลัย ส่วนงานบริหาร ส่วนงานวิชาการ ส่วนงานวิจัย และส่วนงานนโยบายและแผนงาน

ประเภทการแต่งงานของชาวฮินดู

Written by teeranun on April 11th, 2014. Posted in บทความ

การแต่งงานของชาวฮินดู

การแต่งงานสำหรับชาวฮินดู (วิวาหะ สังสการ) นั้น ไม่ได้เป็นเพียงความจำเป็นทางสังคมเท่านั้น แต่ยังถือเป็นหน้าที่ทางศาสนาอีกด้วย ซึ่งถือเป็นขั้นตอนของชีวิตที่สำคัญก่อนที่จะบรรลุถึงความหลุดพ้น (โมกษะ) ตามแนวทางในศาสนาฮินดู โดยการแต่งงานของชาวฮินดูจะเริ่มในช่วงคฤหัสถ์ (หลังจากที่เรียนหนังสือและพระเวทเสร็จแล้วในช่วงพรหมจารี)

การแบ่งประเภทของการแต่งงานในศาสนาฮินดู สามารถแบ่งได้ 8 ประเภทดังนี้

1. พรหม วิวาหะ เป็นการแต่งงานที่ชาวฮินดูยกย่องว่าประเสริฐที่สุด โดยบิดาได้ยกลูกสาวของตนให้แก่ชายผู้มีความประพฤติและการศึกษาดี ฝ่ายชายเองก็ยอมรับหญิงเป็นภรรยาอย่างเต็มใจโดยไม่เรียกสินสอดใดๆทั้งสิ้น

2. ไทวะ วิวาหะ คือการแต่งงานที่บิดาของฝ่ายหญิงได้มอบบุตรสาวแด่ฤษีเพื่อเป็นของขวัญที่ฤษีมาประกอบพิธีบูชายัญให้

3. อารษะ วิวาหะ คือการแต่งงานโดยที่ฝ่ายชายมอบโคหรือกระบือหรือทั้งสองอย่างแก่บิดาฝ่ายเจ้าสาว

4. ประชาปัตยะ วิวาหะ คือการแต่งงานที่ฝ่ายชายกับบิดาของฝ่ายหญิงตกลงกันอย่างมีเงื่อนไข เช่น แต่งงานเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจร่วมกัน เป็นต้น

5. อสูร วิวาหะ คือการแต่งงานที่ฝ่ายชายให้ทรัพย์สินเงินทองแก่ฝ่ายหญิง แล้วได้แต่งงานกับหญิงนั้น

6. คนธรรพ วิวาหะ คือการแต่งงานโดยที่ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงตกลงปลงใจจะอยู่ด้วยกัน โดยบิดามารดาทั้งสองฝ่ายไม่ได้รับรู้

7. รากษส วิวาหะ คือการแต่งงานที่ฝ่ายชายใช้กำลังบังคับให้หญิงมาเป็นคู่ครอง มักจะเกิดการทำร้ายญาติฝ่ายหญิงก่อนที่จะชิงตัวหญิงมาได้

8. ปีศาจ วิวาหะ คือการแต่งงานที่ฝ่ายหญิงถูกมอมยา ล่อลวง เป็นการแต่งงานที่ชาวฮินดูรังเกียจที่สุด

เอกสารอ้างอิง
วิทยา ศักยาภินันท์. ศาสนาฮินดู. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ : กรุงเทพฯ. 2549

ตุ๊กตาอะกะเบโกะ

Written by teeranun on April 8th, 2014. Posted in บทความ

ตุ๊กตาอะกะเบโกะ

อะกะเบโกะ (赤べこ) คือตุ๊กตาของเล่นตามแบบประเพณีดั้งเดิมที่นิยมทำขึ้นในเขตไอสุ (会津) ประเทศญี่ปุ่น มีวิธีการทำโดยการนำกระดาษเหลือใช้มาผสมกาวแล้วห่อกับชิ้นไม้ จากนั้นตกแต่ง ระบายสี และเคลือบด้วยแลคเกอร์จนออกมาเป็นรูปวัวสีแดง ทั้งนี้ ส่วนตัวกับส่วนหัวจะเป็นส่วนประกอบคนละส่วน เมื่อเกิดการเคลื่อนไหวหรือสั่นสะเทือน หัวของวัวก็จะสั่นไปมา

ตำนานของไอสุกล่าวว่าแต่เดิมนั้น อะกะเบโกะเคยเป็นวัวที่มีชีวิตอยู่จริงๆในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 9 ซึ่งเป็นวัวที่ชักลากไม้เพื่อก่อสร้างวัดเอนโซจิ ที่มีภิกษุโทกุอิจิเป็นผู้ดูแลการสร้าง วัวนั้นได้มอบวิญญาณเพื่อแสดงถึงศรัทธาที่มีต่อพระพุทธเจ้า และกลายเป็นหินไป ทั้งนี้ ยังมีตำนานฉบับอื่นกล่าวว่ามีวัวตัวหนึ่งไม่ยอมออกจากวัดเอนโซจิที่สร้างเสร็จแล้ว และกลายเป็นรูปปั้นอยู่ในวัด ตุ๊กตาอะกะเบโกะจึงเป็นสัญลักษณ์แทนความศรัทธาที่มีต่อพระพุทธเจ้า

อย่างไรก็ตาม การสร้างตุ๊กตาอะกะเบโกะเริ่มขึ้นในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 โดยกาโม อุจิซาโตะ (蒲生 氏郷) เจ้าผู้ครองแคว้นไอสุในขณะนั้น ในช่วงเวลาดังกล่าว ได้เกิดโรคฝีดาษระบาดไปทั่วญี่ปุ่น ชาวไอสุจึงให้เด็กๆพกตุ๊กตาอะกะเบโกะติดตัวเพราะเชื่อว่าจะทำให้เด็กไม่ติดโรค (เนื่องจากตุ๊กตาอะกะเบโกะมีสีแดง ซึ่งชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าสีแดงคือสีที่ขับไล่โรคร้ายต่างๆได้) ความเชื่อนี้ได้สืบเนื่องจนมาถึงปัจจุบันในฐานะเครื่องรางที่สามารถขับไล่โรคร้าย และยังถือเป็นสัญลักษณ์ของเขตไอสุอีกด้วย

ปัจจุบันผู้สืบทอดการทำตุ๊กตาอะกะเบโกะมีจำนวนน้อยลง เนื่องจากเทคนิคและวิธีการทำจะถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น และคนสมัยใหม่ไม่นิยมทำตุ๊กตาอะกะเบโกะเหมือนในอดีต แม้ว่าการทำตุ๊กตานี้ใช้เวลาเพียง 10 วันเท่านั้น นอกจากนี้ ผู้ทำตุ๊กตาอะกะเบโกะรุ่นใหม่ยังสอดแทรกฝีมือและคติความเชื่อใหม่ๆลงไปในงานด้วย

ตลาดบุเรงนอง

Written by teeranun on April 5th, 2014. Posted in บทความ

ตลาดบุเรงนอง

ตลาดบุเรงนอง (Bayinnaung Market) เป็นตลาดที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า ถือเป็นตลาดค้าขายสินค้าการเกษตรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศพม่า ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1990 มีร้านค้าต่างๆมากมายบนพื้นที่ 220 ตารางเมตร ที่ตลาดแห่งนี้ ยังเป็นสถานที่ที่สามารถซื้อขายถั่วได้อย่างถูกกฎหมาย ซึ่งในปี ค.ศ. 2007 พม่าสามารถส่งออกถั่วได้ถึง 1.34 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 750 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถั่วที่พม่าส่งออกมากที่สุดคือถั่วดำ นอกจากนี้ ตลาดบุเรงนองยังมีสินค้าประเภทปลาตากแห้งและกุ้ง รวมถึงสินค้าในท้องถิ่นประเภทอื่นๆอีกด้วย

พม่ายังมีแผนการวางโครงข่ายอินเตอร์เน็ตที่ตลาดแห่งนี้ โดยให้ตลาดบุเรงนองเป็นฐานตลาดเพื่อเชื่อมต่อกับตลาดอื่นๆ และเพื่อเป็นศูนย์กลางของการแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าทางการเกษตรของพม่า และเพื่อเป็นการรองรับการก่อตั้งอาเซียน โดยในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2008 ตลาดบุเรงนองเป็นตลาดเดียวที่สามารถกำหนดราคาของถั่วในประเทศ ส่วนสินค้าประเภทอื่น เช่น น้ำมันพืช หอม กระเทียม มันฝรั่ง พริก ฯลฯ ยังไม่มีการกำหนดราคาจากตลาดแห่งนี้ได้

จนในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2009 ทางสมาคมผู้ค้าธัญพืชแห่งพม่าได้เรียกร้องให้ตลาดแห่งนี้เป็นศูนย์กลางทางด้านการค้าขายทั้งในและต่างประเทศของพม่าอีกด้วย

การเต้นกันดรุง

Written by teeranun on April 2nd, 2014. Posted in บทความ

การเต้นกันดรุง

การเต้นกันดรุง (Gandrung) เป็นการแสดงท้องถิ่นของอินโดนีเซีย ที่ปรากฏมากในพื้นที่เกาะบาหลี เกาะลมบก และบางพื้นที่ในเกาะชวา โดยเฉพาะเมืองบันยูวันกิ (Bayuwangi) ที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งกันดรุง

การเต้นกันดรุงแบบดั้งเดิมนั้นมีจุดประสงค์เพื่อการบูชาพระศรี (พระลักษมี) ที่เป็นเทพีแห่งข้าวและความอุดมสมบูรณ์ตามความเชื่อในศาสนาฮินดู คำว่ากันดรุงในภาษาชวาหมายถึง “ความรัก” โดยความรักในที่นี้หมายถึงความรักของมนุษย์ที่มีต่อพระศรีที่ประทานข้าวและความอุดมสมบูรณ์แก่มนุษย์ อย่างไรก็ตาม คติความเชื่อนี้ได้ถูกปรับเปลี่ยนไปหลังจากที่ศาสนาอิสลามได้แพร่กระจายเข้ามาสู่หมู่เกาะต่างๆในอินโดนีเซีย เป็นการแสดงออกทางสังคมของผู้หญิงสาวโสดที่ใช้หาคนรู้ใจ เพื่อพัฒนาเป็นคู่ครองต่อไป ซึ่งยังคงนิยมกันอยู่ในหมู่บ้านต่างๆในเกาะลมบก ทั้งนี้ การเต้นกันดรุงนิยมใช้ผู้หญิงโสด กระเทย หรือผู้ชายที่ได้รับบทเป็นผู้หญิงเป็นผู้แสดง

การเต้นกันดรุงเริ่มต้นโดยนักแสดงจะการเต้นจากขอบเวทีมายังกลางเวทีตามจังหวะของการตีกาเมลัน จากนั้นนักแสดงจะใช้ผ้าคลุมไหล่ดึงตัวผู้ชมขึ้นมาบนเวทีเพื่อการเต้นด้วยกัน หากเป็นการแสดงเพื่อการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวที่ถูกเลือกไปการเต้นด้วยมักจะให้เงินเล็กๆน้อยๆแก่นักแสดง การเต้นกันดรุงถือเป็นการแสดงที่ใช้ระยะเวลานาน นิยมเริ่มแสดงราว 21.00 น. แล้วไปจบการแสดงตอนรุ่งสาง นอกจากการเต้นกันดรุงจะเต้นเพื่อการท่องเที่ยว หรือการเลือกคู่แล้ว ยังเต้นประกอบในพิธีเข้าสุหนัตและพิธีแต่งงานอีกด้วย

การเต้นอื่นๆที่อาจเทียบได้กับการเต้นกันดรุง ได้แก่ การเต้นรองเง็ง การเต้นชัยปงกัน การเต้นบันเต็น และการเต้นโจเก็ด

ในส่วนของเครื่องดนตรี นอกจากจะมีกาเมลันแล้ว ยังนิยมใช้ไวโอลิน 2 ตัว กลองเกนดัง โบนัง (ฆ้องแถว) ฆ้อง และระนาดกัมบัง รวมถึงนักร้องประกอบการเต้นที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรักของชายหญิง

หันตู รายา : จ้าวปีศาจแห่งวัฒนธรรมมาเลย์

Written by teeranun on February 14th, 2014. Posted in บทความ

หันตู รายา : จ้าวปีศาจแห่งวัฒนธรรมมาเลย์

หันตู รายา : Hantu Raya (หันตูในc แปลว่าผี ส่วนรายาในภาษามาเลย์ แปลว่าความยิ่งใหญ่,ใหญ่) เป็นจ้าวปีศาจในวัฒนธรรมความเชื่อเรื่องผีดั้งเดิมในแหลมมลายู ซึ่งจะมีผู้ที่ฝึกวิชาไสยศาสตร์คอยเลี้ยงหันตู รายา และหันตู รายาจะมอบพลังแก่เจ้าของที่คอยเลี้ยงดูเป็นการตอบแทน

ในสมัยโบราณนั้น ความเชื่อของผู้คนบนแหลมมลายู ได้รับการผสมผสานระหว่างความเชื่อเรื่องผี พุทธศาสนา และศาสนาฮินดูเข้าด้วยกัน และผู้ที่นับถือวิญญาณประเภทต่างๆก็ปรากฏได้ทั่วไปตามชนบท โดยความเชื่อเรื่องหันตู รายานี้ แต่เดิมเชื่อกันว่าผู้ที่เลี้ยงปีศาจเหล่านี้เมื่อใกล้จะเสียชีวิต หันตู รายาก็จะหาเจ้าของรายใหม่ที่มักจะเป็นทายาทของผู้เลี้ยงปีศาจคนเดิม ซึ่งการเลี้ยงหันตู รายานี้ถือเป็นการผูกมัดกันระหว่างผู้เลี้ยงกับปีศาจเอง และหากปล่อยให้หันตู รายาเป็นอิสระโดยไม่มีใครเลี้ยงดู ก็จะออกอาละวาดหลอกหลอนผู้คน และบางตำนานยังกล่าวด้วยว่าหันตู รายาอาจเข้าไปสิงอยู่ในศพแล้วกลายเป็นผีดิบได้

หันตู รายามีความสามารถในการแปลงกายเป็นมนุษย์หรือสัตว์ประเภทต่างๆ รวมถึงการแปลงร่างให้เหมือนกันผู้เลี้ยงตนเองก็ได้ และหันตู รายาจะอยู่กับผู้เลี้ยงเสมอ และผู้เลี้ยงสามารถสั่งให้หันตู รายาไปทำร้ายหรือไปสังหารใครก็ได้ตามที่ผู้เลี้ยงคนนั้นปรารถนา โดยสิ่งของที่ใช้เซ่นหันตู รายา มักจะประกอบด้วยข้าวเหนียวเหลือง ไข่ ไก่ปิ้ง แผ่นแป้งข้าวเจ้า และตุ๊กตา ทั้งนี้ ผู้เลี้ยงหันตู รายาบางคนมักจะเซ่นหันตู รายาด้วยเลือดสดจากการฆ่าสัตว์ต่อหน้าซึ่งเปรียบเสมือนการบูชายัญ และการเซ่นหันตู รายา จะต้องเซ่นตรงตามเวลา ไม่เช่นนั้นจะทำให้หันตู รายาไม่พอใจและออกอาละวาดได้

บางครั้งการจะเลี้ยงหันตู รายาก็มักจะนำศพเด็กแรกเกิดมาประกอบพิธี (คล้ายกับการทำกุมารทองของไทย) อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ศาสนาอิสลามเข้ามาเผยแพร่ในแหลมมลายูแล้ว ความเชื่อเรื่องหันตู รายาก็ลดลง และมีการนำความเชื่อเรื่องญิน (ปีศาจจำพวกหนึ่งตามความเชื่อของศาสนาอิสลาม) มาปะปนกับความเชื่อเรื่องหันตู รายา

เรือเฮดะ

Written by teeranun on February 11th, 2014. Posted in บทความ

เรือเฮดะ

เรือเฮดะ (ヘダ号) เป็นเรือใบประเภทหนึ่ง (มีเสากระโดงเรือตั้งแต่ 2 เสาขึ้นไป) ที่สร้างโดยทหารเรือชาวรัสเซียที่มีผู้นำชื่อว่าเยฟฟีมี ปุตยาติน (Yevfumy Putyatin) กับช่างไม้ญี่ปุ่นอีก 300 คนที่เมืองเฮดะ (ทางทิศตะวันตกของเกาะฮอนชูในประเทศญี่ปุ่น)

สาเหตุของการสร้างเรือลำนี้ เนื่องจากกองเรือของปุตยาตินถูกสึนามิจนเสียหายในช่วงการเกิดแผ่นดินไหวอันเซ-โตไก (Ansei-Tokai เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ค.ศ. 1854) และเรือธงชื่อไดอาน่า (Diana) ได้จมลงระหว่างการเดินทางเพื่อเอาเรือไปซ่อมจากเมืองชิโมดะถึงเมืองเฮดะ ซึ่งตามสนธิสัญญาชิโมดะ (Treaty of Shimoda) ระบุไว้ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นสามารถช่วยเหลือชาวรัสเซียให้กลับประเทศได้โดยการต่อเรือแบบตะวันตกให้ ช่างไม้ญี่ปุ่นจึงร่วมมือกับทหารเรือรัสเซียต่อเรือตามแบบตะวันตกขึ้นโดยยึดตามแบบเรือธงไดอาน่า ใช้ระยะเวลาในการต่อ 2 เดือน มีขนาด 24 เมตร มี 2 เสากระโดงเรือ และมีน้ำหนัก 100 ตัน โดยชื่อเรือนี้ตั้งขึ้นเพื่อให้เกียรติแก่ชาวญี่ปุ่นในเมืองเฮดะ

ต่อมารัฐบาลญี่ปุ่นได้ซื้อเรืออีก 6 ลำที่มีรูปแบบเหมือนกับเรือเฮดะจากรัสเซีย แล้วนำมาพัฒนาจนกลายเป็นเรือรูปแบบใหม่ มีชื่อว่าเรือคิมิซาวางาตะ (君沢形) เรือโตโยชิมางาตะ (豊島形) และเรือนิรายามางาตะ (韮山型) ซึ่งรูปแบบของเรือดังกล่าวยังสามารถพัฒนาจนกลายเป็นเรือกลไฟชุดแรกที่สามารถผลิตได้เองในญี่ปุ่น และเข้าประจำการในกองทัพเรือชื่อว่าเรือชิโยดางาตะ (千代田形)

ในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นช่วงปลายเอโดะ รัฐบาลบาคุฟุของญี่ปุ่นก็มีการต่อเรือรบขึ้นบ้างแล้ว เช่น เรือโฮโอ (鳳凰丸) จากเมืองอุรางะ,เรืออาซาฮิ (旭日丸) จากแคว้นมิโตะ,เรือโชเฮ (昇平丸) จากแคว้นซะสึมะ และเรือโฮตัน (鳳瑞丸) จากแคว้นซางะ

วันหยุดประจำชาติของมาเลเซีย

Written by teeranun on February 8th, 2014. Posted in บทความ

วันหยุดประจำชาติของมาเลเซีย

ประเทศมาเลเซีย ถือได้ว่าเป็นประเทศหนึ่งที่มีความหลากหลายทางด้านเชื้อชาติ วัฒนธรรม และประเพณีต่างๆ ในด้านการแบ่งพื้นที่การปกครอง ก็ยังแบ่งออกได้ถึง 16 เขตการปกครอง และแต่ละเขตการปกครองก็ยังมีวันหยุดราชการเป็นของตนเอง อย่างไรก็ตาม ในบทความนี้จะนำเสนอวันหยุดประจำชาติที่ถือเป็นวันหยุดราชการกันทั้งประเทศมาเลเซียดังต่อไปนี้

1. วันแรกของตรุษจีน ราวเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ภาษามาเลย์เรียกว่า ตาหุน บารู ซินา (Tahun Baru Cina)

2. วันแรงงาน ตรงกับวันที่ 1 พฤษภาคม ภาษามาเลย์เรียกว่า ฮารี เปเกอร์จา (Hari Pekerja)

3. วันวิสาขบูชา ราวเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ภาษามาเลย์เรียกว่า ฮารี ไวสัก (Hari Waisak)

4. วันประสูติของพระราชาแห่งมาเลเซีย (Malaysia King’s Birthday) ตรงกับวันเสาร์ที่หนึ่งของเดือนมิถุนายน ภาษามาเลย์เรีกยว่า ฮารี เกปุเตราน ยังดี-เปอร์ตวนอากง (Hari Keputeraan Yang di-Pertuan Agong)

5. วันเมอร์เดกา (วันประกาศอิสรภาพ) ตรงกับวันที่ 31 สิงหาคม ภาษามาเลย์เรียกว่า ฮารี เกบังซาน (Hari Kebangsaan)

6. วันชาติ ตรงกับวันที่ 16 กันยายน ภาษามาเลย์เรียกว่า ฮารี มาเลเซีย (Hari Malaysia)

7. วันทีปาวลี ราวเดือนพฤศจิกายน ภาษามาเลย์เรียกทับศัพท์ตามภาษาฮินดีว่าทีปาวลีเช่นกัน

8. วันคริสต์มาส ตรงกับวันที่ 25 ธันวาคม ภาษามาเลย์เรียกว่า ฮารี คริสมาส (Hari Krismas)

9. วันแรกของเดือนมุฮัรรอม (เดือนแรกตามปฏิทินฮิจญ์เราะห์ของอิสลาม) ภาษามาเลย์เรียกว่า อวัล มุฮัรรอม (Awal Muharram)

10. วันประสูติของพระศาสดามูฮัมหมัด ตรงกับวันที่ 12 ของเดือนรอบีอุลเอาวัล ภาษามาเลย์เรียกว่า เมาลิดูร์ ราซูล (Maulidur Rasul)

11. วันฮารีรายอ อีดิลฟิตรี (วันออกจากการถือศีลอด) ตรงกับวันที่ 1-2 ของเดือนเชาวาล

12. วันแรกของฮารีรายอ อีดิลอัฎฮา (วันออกฮัจญ์) ตรงกับวันที่ 10 ของเดือนซุลหิจญะฮฺ

จากวันหยุดราชการที่นำเสนอนี้ จะเห็นได้ว่าชาวมาเลเซียให้ความสำคัญกับวันสำคัญทางศาสนาหรือลัทธิต่างๆ อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงการอยู่ร่วมกันอย่างสันติภายใต้ความหลากหลายทางวัฒนธรรม