Author Archive

เทศกาลของดวงจันทร์

Written by jintana on September 24th, 2014. Posted in บทความ

เทศกาลของดวงจันทร์

ความเชื่อของคนเราต่างกันออกไปตามลักษณะภูมิประเทศและวัฒนธรรมประเพณีที่สืบทอดกันรุ่นต่อรุ่น แม้ว่ากาลเวลาจะผ่านพ้นไปนานเท่าใดสิ่งเหล่านั้นก็ยังคงหล่อหลอมกลายเป็นเสน่ห์ของการดำรงชีวิตของคนกลุ่มนั้น ๆ ในประเทศของเราก็มีความเชื่อที่ถูกทอดถ่ายต่อกันมาเป็นประเพณีมากมาย และหนึ่งในนั้นก็คือ เทศกาลไหว้พระจันทร์

คนไทยเชื้อสายจีนคงเข้าใจดีว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างในวันนี้ แต่ก็คงมีไม่กี่คนที่จะทราบถึงความเป็นมาได้อย่างถ่องแท้ บทความนี้เราจึงตั้งใจพาทุกคนมาทำความรู้จักเทศกาลนี้ให้ดียิ่งขึ้น เทศกาลไหว้พระจันทร์จะตรงกับ วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ซึ่งเป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วง วัฒนธรรมนี้ชาวจีนสืบทอดต่อกันมาเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองฤดูกาลเก็บเกี่ยว

ย้อนเวลากลับไปสมัยมองโกลยึดครองจีน พ.ศ.1911 ทหารมองโกเลียจะถูกส่งให้ไปอยู่บ้านของชาวจีนทุกครอบครัว แต่แล้วเมื่อถึงวันไหว้พระจันทร์ ชาวจีนผู้หนึ่งได้ทำขนมไหว้พระจันทร์แต่สอดไส้กระดาษเขียนข้อความให้ฆ่าทหารมองโกเลีย ซึ่งทหารก็ไม่ได้คิดอะไรเพราะนึกว่าเป็นประเพณีที่ต้องทำประจำ เมื่อถึงเวลาไหว้พระจันทร์ในคืนวันเพ็ญเดือน 8 ชาวบ้านได้ทำขนมมาแลกกัน ทำให้แผนการนี้สำเร็จและทำให้จีนเป็นเอกราชจากมองโกลเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ชาวจีนนิยมบริโภคขนมไหว้พระจันทร์ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 หรือช่วงประมาณเดือนกันยายนของทุกปีเพื่อเฉลิมฉลองการกอบกู้เอกราชจากมองโกลอีกทั้งความหมายของขนมชนิดนี้ยังหมายถึงความกลมเกลียวและปรองดองของคนในครอบครัว สังเกตได้จากรูปทรงของขนมที่จะทำให้กลมและคล้ายพระจันทร์

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

เมืองท่าน่าเที่ยวที่เกาะไต้หวัน (จบ)

Written by jintana on September 22nd, 2014. Posted in บทความ

เกาสง

เรื่องราวของเมืองท่าแห่งนี้ก็ดำเนินมาถึงบทสุดท้ายแล้วค่ะ บทความก่อนเราพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวนิยมของเมืองนี้ แต่บทความนี้เราจะมาเก็บรายละเอียดเล็กๆน้อยๆของที่นี้

เริ่มกันที่การคมนาคมทางน้ำที่ไม่น่าแปลกเพราะอย่าลืมว่าที่นี้เป็นเมืองท่าระดับโลกก็ย่อมมีการคมนาคมที่เป็นที่ยอมรับอยู่ในอันดับของโลกเช่นกัน ท่าเรือน้ำลึกของที่นี้สามารถให้เรือบรรทุกสินค้าขนาดหมื่นตันจำนวน 34 ลำเทียบท่าจอดพร้อมกันได้ เพราะเหตุนี้เองทำให้ปริมาณการขนส่งสินค้าต่อปีของเมืองเกาสงอยู่ที่อันดับ 4 ของโลกรองจาก ฮ่องกง สิงคโปร์และเนเธอร์แลนด์ลงน้ำแล้วมาเหินฟ้ากันต่อที่การคมนาคมทางอากาศสะดวกอย่างยิ่งสำหรับคนไทย เพราะสายการบินประเทศเรามีเที่ยวบิน กรุงเทพฯ – เกาสง และ เกาสง – เชียงใหม่ ไม่ต้องห่วงความสะดวกเรื่องการเดินทางเพื่อมาเยือนเมืองท่าแห่งนี้

เกาสงเป็นเมืองอีกเมืองหนึ่งที่ชาวต่างชาติและชาวไต้หวันเองนิยมมาศึกษาเล่าเรียน เนื่องจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของไต้หวันนั้น นอกจากที่เมืองหลวงอย่างไทเปแล้วก็มีที่นี่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของนักศึกษาหรือบางครั้งอาจจะมากกกว่าเสียด้วยซ้ำ เนื่องจากสถานศึกษาของที่นี้จะเปิดสอนในสาขาวิชาที่หลากหลายกว่าที่ไทเปจึงทำให้นักศึกษานิยมตัดสินใจมาเรียนที่นี้แทนที่การเรียนในไทเปเพื่อให้ได้ในสาขาที่ตนเองต้องเอง

มาถึงบรรทัดนี้คงต้องถามคำถามเดิมว่าไต้หวันน่าเที่ยวไหม คิดว่าหลายคนเมื่อรู้เกี่ยวกับเมืองนี้มากขึ้นแล้วอาจตัดสินใจมาเที่ยวหรือมากกว่านั้นอาจจะมาเล่าเรียนที่นี่เลยก็เป็นได้ ต้องยอมรับว่าประเทศไม่ใหญ่อย่างไต้หวันก็มีเมืองหนึ่งซ่อนตัวเป็นมนต์เสน่ห์ที่น่าค้นหาให้เราอยากลิ้มลองมาเยือนเกาสงสักครั้ง

 

 

เมืองท่าน่าเที่ยวที่เกาะไต้หวัน (ต่อ)

Written by jintana on September 20th, 2014. Posted in บทความ

ทะเลสาบดอกบัว

เมืองท่าแห่งนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย อย่างที่บอกว่าเกาสงนั้นเป็นเมืองท่าติดทะเล จึงทำให้วิวทิวทัศน์ยอดนิยมส่วนใหญ่ก็อยู่ใกล้ๆกับทะเล เริ่มกันที่ อ่าวซีจึวัน (Sizih Bay) ได้รับความนิยมเพราะหาดทรายที่สวยงามสะอาดตาทอดตัวยาวเคียงคู่กับทะเล แน่นอนว่านักท่องเที่ยวนิยมมาเยือนกันช่วงฤดูร้อนในยามเย็นที่พระอาทิตย์กำลังจะลับลาขอบฟ้าสถานที่แห่งนี้เป็นอีกหนึ่งที่มีความโรแมนติกไม่แพ้ริมชายหาดประเทศไหน ทั้งยังเป็นหนึ่งในแปดความงามของประเทศไต้หวัน นอกจากนั้นไอศกรีมรสเลิศที่ท่าเรือข้ามฟากกู่ซานยังเป็นของยอดนิยมเมื่อมาเยือนอีกด้วย

ขึ้นไปทางตอนเหนือของเมืองเกาสงแวะเวียนไปชมทะเลสาบดอกบัว(Lotus lake)สถานที่ขึ้นชื่ออีกที่หนึ่งของไต้หวันที่นักท่องเที่ยวนิยมมาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในวัดที่อยู่ในสถานที่แห่งนี้ และมีความเชื่อกันว่าหากใครได้ลอดปากมังกรหินแล้วออกทางปากเสือจะช่วยปัดเป่าความโชคร้ายกลายเป็นดีได้ สถานที่แห่งนี้ประกอบด้วยวัดของลัทธิต่างๆ อยู่ทางด้านเหนือของทะเลสาบ ส่วนทางใต้จะมีเจดีย์มังกรและเสือ กระโจมฤดูใบไม้ร่วงและฤดูใบไม้ผลิ บรรยากาศที่ดีที่สุดในการเที่ยวชมที่นี้คือเมื่อแดดร่มลมตกเพราะแสงอาทิตย์จะตกกระทบผืนน้ำเป็นเงาสะท้อนกลับสวยงามไม่แพ้ที่ใดในโลก

หากใครที่รักแสงสียามค่ำคืนนั้นพลาดไม่ได้กับแม่น้ำอ้ายเหอ (Lover River) ความจริงแล้วแม่น้ำแห่งนี้คือ คลองแต่มันมีขนาดใหญ่กว้างจนคนที่นี้เรียกติดปากกันว่าเป็นแม่น้ำ คลองสายนี้ไหลผ่านตัวเมืองเกาสงทำให้ละแวกนี้เป็นอีกสถานที่ที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเยือน นั่งพักฟังเพลงเพราะๆ ดื่มด่ำบรรยากาศยามค่ำคืนของเมืองเกาสงใกล้ๆกันก็มีตึก 85 Skytower (高雄85大樓)ซึ่งสามารถเข้าไปชมวิวแม่น้ำสายนี้จากบนตึกได้อย่างเต็มตาเต็มใจอีกด้วย

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

เมืองท่าน่าเที่ยวที่เกาะไต้หวัน

Written by jintana on September 18th, 2014. Posted in บทความ

Kaohsiung

หลายคนอาจตั้งคำถามว่าไต้หวันมีอะไรน่าเที่ยว เพราะนอกจากข่าวเรื่องการไปทำงานของแรงงานชาวไทยแล้วก็ไม่ค่อยเห็นสื่อด้านการท่องเที่ยวมากนัก เราจึงอยากนำเสนอเกี่ยวกับเรื่องราวของประเทศนี้ เกริ่นนำสักนิดว่าเกาะไต้หวันหรือสาธารณรัฐจีน เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นเกาะ มีเนื้อที่ประมาณ 36,000 ตร.กม. และยังคงถูกปกครองโดยสาธารณรัฐประชาชนจีน แต่แยกเป็นเอกเทศจากจีน

สถานที่ท่องเที่ยวบนเกาะไต้หวันนั้นมีมากมาย แต่สำหรับบทความบทความนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ
เมืองเกาสง (Kaohsiung 高雄) เมืองที่มีเสน่ห์อีกเมืองหนึ่งที่ได้รับการการันตีจากชาวไทยที่นั้นว่าน่าท่องเที่ยวและเป็นอีกเมืองที่น่าอยู่ เกาสงเหมือนเป็นทางผ่านของการคมนาคมขนส่งเพราะเป็นเมืองท่าที่ใหญ่ติด 1 ใน 10 อันดับของโลก ทำให้เกาสงไม่เงียบเหงาเท่าไรนัก สถานที่ท่องเที่ยวมากมาย อีกทั้งยังมีสถานศึกษาที่คนไทยหลายคนก็นิยมมาเล่าเรียนที่นี้ บางคนถึงขั้นไม่อยากกลับเนื่องจากการเดินทางที่สะดวกสบาย นักศึกษาที่เรียนที่เมืองนี้สามารถโดยสารรถไฟความเร็วสูง รถไฟใต้ดิน หรือรถประจำทาง ได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากเกือบทุกสถานีจะเชื่อมต่อกันหมด หรือใครอยากจะปั่นจักรยานก็ยังมีทางจักรยานที่สะดวกและไม่อันตรายเหมือนบ้านเราให้ อีกทั้งยังสามารถนำจักรยานขึ้นรถไฟใต้ดินได้อีกด้วย ส่วนเรื่องจักรยานหากใครไม่มี เมืองนี้มีจักรยานให้เช่ายืม แต่มีข้อแม้ว่าไม่ว่าจะปั่นไปไกลแค่ไหนก็ต้องนำมันกลับมาไว้ที่เดิม

การเดินทางรอบเมืองที่สะดวกสบายมันช่างตอบโจทย์ได้ดีสำหรับการท่องเที่ยวในเมืองมนต์เสน่ห์แห่งนี้ สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมส่วนใหญ่เป็นจุดชมวิว และด้วยความที่เป็นเมืองท่าก็ต้องมีทะเลให้เราอิ่มเอมไปกับทัศนียภาพอันสวยงามของที่นี้

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

 

ชมวิวจากตึกในเอเชียแปซิฟิก 5

Written by jintana on September 16th, 2014. Posted in บทความ

อาคารที่ว่าการมหานครโตเกียว

ญี่ปุ่นเป็นอีกประเทศที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเยือน เพราะมีสถานที่ท่องเที่ยวอันมีเสน่ห์มากมายที่ชวนให้นักท่องเที่ยวแวะเวียนกันมาอย่างไม่ขาดสาย บทความนี้เราจะพาทุกคนไปชมวิวเมืองโตเกียวที่ตึกเมโทรโพลิแทน (The Tokyo Metropolitan Government OfficeComplex  : TMG) หรือ อาคารที่ว่าการมหานครโตเกียว ตั้งอยู่ในเขตชินจูกุ เป็นบริเวณหมู่ตึกสูงในย่านชินจูกุ และ TMG ก็เป็นตึกที่สูงที่สุดในย่านนี้ เป็นที่ทำการของรัฐบาลกรุงโตเกียว หลายคนอาจจะทราบดีอยู่แล้วว่ากรุงโตเกียวมีส่วนการบริหารที่แยกออกจากส่วนกลาง เพราะฝ่ายบริหารท้องถิ่นต้องการขยายเขตธุรกิจCBD (Central Business District) ซึ่งเป็นเขตธุรกิจใหม่ของมหานครโตเกียวในย่านชินจูกุ

อาคารที่ว่ามหานครโตเกียวนี้เป็นผลงานการออกแบบของ เคนโซ ทังเกะ สถาปนิกผู้มากประสบการณ์ ซึ่งเขาได้ฝากผลงานไว้กับสิ่งปลูกสร้างหลายแห่งของญี่ปุ่น เช่น สนามกีฬาโอลิมปิกโตเกียว ปี 2505 อาคารอนุสรณ์แห่งเสรีภาพสถานที่ฮิโรชิม่า เป็นต้น ก่อนที่จะจากไปด้วยอายุ 91 ปี (2456 – 2548)  แรงบันดาลใจในการออกแบบตึกแห่งนี้คืออาคารวิหารโกธิคในประเทศเยอรมัน (The Gothic Churches of Germany)

ตึกแห่งนี้ประกอบด้วยสิ่งปลูกสร้าง 3 ส่วน

-อาคารที่ 1 (TMG Building No.1) อาคารหลักสังเกตง่าย ๆคือส่วนยอดของอาคาร มี 2 ยอด เริ่มสร้างตั้งแต่ปี 2531 แล้วเสร็จเมื่อ ปี2534 ความสูงประมาณ 243 เมตร ส่วนยอดจะมีการติดตั้งสัญญาณต่าง ๆสำหรับการติดต่อสื่อสาร ส่วนจุดชมวิวนั้นจะอยู่ที่ชั้น 45 ที่รดับความสูง 202 เมตร

-อาคารที่ 2 (TMG Building No.2) เป็นอาคารทางขวามือของอาคารที่ 1มีจำนวน 34 ชั้น และชั้นใต้ดินอีก 3 ชั้น สูงจากพื้นดินประมาณ 163 เมตร

-อาคาร Tokyo Metropolitan Assembly Building ถูกจัดให้เป็นศูนย์กลางการบริหารของมหานครโตเกียว ตั้งอยู่ด้านหน้าของอาคารที่ 1มี 7 ชั้น และชั้นใต้ดินอีก 1 ชั้น ความสูงจากพื้นดินประมาณ 41 เมตร

อาคารแห่งนี้เปิดเข้าให้ชมทุกวันตั้งแต่เวลา 09:00-23:00 น. ซึ่งนอกจากจุดชมวิวบนชั้น 45 แล้วนั้นก็ยังมีร้านค้า หรือแหล่งช็อปปิ้งเอาใจนักท่องเที่ยวที่ชอบจับจ่ายซื้อข้าวของติดไม้ติดมือกลับบ้าน เรียกได้ว่าที่นี้เป็นสิ่งปลูกสร้างอีกแห่งหนึ่งที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนโตเกียว

 

ชมวิวจากตึกในเอเชียแปซิฟิก 4

Written by jintana on September 14th, 2014. Posted in บทความ

หอคอยสกายทาวเวอร์

ถัดมาอีกนิดที่เมืองโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ก่อนอื่นต้องขอเกริ่นนำสักนิดว่าประเทศนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายที่จะให้นักเดินทางหลายคนหลงใหล แค่ความเงียบสงบและอากาศดี ๆก็ชวนให้เคลิ้มเดินเที่ยวกันได้ทั้งวัน ซึ่งช่วงฤดูใบไม้ร่วงก็เป็นอีกฤดูกาลหนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมจูงมือคู่รักหรือเพื่อนฝูงมาเยือนนิวซีแลนด์ อุณหภูมิเย็นสบายของที่นี้คือ 15-18 องศา สบายสำหรับคนที่นี่ แต่คนไทยอย่างเราก็หนาวเหมือนกัน

อย่างที่ทราบกันดีว่าเมืองโอ๊คแลนด์เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม บทความนี้เราเลยขอแนะนำตึกสูงที่เป็นจุดชมวิวเก๋ๆ ของเมืองนี้ หอคอยสกายทาวเวอร์ (Sky Tower) เป็นสิ่งปลูกสร้างที่สูงสุดในซีกโลกใต้ มีความสูงถึง 328 เมตรจากพื้นดิน สวยงามและโดดเด่นมากในเมืองโอ๊คแลนด์ หอคอยนี้เปิดให้เข้าชมเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ.2540 จากจุดชมวิวสามารถชมทัศนียภาพของเมืองโอ๊คแลนด์ได้ไกลถึง 80 กิโลเมตร นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมท้าทายคนชอบความสูงด้วยการเดินชมวิวบนสกายวอล์ค (Sky Walk) เป็นการเดินชมวิวรอบนอกตัวหอคอยสกายทาวเวอร์ ซึ่งมีความสูงอยู่ที่ 200 เมตร มีระบบความปลอดภัยด้วยเชือกรั้งเอาไว้ รวมไปถึงชุดหมีและรองเท้าผ้าใบอย่างดี แต่สำหรับใครที่ชื่นชอบความท้าทายกว่านั้นก็มีกิจกรรมดิ่งหอคอยที่ชื่อว่า สกายจัมพ์ (Sky Jump) เป็นการกระโดดจากบนตึกที่ความสูง 192 เมตร คล้ายบันจี้จัมพ์แต่ผู้ที่กระโดดไม่ต้องห้อยหัวลง ซึ่งนับได้ว่าเป็นสถิติการกระโดดที่สูงที่สุดในนิวซีแลนด์อีกด้วย

เมืองโอ๊คแลนด์ เป็นประตูด่านแรกเข้าสู่เกาะเหนือของประเทศนิวซีแลนด์ เป็นเมืองศูนย์กลางพาณิชยกรรมและการค้าที่สำคัญที่สุด และมีอ่าวจอดเรืออยู่หลายแห่งจนได้ฉายาว่า เมืองแห่งการแล่นเรือใบ (The city of sails) เมืองโอ๊คแลนด์ตั้งอยู่บริเวณภูเขาไฟที่มอดดับแล้ว ภูมิประเทศส่วนใหญ่จึงเป็นเนินเขาและปล่องภูเขาไฟอยู่ทั่วไปอันเป็นเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวหลายคนให้มาเยือนที่นี้

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

ชมวิวจากตึกในเอเชียแปซิฟิก3

Written by jintana on September 12th, 2014. Posted in บทความ

ยูเรกา สกายเด็ค88

ผ่านไปแล้ว 2 ประเทศกับสองตึกสูง มาถึงตึกที่ 3 ตึกแห่งนี้ตั้งอยู่ในเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย และยังครองอันดับ 1 ของตึกที่สูงที่สุดในซีกโลกใต้อีกด้วย จะเป็นอย่างไรบทความนี้จะพาไปทำความรู้จักกับตึกยูเรกา สกายเด็ค88 (Eureka Skydeck88)

อย่างที่บอกไปแล้วว่าตึกแห่งนี้เป็นตึกที่สูงที่สุดในซีกโลกใต้ จึงทำให้การชมวิวจากมุมบนของที่นี้สวยไม่แพ้ตึกสูงที่อื่นเลย ความสูงของตึกประมาณ 342 เมตร และนั่นก็คือจุดชมวิวที่นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปได้โดยลิฟต์ที่มีความเร็วมากที่สุดในซีกโลกใต้ซึ่งใช้เวลาประมาณ 38 วินาที จากชั้นที่ 1 ถึงชั้นที่ 88 (เฉลี่ยเมตรละ 9 วินาที)

ก่อนขึ้นไปชมวิวของเมลเบิร์นก็ต้องจ่ายค่าเข้าชมก่อนสักนิดสักหน่อย ราคาประมาณ 19 ดอลลาร์ ส่วนถ้าใครอยากชมทั้งกลางวันและกลางคืนก็จ่ายเพิ่มอีกนิดเป็น 22 ดอลลาร์ ช่วงแรกเวลา 10โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น และช่วงที่สองคือ 5 โมงเย็นถึง 3ทุ่มครึ่งแต่มีข้อแม้ว่าต้องเข้าชมภายในวันเดียวกันส่วนใครที่อยากได้ภาพวิวสวย ๆ ไปอวดเพื่อนฝูงพี่น้อง ก็สามารถพกขาตั้งกล้องไปได้ หากอากาศดีท้องฟ้าเปิดเราสามารถชมวิวจากตึกนี้ได้ไกลถึง 80 กิโลเมตรเลยทีเดียว การชมวิวจากตึกแห่งนี้พิเศษตรงที่มีส่วนที่เรียกว่า The Edge เป็นส่วนที่ยื่นออกมาจากตัวอาคาร 3 เมตร เพื่อการชมวิวโดยเฉพาะตรงส่วนนี้ต้องจ่ายเงิน 12 ดอลลาร์ แลกกับการชมวิวสวยๆซึ่งซื้อได้ที่ชั้น 88 แอบกระซิบนิดหนึ่งว่า มีกฎห้ามถ่ายรูปจากมุม The Edge แต่เขาจะขายรูปพร้อมกรอบในราคา 15 ดอลลาร์

วิวจากด้านบนเราจะได้เห็นแม่น้ำยาร่าห์(Yarra)ที่วางตัวทอดผ่านเมืองเมลเบิร์น แทรกแซมด้วยสีเขียวของต้นไม้จากสวนBirrarung Marrรวมไปถึงสนามเทนนิสที่ใช้ในการแข่งขัน Australian Open และ Rod Laver Arenaด้วย หากใครอยากชมวิวสวย ๆ เมื่อมีโอกาสไปเยือนเมลเบิร์นก็สามารถคลิกชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.eurekaskydeck.com.au

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

 

ชมวิวจากตึกในเอเชียแปซิฟิก2

Written by jintana on September 10th, 2014. Posted in บทความ

มารีนา เบย์แซนด์

เลยมาอีกนิดทางตอนใต้ของทวีปตะวันออกเฉียงใต้ไม่ใกล้ไม่ไกลจากบ้านเรา ประเทศเล็กๆที่หลายคนสนใจท่องเที่ยวในช่วงวันพักร้อนนั่นคือประเทศสิงคโปร์นั่นเอง ประเทศนี้เขาขึ้นชื่อเรื่องความเป็นระเบียบเรียบร้อยดูสะอาดตา บ้านเมืองที่เป็นระเบียบทำให้นักท่องเที่ยวทั้งหลายมีความสุขและรู้สึกปลอดภัยทุกย่างก้าว

ประเทศสิงคโปร์นับว่าเป็นอีกประเทศที่มีอาคารบ้านเรือนและตึกมากมาย มารีนา เบย์แซนด์ (Marina Bay Sands) ก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่นักท่องเที่ยวนิยมมาแวะเวียนดื่มด่ำกับความหรูหราและสะดวกสบายของที่นี้ สถานที่แห่งนี้เป็นโรงแรมและรีสอร์ทสุดหรูและดีที่สุดในประเทศสิงคโปร์ มีความสูง 55 ชั้น แบ่งเป็น 3 อาคาร ที่มีรูปร่างคล้ายกับการกรีดไพ่ 3 สำรับ ภายในตัวอาคารจะมีห้องพักทั้งหมด 2,561 ห้อง ที่สามารถชมวิวของอ่าว มารีนา เบย์ และเมืองสิงคโปร์ที่ไม่มีวันหลับใหลได้อย่างสวยงามจากทุกมุม อีกทั้งยังถูกตกแต่งภายในต่างกันไปถึง 18 แบบ และห้องพักสุดหรูอีก 230 ห้อง ที่เพียบพร้อมทั้งบริการในด้านต่าง ๆ

จุดเด่นของที่นี้คงไม่พลาดไม่ได้กับสวนลอยฟ้าแซนด์สกายพาร์ค (Sands Sky Park)ที่ถูกจัดให้มีสระว่ายน้ำกลางแจ้งแบบไม่มีขอบ มีความลึก 150 เมตร ซึ่งหากมองจากด้านบนจะสามารถเห็นวิวได้ 360องศา ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการออกแบบที่สร้างสรรค์และชาญฉลาด สวนแห่งนี้ตั้งอยู่ชั้นที่ 57 ของ มารีนา เบย์แซนด์ มีพื้นที่กว้างกว่า 12,400 ตารางเมตร ตกแต่งด้วยต้นไม้และไม้ประดับรวม 900 ต้น พักจากสวนลอยฟ้าแล้วมาต่อกันที่มารีนา เบย์แซนด์ คาสิโน (Marina Bay Sands Casino) ตั้งอยู่ตรงข้ามของอาคาร เป็นตึกที่ตกแต่งอย่างสุดหรูเอาใจนักพนัน รวมการพนันทุกชนิด เช่น รูเล็ตต์ แบล็คแจ็ค บาคาร่า ไฮโลว์ และตู้สล็อต ไว้ในที่เดียวกันนอกจากนั้นยังเอาใจนักช็อปปิ้งด้วยโซน เดอะชอปส์ (The shoppes) ด้วยหลากหลายแบรนด์ดังเช่น Louis Vuitton, Chanel, Gucci, Hermes, Prada เป็นต้น

สถานที่นี้เป็นอีกที่หนึ่งที่นักท่องเที่ยวกระเป๋าหนักไม่ควรพลาด เพราะการันตีได้ว่าคุณจะดื่มด่ำกับบรรยากาศของที่นี้จนลืมความเหนื่อยล้าจนหมดสิ้น การพักผ่อนในเมืองที่ไม่มีวันหลับใหลอย่างสิงคโปร์คงไม่มีที่ไหนดีเกิน มารีนา เบย์แซนด์อีกแล้ว

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

 

ชมวิวจากตึกในเอเชียแปซิฟิก1

Written by jintana on September 8th, 2014. Posted in บทความ

เซี่ยงไฮ้ เวิร์ด ไฟแนนเชียล เซ็นเตอร์

หลายบทความก่อนหน้านี้เราได้พูดถึงหอคอยชื่อดังหลายๆ ที่กันไปบ้างแล้ว ล้วนเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องโลกเกือบทุกคนไม่ควรพลาด มาถึงบทความเรายังไม่เหนื่อยกับการตามหาตึกสูงระฟ้ามาให้ทุกคนได้รู้จักกัน คราวนี้จะพาทุกคนไปพบกับความหวิวหวิวของวิวบนยอดตึกที่สูงในแถบเอเชียแปซิฟิกที่นักท่องเที่ยวหลายคนอยากไปเยือน

เริ่มกันที่เซี่ยงไฮ้ เวิร์ด ไฟแนนเชียล เซ็นเตอร์(The Shanghai World Financial Center – SWFC) ตึกแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ เมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีนออกแบบและลงทุนสร้างโดยรัฐบาลประเทศญี่ปุ่น แรกเริ่มนั้นตึกนี้ถูกออกแบบให้เป็นทรงกลม แต่รัฐบาลจีนในตอนนั้นไม่พอใจเนื่องจากเหมือนการเอาธงชาติญี่ปุ่นมาวางไว้บนแผ่นดินจีน ตึกจึงถูกออกแบบขึ้นมาใหม่ให้เป็นรูปร่างลักษณะคล้ายที่เปิดขวด ดูจากชื่อตึกแล้วก็คงทราบกันดีว่าสถานที่แห่งนี้เป็นที่ตั้งของสำนักการเงินของหลายประเทศ และภายในยังประกอบไปด้วยโรงแรม ร้านค้า ภัตตาคาร ห้างสรรพสินค้า และจุดชมวิว นอกจากนี้ยังเป็นที่จัดการประชุม สัมมนา หรือนิทรรศการระดับโลกอีกด้วย

ความสูงของตึกนี้ประมาณ 492 เมตร หรือ 101 ชั้น ใช้เสาเข็ม 2,271 ต้นตอกลึกจากพื้นดินประมาณ 70 เมตร นอกจากนั้นตึกยังถูกออกแบบให้มีลูกตุ้มหนัก 150 ตัน ถ่วงอยู่ทั้งสองข้างบนชั้นที่ 90 เพื่อเพื่อป้องกันการแกว่งตัวและการสั่นสะเทือนของตัวตึกจากแรงกระทำจากลมและช่องรูปสีเหลี่ยมคางหมูเพื่อลดแรงกระทบของลมกับหลังคาตึก จุดชมวิวของที่นี้มี 3 ระดับด้วยกัน ตั้งแต่ชั้นที่ 94 , 97 และ 100 ซึ่งราคาในแต่ละชั้นก็แตกต่างกันออกไปคือ 100, 110 และ 150 หยวน ตามลำดับชั้นความสูง

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

หอคอยเหล็กกลางกรุงปารีส 3

Written by jintana on August 11th, 2014. Posted in บทความ

หอไอเฟล

เรื่องราวของหอคอยเหล็กยังไม่จบเพียงเท่านั้น บทความนี้เรามาดูกันว่ามีเหตุการณ์อะไรสำคัญที่เกิดขึ้นตั้งแต่ไอเฟลถูกสร้างขึ้นมาบ้าง มาเริ่มกันที่บุคคลสำคัญของโลกอย่าง โทมัสอัลวา เอดิสันนักประดิษฐ์และนักธุรกิจชาวอเมริกัน ได้เข้าเยี่ยมชมหอคอยแห่งนี้เมื่อวันที่ 10 กันยายน พ.ศ.2432ก่อนที่หอคอยจะสร้างเสร็จ
– พ.ศ.2445 เกิดฟ้าผ่าทำให้ต้องมีการซ่อมแซมส่วนยอดของหอคอยซึ่งสูง 100 เมตร และเปลี่ยนดวงไฟที่ได้รับความเสียหาย
– พ.ศ.2473 เสียตำแหน่งสิ่งปลูกสร้างที่สูงที่สุดให้ตึกไคร์สเลอร์
– พ.ศ.2468 – 2477 ประดับไฟ 3 ด้าน ของหอจากทั้งหมด 4 ด้าน
– พ.ศ.2483 นาซีเยอรมันเข้าบุกยึดเมืองปารีสได้ หลังจากนั้นฮิตเลอร์ ได้พยายามขึ้นไปปักธงบนยอดหอคอยทั้งที่ชาวฝรั่งเศสได้ตัดลิฟต์ของหอไอเฟลออกไปแล้ว ซึ่งการซ่อมแซมลิฟต์ช่วงสงครามนั้นเป็นเรื่องยาก
– พ.ศ.2487 ฮิตเลอร์สั่งให้Dietirch von Choltitzเผาเมืองปารีสและหอไอเฟลทิ้ง แต่เขาฝืนคำสั่ง ต่อมาเมื่อฝ่ายพันธมิตรยึดเมืองปารีสคืน ลิฟต์ของหอไอเฟลก็ถูกซ่อมแซมให้กลับมาใช้ได้ดังเดิม
– พ.ศ.2499 เกิดเพลิงไหม้ที่ยอดของหอคอย จากนั้นก็มีการติดตั้งเสาอากาศวิทยุข้างบนยอดหอคอย
– พ.ศ.2543 มีการติดตั้งโคมไฟบนยอดของหอเพื่อความสวยงาม
-พ.ศ.2545 แขกคนที่ 200 ล้าน เข้าเยี่ยมชมหอคอย
-พ.ศ.2546 เกิดเพลิงไหม้อีกครั้งที่ยอดของหอ ใช้เวลาดับประมาณ 40นาที

หอไอเฟลนับได้ว่าเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ผ่านช่วงเวลาที่โหดร้ายมาพอควร แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความสวยงามของหอคอยแห่งนี้ลดลงเลยแม้แต่น้อย กาลเวลากลับยิ่งเป็นตัวขับเคลื่อนหอคอยแห่งจิตวิญญาณของชาวฝรั่งเศสแห่งนี้ต่อไป เติมสีสันและความคลาสสิกให้หอไอเฟลดูเหมือนมีลมหายใจ