Author Archive

เทศกาลสำคัญของชาวอาเซียน 5

Written by jintana on October 31st, 2014. Posted in บทความ

เทศกาลสำคัญของชาวอาเซียน 5

ประเทศฟิลิปปินส์1 ใน 10 ประเทศของสมาคมอาเซียนที่มีวัฒนธรรมที่น่าสนใจมากมาย บทความนี้เราเลยหยิบยกเทศกาลของชาวฟิลิปปินส์มาให้ได้รู้จักกัน เริ่มกันที่เทศกาลชินูล็อก(Sinulog Festival) จัดขึ้นช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนมกราคม ชาวบ้านจะพากันแต่งกายด้วยสีสันที่สดใสสวยงาม แล้วออกมาเต้นรำตามถนนเพื่อเป็นการรำลึกถึงรูปปั้นของนักบุญซานโต นินอย แห่งเมืองเซบูที่ไม่ได้รับความเสียหายจากไฟไหม้ครั้งใหญ่ ชาวเมืองจึงนับถือและยกย่องเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง

ประเทศฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มีประชากรนับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก เป็นอันดับ 4 ของโลก และนิกายโปเตสแตนต์ เป็นอันดับ 13ของโลก รองลงมาคือ ฮินดู พุทธ และอิสลามตามลำดับ  ประเทศนี้จึงมีเทศกาลที่เกี่ยวข้องกับศาสนาคริสต์ให้เราได้รู้จักกัน คือ เทศกาลแห่รูปปั้นพระเยซูดำ(Black Nazarene) เป็นการแห่รูปปั้นพระเยซูที่สลักจากไม้ที่ถูกไฟไหม้จนเกิดสีดำ เมื่อครั้งที่นักบวชได้นำรูปปั้นของพระเยซูลงเรือมายังฟิลิปปินส์ ในขบวนแห่จะมีผู้คนให้ความสนใจและศรัทธามากมายนับแสนคน เชื่อกันว่าหากใครได้สัมผัสกับองค์พระเยซูดำนี้ก็จะนำความโชคดี และเป็นสิริมงคลกับตัวเองซึ่งจะจัดขึ้นทุกวันที่ 9 ม.ค. ของทุกปีที่กรุงมะนิลา

เทศกาลสุดท้ายของชาวฟิลิปปินส์ที่เราจะแนะนำกันคือ เทศกาลอาติ อาติหาน(AtiAtihan)เป็นวันที่ชาวบ้านจะทาตัวดำและแต่งกายเหมือนชนเผ่าหนึ่งออกมาเดินแห่ขบวน เพื่อเป็นการรำลึกและเฉลิมฉลองให้กับชนเผ่า “เอตาส” ที่มีหลักฐานว่ามาตั้งถิ่นฐานบนเกาะวิสยาส์เป็นชนเผ่าแรก ชาวเอตาสนั้นมีรูปร่างลักษณะ ผิวเข้ม ผมหยิก คำว่า “อาติ อาติหาน” แปลว่า ทำตัวให้เหมือนชาวเอตาส เทศกาลนี้จะจัดขึ้นทุกวันอาทิตย์ที่ 3 ของเดือนมกราคมของทุกปี ต่อเนื่องเป็นเวลา 3 วัน 3 คืน

(โปรดติตามตอนต่อไป)

เทศกาลสำคัญของชาวอาเซียน 4

Written by jintana on October 22nd, 2014. Posted in บทความ

เทศกาลสำคัญของชาวอาเซียน 4

ด้วยความที่มีความคล้ายคลึงกันทางประเพณี ศาสนา และวัฒนธรรม ทำให้ประเทศในกลุ่มอาเซียนมีพิธีกรรมการปฏิบัติหลายอย่างที่คล้ายกันหรือเหมือนกัน บทความที่แล้วเราเล่าถึงเรื่องราวของเทศกาลในประเทศมาเลเซีย และสิงคโปร์ สำหรับบทความนี้เราจะลงใต้แล้วเยื้องออกทะเลไปอีกนิด นั่นคือประเทศอินโดนีเซีย

ประเทศอินโดนีเซียประกอบด้วยแผ่นดินที่เป็นเกาะมากมาย ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม เทศกาลส่วนใหญ่ก็ยังคงเกี่ยวเนื่องกับความเชื่อทางศาสนาเช่น เทศกาลอีดิลอัฏฮา (Eidu al-Adha) เทศกาลเดือนรอมฎอน (Month of Ramadan) เทศกาลอีดิลฟิฏริ (Hari Raya Puasa) เทศกาลดังกล่าวก็มีเพื่อนบ้านชาวอาเซียนอีก 2 ประเทศที่จัดเหมือนกันคือ มาเลเซีย และบรูไน

ผู้คนในแถบเกาะบาหลี และชวา ส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดู และพุทธจึงมีเทศกาลที่เกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนาอยู่บ้าง ตัวอย่างเช่น กาลุงกัน (Galungan) เทศกาลนี้เป็นการเฉลิมฉลองตามความเชื่อของชาวฮินดู ที่ธรรมะสามารถชนะอธรรมได้ ซึ่งจัดเป็นเวลายาวนานกว่า 10 วันในช่วงเดือนสิงหาคม โดยชาวบ้านจะตกแต่งเสาไม้ไผ่สูงด้วยทางมะพร้าว สานอย่างสวยงาม ตั้งศาลเพียงตา และวางเครื่องเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่ลงมาจากสวรรค์ อีกเทศกาลหนึ่งคือ เทศกาลกาซาดา(Kasada) จัดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคมของทุกปี มีพิธีแห่และโยนเครื่องสักการะลงไปในปล่องภูเขาไฟเพื่อเป็นการบวงสรวง ขอพรจากเทพเจ้าให้มีแต่ความสุขสงบและอุดมสมบูรณ์ โดยจะจัดขึ้นที่ภูเขาไฟโบรโม ทางตะวันออกของเกาะชวา

เทศกาลสำคัญของชาวอาเซียน 3

Written by jintana on October 20th, 2014. Posted in บทความ

เทศกาลสำคัญของชาวอาเซียน 3

ล่องใต้ลงมาจากบ้านเราแวะมาเยี่ยมประเทศเพื่อนบ้านเราที่คุ้นเคยกันมานานอย่าง ประเทศมาเลเซีย ประชาชนชาวมาเลเซียส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาอิสลาม ประเพณีที่ยึดถือปฏิบัติทางศาสนาก็จะมีสิ่งที่คล้ายคลึงกับชาวมุสลิมในภาคใต้ของเราอีกหนึ่งเทศกาลที่เหมือนบ้านเราแต่ไม่เกี่ยวกับเรื่องศาสนาก็คือ เทศกาลว่าวนานาชาติ (International Kite Festival) ที่จะจัดขึ้นในเดือนมิถุนายน ที่รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ส่วนในบ้านเรานั้นจะจัดขึ้นในเดือนมีนาคมของทุกปีที่จังหวัดสตูล ว่าวที่มีชื่อเสียงของมาเลเซียชื่อว่า วาบูแล ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับว่าววงเดือนของบ้านเรา

นอกจากเทศกาลว่าวแล้ว ในช่วงเดือนมิถุนายนยังมีอีกเทศกาสำคัญคือ กาไว ดายัค (GawaiDayak Festival) เป็นเทศกาลเก็บเกี่ยวของชนพื้นเมืองในรัฐซาราวัก บนเกาะเบอร์เนียว ซึ่งจะนิยมใส่ชุดประจำเผ่าของตนเพื่อมาร่วมงานบูชาเทพเจ้าแห่งข้าวและเทพแห่งความร่ำรวยด้วยอาหารพื้นเมืองและเหล้าหมักทีทำจากข้าวเรียกว่า ตูอัค และมีงานรื่นเริงเต้นรำกันอย่างสนุกสนาน

มาถึงประเทศเล็ก ๆที่มีคุณภาพชีวิตประชากรดีไม่แพ้ประเทศอื่นในโลก ประเทศสิงคโปร์แม้ว่าจะเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีความเจริญก้าวหน้าอย่างมาก แต่ยังคงเห็นประเพณีที่สืบทอดกันมาทางเทศกาลต่าง ๆ บทความนี้เราเลยหยิบยกมาแนะนำกันสองเทศกาล คือ เทศกาลแข่งเรือมังกร(Dragon Boat Festival) และเทศกาลพิธีลุยไฟ(Thimithi Festival)   เริ่มกันที่เทศกาลแรกจะจัดขึ้นในเดือนมิถุนายนของทุกปี มีการจัดแข่งเรือมังกรที่ถูกตกแต่งอย่างสวยงามในอ่าวมารีน่า และมีบ๊ะจ่างมากมายหลายแบบให้ลองชิม เทศกาลนี้จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงความซื่อสัตย์ของขุนนางจีนผู้หนึ่งที่กระโดดน้ำเพื่อประท้วงการทุจริต ชาวบ้านต่างยกย่องจึงโยนบ๊ะจ่างลงน้ำเพื่อไม่ให้ปลามากินศพของขุนนางผู้นั้น

หากมาเที่ยวที่สิงคโปร์ปลายปีช่วงเดือนพฤศจิกายนจะพบกับพิธีกรรมอันเหลือเชื่อของชาวสิงคโปร์ที่งานจัดที่วัดศรีมาเรียมมัน(วัดแขก) บนถนนเชาท์บริดจ์ ตกทอดมาเพราะความเชื่อของชาวทมิฬว่าเป็นการไถ่บาป โดยการเดินบนถ่านไฟร้อน ๆ และเป็นการบูชาพระนางเทราปตีที่ถือกำเนิดจากกองไฟ

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

เทศกาลสำคัญของชาวอาเซียน 2

Written by jintana on October 18th, 2014. Posted in บทความ

เทศกาลสำคัญของชาวอาเซียน 2

ผ่านไปแล้วสองประเทศเพื่อนบ้านที่มีประวัติศาสตร์ใกล้ชิดกับบ้านเรามากที่สุด แน่นอนว่าขาดไม่ได้เลยอีกหนึ่งประเทศนั่นคือ ประเทศกัมพูชา เป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีอาณาเขตพรมแดน ติดกับเราทั้งยังมีวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกันทั้งด้านศาสนา วัฒนธรรม ประเพณีที่นิยมปฏิบัติสืบทอดกันมา ได้แก่ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาฬหบูชา และพิธีแรกนาขวัญที่ชาวกัมพูชานั้นกระทำเหมือนบ้านเรา แต่พิธีที่เราจะพูดถึงคือ ประเพณีบอนออมตุก (Bon Om Touk)  หรือเทศกาลน้ำ จะจัดขึ้นในวันขึ้น 14-15 ค่ำ จนถึงแรม 1 ค่ำ เดือน 12 หรือเดือนพฤศจิกายน เป็นเทศกาลที่ชาวกัมพูชาจะลอยทุ่นประดับดวงไฟให้ไหลลอยไปตามแม่น้ำโขง และจะจัดพิธีการเฉลิมฉลองด้วยการแข่งเรือยาวและการจุดดอกไม้ไฟ นอกจากนั้นยังมีขบวนพาเหรดที่บริเวณโตนเลสาบอีกด้วย เทศกาลนี้จัดเพื่อรำลึกถึงบุญคุณของแม่น้ำโขงและโตนเลสาบ

ขึ้นเหนือไปอีกนิดจนถึงโฮจิมินห์ ซิตี้ หลายคนคงทราบดีว่าเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเวียดนาม ชื่อเดิมคือ ไซง่อน เคยเป็นเมืองหลวงของเวียดนามใต้ ปัจจุบันเมืองหลวงของเวียดนามคือ ฮานอย เมื่อกล่าวถึงโฮจิมินห์ หลายคนคงนึกถึงวีรบุรุษผู้ที่ต่อสู้กับสหรัฐอเมริกาเพื่อรวมเวียดนามเป็นหนึ่งเดียว อีกทั้งยังเป้นผู้กอบกู้อิสรภาพคืนจากฝรั่งเศส ชาวเวียดนามจึงถือเอาวันคล้ายวันเกิดโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh) ซึ่งตรงกับวันที่ 19 พ.ค. ของทุกปีเพื่อรำลึกถึงท่านโดยการนำพวงมาลาไปวางเคารพหน้าสุสาน และอีกวันสำคัญที่ชาวเวียดนามคงไม่อาจลืมเลือนได้นั่นคือ วันปลดแอกกรุงไซ่ง่อน ย้อนกลับไปเมื่อ 30 เมษาบน พ.ศ.2518 โฮจิมินห์ได้เป็นผู้นำกองทัพเวียดนามเหนือและแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติ เข้ายึดเมืองไซ่งอนได้สำเร็จ เป็นการสิ้นสุดสงครามเวียดนาม และเวียมนามก็ได้กลับมารวมกันดังเช่นปัจจุบัน

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

เทศกาลสำคัญของชาวอาเซียน 1

Written by jintana on October 16th, 2014. Posted in บทความ

เทศกาลสำคัญของชาวอาเซียน 1

ที่ผ่านมาเราหยิบยกเทศกาลไหว้พระจันทร์และเทศการกินเจของชาวจีนมาให้ทุกคนได้รู้จักมากยิ่งขึ้น บทความนี้เราเลยหยิบเทศกาลของเพื่อนบ้านเราในอาเซียนมาแนะนำให้รู้จักกัน

เริ่มกันที่ประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่เหนือจากเราแบบมีแม่น้ำโขงกั้นไว้อยู่ คือ ประเทศลาวนั่นเอง ส่วนใหญ่แล้ววัฒนธรรมและประเพณีของลาวจะคล้ายคลึงกับไทยมาก เนื่องจากมีเชื้อชาติและเผ่าพันธุ์ในอดีตที่ผ่านมาใกล้เคียงกัน เทศกาลสำคัญของลาวที่เราอาจจะได้ยินกันบ่อย ๆ นั่นคือ วันชาติลาว (Laos Nation Day) วันชาติลาวมีจุดเริ่มต้นจากการประกาศเอกราชต่อประเทศฝรั่งเศสในวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ.2495 และเป็นวันสถาปนาชาติลาวเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือเรียกสั้น ๆ ว่าสปป.ลาว และอีกหนึ่งวันสำคัญที่ขาดไปไม่ได้ก็คือ งานบุญนมัสการพระธาตุหลวง (That Luang Festival) เป็นอีกงานบุญที่สำคัญของชาวลาว ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 หรือเดือนพฤศจิกายน ของทุกปี ในงานวันนี้ชาวบ้านจะนิยมจัดขบวนแห่ปราสาทผึ้ง ต้นกัลปพฤกษ์ และดอกไม้ธูปเทียนรอบองค์พระธาตุหลวง 3 รอบ ซึ่งในวันดังกล่าวประชาชนจะมารวมตัวกันที่พระธาตุหลวง ในกรุงเวียงจันทร์เพื่อจัดงานนี้

ถัดมาอีกนิดทางตะวันตกของบ้านเราก็จะมีเพื่อนบ้านอย่างประเทศเมียนมาร์ เรียกได้ว่าเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีประวัติศาสตร์มายาวนานเช่นกัน ประเพณีที่เราอาจเคยเห็นตามรายการสารคดีท่องเที่ยวที่มีงานฉลององค์พระมหาเจดีย์ชเวดากอง(Shwedagon Ceremony) ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพม่าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันงานฉลองนี้จะจัดขึ้นช่วงเดือนมกราคมของทุกปี ชาวพม่าจะมานั่งสวดมนต์รอบเจดีย์อย่างพร้อมเพรียงกัน และอีกงานหนึ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับประเทศที่มีประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวทางการเมืองมายาวนานอย่างพม่าคือวันวีรชน (Martyr’ Day) ตรงกับวันที่ 19 ก.ค. ซึ่งเป็นวันที่ นายพล ออง ซาน (บิดาของนาง ออง ซาน ซูจี) ถูกลอบสังหาร ชาวพม่าจึงยกย่องให้ท่านเป็นวีรบุรุษในการเรียกร้องอิสรภาพจากอังกฤษ ชาวพม่าจึงใช้วันนี้เพื่อรำลึกถึงประวัติศาสตร์ทางการเมืองของตนเอง

(โปรดติดตามตอนต่อไป) 

ศีลอดของชาวจีน (จบ)

Written by jintana on October 14th, 2014. Posted in บทความ

ศีลอดของชาวจีน (จบ)

ปิดท้ายเรื่องราวของเทศกาลกินเจของชาวจีนด้วยประโยชน์ของการกินเจและการกินเจอย่างถูกวิธี แน่นอนว่าการรับประทานผักเป็นสิ่งที่ดีต่อร่างกายอยู่แล้ว และยิ่งกว่านั้นการคำนึงผลดีผลเสียของอาหารที่รับประทานเข้าไปก็เป็นตัวการสำคัญที่จะทำให้ร่างกายมีความสมดุลผลคือสุขภาพก็จะดีทั้งกายและใจ

ประโยชน์การของรับประทานอาหารเจด้านโภชนาการบางคนอาจยังไม่วางใจเรื่องของโปรตีนที่ร่างกายไม่ได้รับในช่วงรับประทานเจ แต่ความจริงแล้วมีโปรตีน10 ชนิดที่อยู่ในถั่วซึ่งเป็นส่วนผสมหลักของอาหารเจ ได้แก่ไลซีนกลูตามีน ซิสตีนที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย วาลีน อิสติดีน ช่วยบำรุงสมอง กล้ามเนื้อ และระบบประสาท ทรีโอนีนทริปโตเฟน จำเป็นต่อระบบทางเดินอาหาร การย่อยอาหาร และสร้างเม็ดเลือด อาร์จีนีน
ฟีนายอะลานีน  และเมทิโอนีน
จำเป็นในการสร้างอสุจิ สร้างฮอร์โมนไทรอกซีนในต่อมไทรอยด์ และขับของเสียจากตับ ขจัดสารพิษในร่างกาย ตามลำดับ

การกินเจนั้นกระทำได้ 2 แบบคือ การกินเป็นกิจวัตร ครบทั้ง 3มื้อในทุกวัน และ การกินเฉพาะช่วงเทศกาลกินเจเป็นเวลา 9วัน 9 คืน จะมีชื่อเรียก คือ ชิวอิกชิวยี่ ชิวซา ชิวสี่ ชิวโหงวชิวลัก ชิวฉิกชิวโป๊ย และชิวเก้าผู้ที่กินเจจะต้องทำบุญที่เรียกว่า ซาลักเก้า โดยการนำนำโหงวก้วยหรือซาก้วย ผลไม้ 5 หรือ 3 อย่างมาไหว้ในวัน ชิวซา ชิวลัก ชิวเก้า ซึ่งผลไม้ที่นิยมก็คือ ส้ม(ไต้กิก) แปลว่า โชคดี องุ่น(พู่ท้อ) แปลว่า งอกงาม สับปะรด(อั้งไล้) แปลว่า มีโชค และกล้วย แปลว่า การมีทายาทไว้สืบสกุล                ศีลอดของชาวจีนนั้นไม่ใช่การอดอาหาร แต่เป็นการอดเนื้อสัตว์ เพื่อไม่เบียดเบียนชีวิตของเพื่อนร่วมโลก การถือศีลเพื่อครองตนให้อยู่ในศีลธรรม เป็นการชำระล้างทั้งร่างกายและจิตใจในช่วงเทศกาลกินเจ หรือบางคนยึดถือกระทำตลอดชีวิตก็เป็นสิริมงคลอย่างมากเช่นกัน

ศีลอดของชาวจีน (ต่อ)

Written by jintana on October 12th, 2014. Posted in บทความ

ศีลอดของชาวจีน (ต่อ)

ธงตัวอักษรแดงพื้นเหลือง สีแดงเป็นตัวแทนของความเป็นสิริมงคล และสีเหลืองเป็นตัวแทนของพระพุทธศาสนาส่วนตัวอักษรจีนนั้นออกเสียงว่า ไจ หรือ เจ แปลว่า ของไม่มีคาว ธงเจที่เราเห็นได้ทั่วไปตามเทศกาลกินเจเหมือนเป็นเครื่องหมายเตือนใจพุทธศาสนิกชนที่ถือศีลกินเจนั้น ตั้งตนอยู่ในถือศีลธรรมอันดีงามครบ 9 วัน 9 คืน ตามกำหนด

การรับประทานอาหารในช่วงกินเจนั้นมีข้อห้ามต่าง ๆดังนี้

– งดเนื้อสัตว์ หรือการทำร้ายสัตว์

– งด เนย นม น้ำมันจากสัตว์

– งดอาหารรสจัด เช่น เผ็ดมาก เค็มมาก หวานมาก เปรี้ยวมาก เป็นต้น

– งดผักที่มีกลิ่นฉุน ที่มีผลกระทบต่ออวัยวะในร่างกายและทำให้ธาตุในร่างกายไม่ปกติตามหลักเวชศาสตร์และเภสัชศาสตร์ โบราณของจีนได้แก่กระเทียม รวมทั้งหัวและต้นกระเทียม มีผลเสียต่อการทำงานของหัวใจ และธาตุไฟในร่างกาย รวมไปถึงคนที่เป็นโรคกระเพาะอาหารเพราะจะทำให้ระคายเคืองได้หัวหอม    หมายถึง ต้นหอม ใบหอม หอมแดง หอมขาว หอมใหญ่  มีผลเสียต่อการทำงานของไตและธาตุไฟในร่างกายหลักเกียวเป็นกระเทียมจีนลักษณะคล้ายกระเทียมโทนแต่ยาวกว่า มีผลเสียต่อการทำงานของม้ามและธาตุไฟในร่างกายกุยช่ายมีผลเสียต่อการทำงานของตับและธาตุไฟในร่างกายใบยาสูบ     หมายถึง บุหรี่ ยาเส้น และของเสพติดมึนเมา มีผลเสียต่อการทำงานของปอด และธาตุไฟในร่างกาย

นอกจากนี้การทำทานแก่ผู้ยากไร้ในช่วงเทศกาลกินเจก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นิยมกระทำกัน หากครอบครัวใดที่เคร่งครัดพิธีกรรมนี้มากก็จะจุดตะเกียงไว้เก้าดวง และดูแลไม่ให้ดับตลอดทั้งการกินเจทั้งเก้าวัน

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

ศีลอดของชาวจีน

Written by jintana on October 10th, 2014. Posted in บทความ

ศีลอดของชาวจีน

คงไม่มีใครไม่รู้จักการถือศีลอด ศีลอดที่เรารู้จักกันดีเป็นเทศกาลของชาวมุสลิม เพื่อให้รับรู้ถึงความอดอยากของคนที่ขาดแคลน แต่ศีลอดของชาวจีนนั้น คือการงดเว้นเนื้อสัตว์และของที่เป็นพิษต่อร่างกาย การงดเนื้อสัตว์ก็เหมือนเป็นการละชีวิตไม่เบียดเบียนอยู่ด้วยกันอย่างเป็นสุข ชาวจีนถือปฏิบัติสืบต่อกันมาจนเป็นประเพณีเรียกว่า เทศกาลกินเจ

เทศกาลกินเจ หรือเทศกาลกินเจเดือนเก้า หรือเก้าอ๊วงเจ/กิวอ๊วงเจ ที่จะกระทำกันในทุกวัน  1 ค่ำ เดือน 9 ถึง 9 ค่ำเดือน 9 เป็นระยะเวลา 9 วัน 9 คืน ซึ่งนอกจากการงดเว้นเนื้อสัตว์แล้ว ยังรวมไปถึงการศีล ละเว้นจากโลกียวัตรทั้งหลาย ชาวจีนนั้นจะถือว่าการคือการชำระล้างกายและใจให้สะอาดทางพุทธศาสนาฝ่ายมหายานคำว่า เจ ในภาษาจีนแปลว่า “ อุโบสถ ” กินเจจึงมีความหมายว่า การรับประทานอาหารก่อนเที่ยงวัน เช่นเดียวกับการรักษาศีล 8 แต่การถือศีล8 ของชาวพุทธฝ่ายมหายานนั้นไม่กินเนื้อสัตว์ จึงนำมาซึ่งการกินเจที่งดเนื้อสัตว์ เรียกว่าการถือศีลกินเจ ในภาษาจีนมีคำว่าโป๊ยกวนแจไก่ (八關齋戒)แปลว่า ศีลบริสุทธิ์แปดประการ ซึ่งก็คือ “ศีล 8” นั่นเองในวันพระคนไทยสมัยก่อนจะไปอาราธนาศีลแปดจากพระสงฆ์ภายในพระอุโบสถ จึงเรียกศีลแปดว่า “ อุโบสถศีล ”

เทศกาลกินเจก็เป็นอีกเทศกาลหนึ่งที่มีตำนานเล่าขานมายาวนานมากถึง 7 ตำนาน โดยมีความเชื่อว่าเป็นการบูชาพระพุทธเจ้า7พระองค์ และพระโพธิสัตว์ 2พระองค์ รวมเป็น 9 พระองค์ หรือเทพเจ้าทั้งเก้าองค์ หรือดาวนพเคราะห์ทั้งเก้านั้นเอง พิธีกรรมนี้ผู้เข้าร่วมจะต้องปณิธานการกินเจ โดยการงดของคาวด้วยการสมาทานศีล 3 ข้อ ได้แก่

1.เว้นจากการเอาชีวิตของสัตว์มาบำรุงชีวิตตน

2.เว้นจากการเอาเลือดของสัตว์มาเพิ่มเลือดตน

3.เว้นจากการเอาเนื้อของสัตว์มาเป็นเนื้อตน

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

เทศกาลของดวงจันทร์ (จบ)

Written by jintana on September 28th, 2014. Posted in บทความ

การไหว้พระจันทร์

มาถึงบทส่งท้ายเรื่องราวของเทศกาลไหว้พระจันทร์ สังเกตได้ว่าเรื่องราวของเทศกาลนี้จะเกี่ยวข้องกับเทพเจ้าและผู้หญิง อีกทั้งดวงจันทร์เป็นตัวแทนของหยิน ซึ่งตรงกันข้ามกับเพศชายที่เป็นหยาง ในอดีตจึงนิยมให้ผู้หญิงเป็นคนไหว้เท่านั้น แต่ปัจจุบันนิยมไหว้กันทั้งหญิงและชาย

แน่นอนว่าสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับเทศกาลนี้คือ ขนมไหว้พระจันทร์ (Moon Cake) ขนมชนิดนี้แต่ก่อนนิยมทำเฉพาะไส้ธัญพืชมีรสหวาน แต่ความนิยมก็แปรเปลี่ยนตามกาลเวลาทำให้สอดไส้แปลกใหม่ขึ้นมา เช่น หมูหยอง หมูแฮม เป็นต้น ที่มีรสเปรี้ยวหรือเค็มแล้วแต่วัตถุดิบที่ใช้ทำ นอกจากนั้นการไหว้พระจันทร์ก็ยังมีผลไม้และเครื่องสำอางด้วย ชาวจีนบางบ้านนั้นจะทำพิธีกันบนดาดฟ้า ซึ่งจะจัดเป็นโต๊ะเครื่องแป้ง จัดต้นอ้อยเป็นซุ้มสวยงาม ประกอบไปด้วยธูปเทียน กระดาษเงิน-ทอง เงินตราจีน โคมไฟและของเซ่นไหว้ต่าง ๆ

ขั้นตอนการไหว้พระจันทร์แบ่งเป็น 3 ช่วง ดังนี้ ช่วงเช้า จะทำพิธีไหว้เจ้าตามปกติ แต่มีการเพิ่มขนมไหว้พระจันทร์ ขนมโก๋และขนมเปี๊ยะ  ต่อมาจะทำพิธีไหว้บรรพบุรุษ จัดของเหมือนการไหว้บรรพบุรุษตามปกติ พิเศษขนมสามอย่างเหมือนการไหว้เจ้า และเพิ่มผลไม้ด้วย ขั้นตอนสุดท้ายจะไหว้เจ้าแม่ในตอนค่ำ ของเซ่นไหว้จะประกอบไปด้วย ของคาว อาหารเจ ขนม ผลไม้ เครื่องดื่ม กระดาษเงิน-ทอง เนี้ยเก็งโป๊ยเซียนตี่เอี๊ยกระดาษเงิน-ทองแบบสวยงามของไหว้พิเศษอื่นๆ และธูป 3 ดอกหรือบางบ้านจะนิยมใช้ธูปดอกใหญ่ดอกเดียว

ไม่การไหว้พระจันทร์จะทำขึ้นเพราะเหตุผลทางประวัติศาสตร์หรือตำนานความเชื่อที่เล่าต่อกันมา แต่เทศกาลนี้ก็สามารถเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งในอดีตและปัจจุบันได้อย่างดีเยี่ยม สิ่งที่กระทำต่อเนื่องกันแบบรุ่นต่อรุ่นได้บ่งบอกถึงความสัมพันธ์ระหว่างเทพกับมนุษย์ที่คล้ายว่าจะต้องพึ่งพาอาศัยกัน เป็นอีกสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คนได้อย่างสมบูรณ์ไม่ว่าจะผ่านพ้นไปกี่ยุคกี่สมัยก็ตาม

เทศกาลของดวงจันทร์(ต่อ)

Written by jintana on September 26th, 2014. Posted in บทความ

ฉังเอ๋อ

ประวัติการกำเนิดขนมไหว้พระจันทร์นั้นยังไม่มีตำนานใดกล่าวแน่ชัดว่ากำเนิดมาจากสิ่งใด แต่ชาวจีนเมื่อครั้งโบราณกาล เชื่อว่าการไหว้พระจันทร์เป็นการสักการะบูชานางในดวงจันทร์ ซึ่งตำนานได้กล่าวไวว่านางกินยาอายุวัฒนะเข้าไปแล้วกลายไปเป็นนางฟ้าผู้มีจิตใจดีงามอยู่บนดวงจันทร์ตำนานมีชื่อเล่าขานกันว่า ฉังเอ๋อเหินสู่ดวงจันทร์

เป็นเรื่องราวของชายหนุ่มผู้หนึ่งนามว่า โฮ่วอี้ ผู้เก่งกล้าสามารถเรื่องการยิงธนู ที่สามารถยิงธนูขึ้นฟ้าดวงอาทิตย์ตกลงมาทั้งหมดเก้าดวงดวง จากที่มีมากถึงสิบดวง เขาได้กลายเป็นวีรบุรุษของชาวเมืองเพียงข้ามวัน เพราะการทำลายดวงอาทิตย์สิบดวงที่เคยสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวเมืองต่อจากนั้นประชาชนยกย่องให้เขาได้กลายเป็นกษัตริย์ครองเมือง

แต่ด้วยเพราะความละโมบและลุ่มหลงในอำนาจเงินทอง ทำให้เขากลายเป็นกษัตริย์ผู้โหดเหี้ยมเข็ญฆ่าชาวบ้านชาวเมือง ทำให้เมืองต้องตกอยู่ในความทุกข์ยากอีกครั้ง เท่านั้นยังไม่พอเขายังต้องการเป็นอมตะ โดยการตามหายาอายุวัฒนะจากเจ้าแม่หวังหมู่ที่ภูเขาคุนหลุน ส่วนภรรยานามว่า ฉังเอ๋อ ไม่เห็นด้วยกับการที่สามีของตนจะเป็นอมตะ เพราะนางคิดว่าหาก โฮว่อี้ เป็นอมตะชาวบ้านชาวเมืองจะต้องเดือนร้อนเพราะเขาเป็นแน่ นางเลยตัดสินใจกินยานั่นเสียเอง แต่ทันทีที่นางกลืนยาลงคอ ก็ได้เกิดปาฏิหาริย์ทำให้นางเหาะเหินขึ้นฟ้าไปเป็นนางฟ้าผู้มีจิตใจดีงามอยู่บนดวงจันทร์

เรื่องราวของการกำเนิดเทศกาลไหว้พระจันทร์มีมากมายหลายตำนาน แต่ทุกตำนานก็จะปรากฏนางฟ้าผู้มีจิตใจงดงามราวกับแสงจันทร์อยู่ด้วย จึงสรุปได้คร่าวๆว่า ชาวจีนนั้นนิยมไหว้พระจันทร์ในวันดังกล่าวก็เพื่อเป็นการบูชาเทพยดาบนท้องฟ้า และแสดงความเคารพต่อบรรพบุรุษ รวมไปถึงการเป็นกุศโลบายให้คนในครอบครัวมารวมกันอีกด้วย

(โปรดติดตามตอนต่อไป)