Author Archive

หอคอยเหล็กกลางกรุงปารีส 2

Written by jintana on August 9th, 2014. Posted in บทความ

หอไอเฟล

เหตุผลหลักในการสร้างหอไอเฟลนั้น เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการจัดงานแสดงสินค้าโลกในปี 1889 (พ.ศ. 2413) และเป็นสถานที่แสดงการฉลองครบรอบ 100 ปีแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมฝรั่งเศส ผลงานการออกแบบหอคอยนี้ครั้งแรกนั้นเป็นฝีมือของวิศวกรที่อยู่ในทีมเดียวกันกับ กุสตาฟ ไอเฟล แต่การออกแบบนั้นกลับไม่ถูกใจเขาสักเท่าไร ทำให้ต้องเดือดร้อนสตีเฟน โซเวส์ สถาปนิกทีมต้องออกแบบเพิ่มรายละเอียดด้วยส่วนโค้งเว้าและรูปทรงโดมเพิ่มลงไป ทำให้หอไอเฟลมีรูปร่างอ่อนโยนอย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน

กว่าหอคอยแห่งนี้จะสร้างได้เสร็จสมบูรณ์ก็มีอุปสรรคอยู่ไม่น้อย ถูกชาวฝรั่งเศสที่เรียกตัวเองว่า กลุ่มรสนิยมแห่งปารีเซียง ต่อต้านว่า หอไอเฟลจะบดบังทัศนียภาพอันสวยงามของเมือง ได้คัดค้านโดยการตั้งคณะกรรมการ 300 แล้วส่งจดหมายไปให้หนังสือพิมพ์ยอดนิยมของฝรั่งเศสในสมัยนั้น ตีพิมพ์ข้อความต่อต้านว่า

“พวกเรา นักประพันธ์ ช่างวาด ช่างปั้น สถาปนิก และผู้อุทิศตนแด่ความงามแห่งกรุงปารีส ขอคัดค้านอย่างสุดกำลัง ด้วยความโกรธเคืองในนามของรสนิยมแห่งปารีเซียงที่ถูกมองข้าม ต่อการสร้างหอสูงตั้งเด่แห่งนี้ ต่อสิ่งที่ไร้ประโยชน์ และชั่วร้ายเช่นหอไอเฟล เพื่อจะนำคำร้องของเราไปพิจารณา ขอให้จินตนาการถึงภาพที่กรุงปารีสมีสิ่งปลูกสร้างหน้าตาประหลาดที่แข็งกระด้าง และดำทะมึนนี้ตั้งอยู่ในเมือง มันเหยียบย่ำความยิ่งใหญ่ของมหาวิหารน็อทร์ ดาม, หอคอย แซ็ง ฌาค, พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์, เลแซงวาลิด ที่ซึ่งฝังพระศพของกษัตริย์นโปเลียน และประตูชัยแห่งฝรั่งเศส สิ่งปลูกสร้างเดิมเหล่านี้จะถูกลดเกียรติ และจมหายไปกับความฝันที่น่าเกลียดน่ากลัว และอีกนับ 20 ปีต่อไป เราก็คงจะเห็นแท่งเหล็กระฟ้าที่น่าเกลียดตั้งตระหง่านอยู่เรื่อยไป”

แต่สุดท้ายแล้วหอคอยแห่งนี้กลับนำพาผู้คนเข้าชมอย่างล้นหลาม ทั้งยังสวยงามเข้ากันได้ดีกับบรรยากาศโดยรอบอีกด้วย นอกจากนั้นยังเป็นหอคอยฝีมือมนุษย์ที่สูงที่สุด เป็นเวลาต่อกันถึง 41 ปี และถูกโค่นตำแหน่งโดย ตึกไครสเลอร์
ในนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ ซึ่งสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2473

หอคอยเหล็กกลางกรุงปารีส 1

Written by jintana on August 7th, 2014. Posted in บทความ

หอไอเฟล

เราอาจคุ้นเคยกันดีกับหอคอยกลางเมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศสอย่างปารีส วันนี้เราจะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับเจ้าหอคอยแห่งนี้ให้มากกว่าเดิมค่ะ หอไอเฟลเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวจะต้องแวะมาถ่ายรูปและโพสท่ามากมายที่เก๋ไก๋กลับไปอวดเพื่อน ๆเมื่อมาเยือนฝรั่งเศส

หอคอยเหล็กแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณแม่น้ำแซน กรุงปารีส ในประเทศฝรั่งเศส ถูกสร้างขึ้นและแล้วเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1889 หรือ พ.ศ. 2432 สสถานที่แห่งนี้เป็นสัญลักษณ์การฉลองครบรอบ 100 ปีการปฏิวัติอุตสาหกรรมออกแบบโดย กุสตาฟ ไอเฟล(Gustave Eiffel) สถาปนิกและวิศวกรชั้นนำของฝรั่งเศสหอคอยแห่งนี้จึงได้ชื่อว่า ไอเฟล(Eiffel Tower) มีความสูงประมาณ 300เมตร ไม่รวมเสาอากาศ หรือเท่ากับตึก 81 ชั้นนั่นเองน้ำหนักโดยรวมของหอไอเฟลนั้นประมาณ 10,000 ตัน ใช้ตัวนอตประมาณ 2,500,000 ตัว ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างประมาณ 7,800,000 ฟรังก์และใช้คนงานถึง 300 คน จำนวนขั้นบันไดของหอคอยจะเปลี่ยนแปลงตลอด แรกเริ่มมีเพียง 1710 ขั้น ต่อมาในปี 1980 ปรับเปลี่ยนเป็น 1920 ขั้น และในปัจจุบัน มี 1665 ขั้น

หอไอเฟลเป็นแลนด์มาร์กที่เลื่องชื่ออีกที่หนึ่งของโลก ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมต่อปีมากมาย นับตั้งแต่เริ่มสร้างจนถึงปัจจุบัน เดิมหอไอเฟลเคยเป็นหอคอยที่สูงที่สุดในโลก แต่หลังจากนั้นก็โดนแย่งตำแหน่งจาก ตึกไครส์เลอร์ซึ่งสูง 319 เมตร หรือ 1,047 ฟุต แต่หอคอยแห่งนี้ก็ยังเป็นสิ่งปลูกสร้างที่สูงครองที่สองในประเทศฝรั่งเศสรองจากสะพานมีโย

โปรดติดตามตอนต่อไป 

หอนาฬิกาลอนดอนสุดคลาสสิก3

Written by jintana on July 10th, 2014. Posted in บทความ

หอนาฬิกาลอนดอนสุดคลาสสิก3

หน้าปัดนาฬิกาแห่งนี้ถูกออกแบบโดยออกุสตุส ปูจิน (Augustus Pugin)ตัวหน้าปัดทำด้วยโครงเหล็กขนาด 7×7 เมตร และถูกประดับด้วยกระจก 576 ชิ้นอย่างสวยงาม ความยาวของเข็มนาฬิกายาว – สั้น 4.3 เมตร และ 2.7 เมตร ตามลำดับ หน้าปัดประดับด้วยลายทองอย่างวิจิตรงดงาม ส่วนใต้หน้าปัดนั้นมีการสลักเป็นข้อความภาษาละตินว่า DOMINESALVAM FAC REGINAM NOSTRAM VICTORIAM PRIMAMซึ่งแปลว่า “โอ้ พระเจ้าข้า จงประทานความปลอดภัยให้พระนางวิกตอเรีย ด้วยเถิด”

ความเที่ยงตรงของนาฬิกามีชื่อเสียงอย่างมาก ถูกออกแบบโดยเอ็ดมุนด์เบ็กเกตต์ เดนิสัน (EdmundBeckett Denison) และถูกสร้างขึ้นโดยเอ็ดเวิร์ด จอห์น เดนต์ (EdwardJohn Dent)ซึ่งกลไกภายในนั้นถูกสร้างเสร็จก่อนตัวหอถึง 4 ปี จึงทำให้มีเวลาที่จะทดสอบความแม่นยำ เอ็ดมุนด์ เดนิสัน เลือกใช้กลไกแบบอาศัยแรงโน้มถ่วง (gravity escapement)ประกอบด้วยลูกตุ้มและตัวขับลูกตุ้ม(escapement) บรรจุในกล่องกันลมอย่างดีและเก็บอยู่ที่ใต้ห้องนาฬิกา แทนการใช้กลไกแบบลูกตุ้มแกว่งไม่หยุด(deadbeat escapement) ซึ่งสึกหรอง่าย เพราะลูกตุ้มยังแกว่งแม้เฟืองจะล็อกแล้ว

เฟืองของนาฬิกาทั้งหมดตั้งอยู่บนโต๊ะ ซึ่งขอบโต๊ะจะสลักลายทองว่า THIS CLOCK WAS MADE IN THE YEAR OF OUR LORD 1854 BY FREDERICK DENT OF THE STRAND AND THE ROYAL EXCHANGE CLOCKMAKER TO THE QUEEN, FROM THE DESIGNS OF EDMUND BECKETT DENISON Q.C.”(” นาฬิกาเรือนนี้สร้างขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช 2397 (ค.ศ. 1854) โดยเฟรเดอริกเดนต์ เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย โดยการออกแบบของเอ็ดมุนด์เบ็กเกตต์ เดนิสัน”)

 

หอนาฬิกาลอนดอนสุดคลาสสิก2

Written by jintana on July 8th, 2014. Posted in บทความ

หอนาฬิกาลอนดอนสุดคลาสสิก2

บิ๊กเบน มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า หอเซนต์สตีเฟน (St. Stephen’s Tower)ซึ่งเป็นชื่อของหอเซนต์สตีเฟนหอแห่งหนึ่งในพระราชวังที่ถูกใช้เป็นทางเข้าไปอภิปรายในสภา ปัจจุบันหอไม่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม

ปัจจุบันหอนาฬิกาบิ๊กเบนไม่ใช่หอนาฬิกาที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะถูกหอนาฬิกาอัลเลน แบร็ดเลย์
(Allen-Bradley Clock Tower) ของรัฐวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา แย่งอันดับโลกไปเนื่องจากหน้าปัดอันใหญ่ยักษ์ แต่ความคลาสสิกของระฆังบิ๊กเบนก็เอาชนะด้วยการตีระฆังบอกเวลาซึ่งเป็นสิ่งที่อันเลน แบร็ดเลย์ไม่มี ทำให้หอนาฬิกาบิ๊กเบนยังคงเป็นหอนาฬิกาที่มีการตีบอกเวลาที่ใหญ่สุดระดับโลก

บทความนี้เราจะมาทำความรู้จักกับต้นเสียงของหอนาฬิกากลางกรุงลอนดอนแห่งนี้ นั่นก็คือเจ้าระฆังใบยักษ์ที่มีชื่อว่า บิ๊กเบน(Bigben) มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า มหาระฆัง (The Great Bell)ทำการหล่อครั้งแรกโดยวอร์เนอร์ออฟคริปเปิลเกต (Warner’s of Cripplegate) เมื่อวันที่ 10 เมษายน พ.ศ.2399 มีน้ำหนัก 14.5 ตัน

เจ้ามหาระฆังจะตีเป็นโน้ตเสียง ลา ส่วนระฆังอื่น ๆ จะตีเสียงโน้ตซอลสูงฟาสูง มี และที ตามลำดับ ก่อนที่ระฆังใบนี้จะสร้างเสร็จได้ถูกค้อนตีแตกเมื่อตอนแขวนอยู่ในพระราชอุทยานพระราชวังเวสต์มินสเตอร์ และได้ทำการหล่อใหม่โดยบริษัทระฆังไวต์แชพเพล (Whitechapel Bell Foundry) คราวนี้มีน้ำหนักเพียง 13.76 ตันเท่านั้น และถูกนำไปแขวนที่บริเวณช่องลมของหอนาฬิกาเมื่อปี พ.ศ

หอนาฬิกาลอนดอนสุดคลาสสิก1

Written by jintana on July 6th, 2014. Posted in บทความ

หอนาฬิกาลอนดอนสุดคลาสสิก1

สำหรับใครที่ชื่นชอบสถาปัตยกรรมย้อนยุคสไตล์ยุโรป คงพลาดไม่ได้กับพระราชวังเวสต์มินสเตอร์ (Palace of Westminster, Houses of Parliament, Westminster Palace) หรือตึกรัฐสภาเวสต์มินสเตอร์ สถาปัตยกรรมโดดเด่นและสวยงามที่ถูกสร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นที่ทราบกันดีว่าสถานที่แห่งนี้เป็นที่ตั้งของหอนาฬิกาใหญ่ยักษ์ระดับโลกอย่าง บิ๊กเบน (Bigben) หรือ หอนาฬิกาพระราชวัง

เวสต์มินสเตอร์ (Clock Tower, Palace of Westminster) หรือ หอเซนต์สตีเฟน (St. Stephen’s Tower)

หอนาฬิกาแห่งนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของพระราชวัง ถูกสร้างขึ้นเมื่อ 16 ตุลาคม ค.ศ.1834 หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้พระราชวังเวสต์มินสเตอร์เดิม นายชาลล์แบร์รี่ เป็นผู้ออกแบบหอนาฬิกาแห่งนี้ ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมสมัยสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย (victorian gothic) ตัวนาฬิกาสูงจากพื้นดิน 55 เมตร ตัวหอนาฬิกามีความสูง 96.3 เมตร61 เมตรแรก เป็นอาคารสร้างด้วยอิฐ บุด้วยหิน ส่วนยอดจะทำจากเหล็กหล่อ ตั้งอยู่บนฐาน15×15 เมตรหนา 3 เมตร และลึก 7 เมตร มีน้ำหนักประมาณ 8,667 ตันนาฬิกาเริ่มเดินครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2402

ชื่อหอนาฬิกาบิ๊กเบน แท้จริงแล้วเป็นชื่อเล่นของใบใหญ่ระฆังที่ถูกแขวนไว้บนช่องลมเหนือหน้าปัดนาฬิกา ระฆังมีทั้งหมด 5 ใบ โดย 4 ใบจะถูกตีเป็นทำนอง และบิ๊กเบนจะตีบอกชั่วโมงตามตัวเลขที่เข็มสั้นชี้บนหน้าปัดนาฬิกา น้ำหนักของระฆังบิ๊กเบนนี้ ประมาณ 13,760 กิโลกรัม แต่อย่างไรก็ตามหอนาฬิกาแห่งนี้ก็ยังคงถูกรู้จักกันในชื่อ บิ๊กเบน

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

โซลทาวเวอร์ หอคอยแห่งรัก

Written by jintana on July 4th, 2014. Posted in บทความ

โซลทาวเวอร์

สถานที่ท่องเที่ยวที่คนไทยคุ้นเคยที่ต้องถูกบรรจุอยู่ในโปรแกรมทัวร์ประเทศเกาหลี คงพลาดไม่ได้กับที่นี่ นัมซาน โซลทาวเวอร์ (남산서울타워) หรือ N โซลทาวเวอร์ (N ย่อมาจาก นัมซาน)ที่บอกว่าหอคอยแห่งรัก ไม่ใช่เพราะสร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์ความรักของใคร แต่เป็นหอคอยที่คู่รัก มักจะมาคล้องกุญแจบนหอคอย เป็นนัยว่า จะไม่พรากจากกัน และรักกันตลอดไป

หอคอยแห่งนี้ตั้งอยู่บนเขานัมซาน ในกรุงโซล เมืองหลวงของประเทศเกาหลีทางตอนเหนือของประเทศ
ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาและเนินเขา หอคอยสูงจากฐานประมาณ 240 เมตร และประมาณ 480 เมตรจากพื้นดินเป็นจุดชมวิวยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั้งกลางวันและกลางคืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนกลางคืนจะเห็นวิวแสงสียามค่ำคืนได้อย่างสวยงามสำหรับการขึ้นไปชมวิวบนหอคอยนี้มีสองทางให้เลือกค่ะ คือ รถรางไฟฟ้า และเดินขึ้นเขา แล้วแต่ว่าจะชอบแบบไหน นอกจากจุดคล้องกุญแจสำหรับคู่รัก เหนือขึ้นไปข้างบนอีกจะมีจุดชมวิว 360 องศา ที่ต้องขึ้นลิฟต์ไปชม แต่ต้องเสียค่าลิฟต์ประมาณ 8,000 วอน ซึ่งเป็นราคาที่ไม่แพงมากสำหรับการชมวิวที่สวยงามข้างบน

นอกจากจุดชมวิวแล้ว ด้านล่างของหอคอยยังมี พิพิธภัณฑ์หมีเท็ดดี้(Teddy Bear Museum)ที่จำลองชีวิตของชาวเกาหลีในอดีตด้วยตุ๊กตาหมีเท็ดดี้หากใครชื่นชอบในตุ๊กตาหมีไม่ควรพลาดค่ะ สำหรับการเดินทางการเดินทางมาที่โซลทาวเวอร์มี 2 วิธี

วิธีแรกคือขึ้นรถโดยสารประจำทางมี 3 สายค่ะ ลงป้ายนัมซันทาวเวอร์ ราคาประมาณ 850 -950 วอน นั่งได้ตั้งแต่ 08:00 – 24:00น.

วิธีสองคือการขึ้นนัมซานเคเบิลคาร์ เป็นกระเช้าลอยฟ้า แต่วิธีนี้อาจจะต้องใช้เวลาเดินประมาณ 10 -15 นาที จากรถไฟใต้ดินสายสีฟ้า ราคาค่าโดยสารของเคเบิลคาร์ประมาณราคา ผู้ใหญ่ :8,000 วอน
เด็ก:ราคา 5,000 วอน เปิดบริการตั้งแต่ 10:00 – 23:00น.

ชมวิวปูซานที่อุทยานยงดูซาน2

Written by jintana on July 2nd, 2014. Posted in บทความ

ชมวิวปูซานที่อุทยานยงดูซาน1

อุทยานยงดูซานหรือสวนสาธารณะยงดูซาน ตั้งอยู่ใจกลางเมืองปูซาน เป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมแวะเวียนกันมาชมนับว่าเป็น 1ใน 3 ของภูเขายอดนิยมในเกาหลี จุดเด่นของที่นี้คงจะเป็นอนุสรณ์ของแม่ทัพอีซุนซินผู้บัญชาการทหารที่ดีที่สุดในสมัยราชวงศ์โชซอน (1392 – 1910) และปูซาน
ทาวเวอร์ที่เป็นจุดชมวิวเมืองปูซานได้อย่างทั่วถึง

ยงดูซาน มาจากลักษณะของภูเขาที่คล้ายหัวมังกรหันหน้าออกไปยังฝั่งทะเล มีความหมายแฝงว่า ป้องกันและกำจัดศัตรูที่มาจากทะเลนั่นเอง จุดเริ่มต้นของการสร้างสถานที่แห่งนี้เป็นสวยสาธารณะมาจากในช่วงสงครามเกาหลีประชาชนได้อพยพมายังที่แห่งนี้ สร้างบ้านเรือนที่พักอาศัยมากมายและเคยถูกไฟไหม้ครั้งใหญ่ถึงสองครั้งจนต้นไม้โล่งเตียน จึงมีความคิดจะปลูกต้นไม้ขึ้น

พื้นที่ของอุทยานกว้างราว 69,000 ตารางเมตร มีพืชนานาพรรณกว่า 70 สายพันธุ์ ให้เราได้ชื่นชม นอกจากนี้ยังมีอาคารอนุสรณ์เพื่อลำรึกถึงเหยื่อในสงครามเกาหลี ,ศาลเจ้าที่สร้างขึ้นโดยชาวญี่ปุ่นในยุคล่าอาณานิคมของญี่ปุ่น ,อนุสาวรีย์ของนักศึกษาที่ต่อต้านรัฐบาลในเหตุการณ์ปฏิวัติ 4.19และพิพิธภัณฑ์เครื่องดนตรีอีกด้วย

ชมวิวปูซานที่อุทยานยงดูซาน1

Written by jintana on June 30th, 2014. Posted in บทความ

ชมวิวปูซานที่อุทยานยงดูซาน2

ก่อนที่เราจะไปทำความรู้จักอุทยานยงดูซาน (용두산공원) เราไปรู้จักเมืองปูซานกันก่อนดีกว่าค่ะ
ปูซานตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศเกาหลีใต้มีภูมิประเทศติดทะเลแวดล้อมไปด้วยหุบเขา เกาะแก่ง ชายหาดและธรรมชาติที่สวยงาม เป็นเมืองท่าที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลี และมีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจากโซล อยู่ห่างออกไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 450 กิโลเมตร ปูซานมีประชากรราว 3.65 ล้านคน มีสถานที่ท่องเที่ยวที่ติดอันดับในเกาหลีมากมาย และมีชื่อเสียงในด้านการจัดเทศกาลภาพยนตร์ปูซาน ที่จะมีขึ้นทุกปี นอกจากนี้ปูซานยังเคยเป็นเจ้าภาพงานเอเซียนเกมส์และฟุตบอลโลกในปี 2002 อีกด้วย

เมืองแห่งนี้มีเสน่ห์ตรงติดทะเล เหมาะสำหรับใครที่ชอบบรรยากาศริมชายหาด เดินเล่นรับลมทะเล แต่ต้องไปให้ถูกฤดูกาล ซึ่งฤดูกาลที่เหมาะสมคือ ใบไม้ผลิ และใบไม้ร่วง เป็นสภาพอากาศที่เหมาะสมกับการท่องเที่ยวมากที่สุดเพราะจะได้อากาศอุ่น ๆกับสถานที่ท่องเที่ยว เช่น เกาะเชจูที่อยู่ทางใต้ของชายฝั่งทะเลปูซาน, หาดแฮอึนแด,น้ำพุร้อนดงเนเป็นน้ำพุร้อนที่ใหญ่ที่สุดในแถบเอเชียมีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 55 องศาเซลเซียส, ป้อมปราการสองพันปีคุมจองเป็นป้อมปราการที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในเกาหลี, วัดโพโมซาเป็นวัดเก่าแก่ของเกาหลีอยู่บนเชิงเขาด้านตะวันออกของภูเขาคุมจอง เป็นต้น

ที่กล่าวมานี้เป็นส่วนหนึ่งของสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองปูซาน ลี่พลาดไม่ได้เลยเมื่อมาเยือนที่เมืองนี้แล้วคือ ปูซานทาวเวอร์ในตั้งอยู่ในอุทยานยงดูซาน หรือสวนสาธารณะยงดูซาน ที่สามารถชมเมืองปูซานได้อย่างสวยงามที่ให้เป็นอีกที่หนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมแวะเวียนมาเมื่อมาที่เมืองนี้

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

มุมต่างของวัฒนธรรมชาวฝรั่งเศส(ต่อ)

Written by jintana on June 9th, 2014. Posted in บทความ

 

วัฒนธรรมชาวฝรั่งเศส

ต่อจากบทความที่แล้ว ว่ากันด้วยเรื่องวัฒนธรรมของชาวฝรั่งเศส เริ่มกันที่เรื่อง ห้ามถ่าย! ถ่ายรูป ถ่ายหนัก ถ่ายเบา อันนั้นไม่มีปัญหาค่ะ ถ่ายในที่นี้คือ ห้ามถ่ายเอกสารหนังสือ อย่างที่ทราบกันดีว่า ประเทศนี้เขาเคร่งครัดเรื่องลิขสิทธิ์มาก การถ่ายเอกสารหนังสือเป็นเล่ม ๆของเขาไปเฉยโดยที่เจ้าของลิขสิทธิ์หนังสือไม่รู้ตัวเป็นเรื่องผิดกฎหมายและไม่ควรทำเด็ดขาดค่ะ ถ้าอยากถ่ายเอกสารจริง ๆ ก็ต้องติดต่อทางสำนักพิมพ์อย่างเป็นทางการเพื่อเป็นการขออนุญาตถ่ายเอกสารหนังสือเล่มนั้น ๆ

เรื่องต่อไปยังไม่พ้นร้านอาหารค่ะ เป็นสถานที่ที่เรียกได้ว่าต้องมีมารยาททางสังคมกันสุด ๆ หากเราต้องการสั่งอาหารเพิ่มห้ามใช้คำว่า “การ์ซอง” เด็ดขาดเพราะไม่สุภาพ ให้เริ่มต้นด้วยคำว่า “เมอซิเออร์” แล้วตามด้วย “ซิลวู เปล” ซึ่งแปลเป็นไทยว่า กรุณา และทุกครั้งที่เข้ามาในร้านอาหารหรือภัตตาคาร ควรถอดหมวกและเสื้อคลุมเพื่อให้ความเคารพสถานที่ด้วย

ปิดท้ายด้วยเรื่องสนามหญ้าต้องห้ามในสวนสาธารณะ ที่ใช้คำว่าต้องห้าม เพราะสนามหญ้าในสวน สาธารณะในประเทศนี้เขาไม่ได้มีไว้วิ่งเล่นเหมือนบ้านเรา กลับกลายเป็นว่าหากเห็นป้าย pelouseinterdite ซึ่งแปลเป็นไทยว่า สนามหญ้าต้องห้าม หรือ ห้ามเข้าสนามหญ้า อย่ามึนงงเดินเข้าไปเชียวล่ะ เพราะถือว่าทำผิดกฎหมายนะคะ

 

มุมต่างของวัฒนธรรมชาวฝรั่งเศส

Written by jintana on June 7th, 2014. Posted in บทความ

มุมต่างของวัฒนธรรมชาวฝรั่งเศส

มุมต่างอย่างแรกของประเทศฝรั่งเศสที่เรามักพบเห็นกันได้บ่อยแต่ยังไม่คุ้นชิน ก็คือการจูบแก้มซึ่งกันและกันนั่นเอง วัฒนธรรมนี้ชาวฝรั่งเศสจะทำเพื่อทักทาย แต่ย้ำว่าต้องเป็นคนที่รู้จักกันเท่านั้นนะคะ

อย่างที่สอง หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมชาวฝรั่งเศสจึงทำหน้าบึ้งใส่เวลาถามทาง ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าชาวฝรั่งเศสเป็นอีกชาติหนึ่งที่มีความเป็นชาตินิยมสูง คนฝรั่งเศสจะคิดเสมอว่าภาษาของตนเองเป็นภาษาที่ไพเราะเสนาะหูมากที่สุดในโลก เขาจึงไม่นิยมเรียนภาษาอื่น รู้อย่างนี้แล้วอย่าไปคิดว่าคนฝรั่งเศสหยิ่งนะคะที่เขาทำหน้าบึ้ง ก็เหมือนเป็นนัยว่าเขาฟังไม่รู้เรื่องนั่นเอง

ต่อไปเป็นความรักสัตว์ของชาวฝรั่งเศส ย้ำอีกครั้งว่าเขารักสุนัขมาก ๆ เลี้ยงเหมือนเป็นสมาชิกอีกคนของครอบครัว การสั่งห่ออาหารเหลือจากการรับประทานในร้านไปให้น้องหมานี่เป็นเรื่องที่ไม่นิยมและจะถูกมองว่าไม่สุภาพเท่าไร เพราะน้องหมาบ้านเขากินไฮโซไม่ต่างอะไรจากคนเลยค่ะ   จะสังเกตได้ว่าตามห้างสรรพสินค้า ร้านอาหารต่าง ๆ ในประเทศฝรั่งเศสเขาสามารถนำสัตว์เลี้ยงเข้าได้ซึ่งต่างจากบ้านเรา อีกประการสำคัญ การนั่งแท็กซี่ยังมีที่นั่งสำหรับสัตว์เลี้ยงคือ ข้างคนขับ ส่วนผู้โดยสารที่เป็นคนจะนั่งข้างหลังสามคนเท่านั้นค่ะ

(โปรดติดตามตอนต่อไป)