Author Archive

อารยธรรมจีน 2

Written by jintana on April 4th, 2015. Posted in บทความ

อารยธรรมจีน 2

หลังจากที่เราได้ทำความรู้จักอารยะรรมจีนโบราณในยุคก่อนประวัติศาสตร์กันบ้างแล้ว มาถึงคราวของยุคประวัติศาสตร์กันบ้าง อารยธรรมจีนในยุคนี้หากจะแบ่งให้เห็นภาพอย่างชัดเจนเราอาจจะเอ่ยถึงราชวงศ์ของจีนที่มีอยู่มากมายเพื่อเป็นเส้นแบ่งเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ แบ่งได้เป็น 4 ช่วง

เริ่มกันที่ราชวงศ์ชางจนถึงสิ้นราชวงศ์โจว เป็นยุคประวัติศาสตร์สมัยโบราณ ชางเป็นราชวงศ์แรกของจีน มีเมืองอันหยางเป็นศูนย์กลางของอารยธรรม อีกทั้งยังขุดค้นพบหลักฐานการประดิษฐ์ตัวอักษรบนกระดูกสัตว์ เช่น กระดองเต่า เป็นต้น ศาสนานั้นยังคงเป็นความเชื่อในเทพเจ้าธรรมชาติและบูชาบรรพบุรุษ

ราชวงศ์โจวนั้นถือเป็นยุคทองของปัญญา เนื่องจากลัทธิขงจื๊อ เมิ่งจื๊อ เล่าจื๊อ และจวงจื๊อ ได้ถือกำเนิดขึ้นในยุคนี้ อีกทั้งยังเริ่มมีแนวคิดด้านการปกครองเกิดขึ้น ซึ่งมีการเรียกกษัตริย์ว่า “โอรสแห่งสวรรค์” เชื่อกันว่าเป็นผู้รับมอบ “อาณัติแห่งสวรรค์” หรืออำนาจในการปกครองบ้านเมือง และยังมีการใช้ระบบศักดินาด้วย เมื่อมีความเชื่อในเรื่องลัทธิและศาสนามากขึ้นจึงส่งผลให้เริ่มมีการทำพิธีกรรมเกิดขึ้น เช่น พิธีการฝังศพ เป็นต้น

ยุคประวัติศาตร์สมัยจักรวรรดิ ราชวงศ์ที่ปกครองต่อจากโจว ก็คือ ราชวงศ์จิ๋นหรือฉิน แน่นอนว่าจักรพรรดิยิ่งใหญ่ผู้เลื่องชื่อนามว่า จิ๋นซีฮ่องเต้ ต้องเป็นที่รู้จักของทุกคน เป็นผู้สร้างกำแพงเมืองจีน และยังเป็นกัษตริย์ที่มีสุสานใหญ่ที่สุด ในยุคนี้เริ่มมีการปกครองที่เข้มงวด เพราะมีความเชื่อว่ามนุษย์มีความชั่วร้าย และกิเลสตัณหา ต้องมีเครื่องมือควบคุมที่เรียกว่า กฎหมาย ตามหลักนิติธรรมหรือฟาเจียของ ซุนจื๊อ มีการยกเลิกระบบศักดินาและปราบปรามลัทธิขงจื๊อ เนื่องจากมีหลักความเชื่อที่ทำให้คนเกียจคร้าน

อารยธรรมจีน 1

Written by jintana on April 2nd, 2015. Posted in บทความ

a1

อย่างที่ทราบกันดีกว่าประเทศจีนมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและสามารถเล่าเรื่องราวหลากหลายเรื่องในอดีต ถ่ายทอดให้คนในยุคปัจจุบันได้เรียนรู้กันอย่างเต็มอิ่ม ความสวยงามของอารยธรรมจีนนั้น มีการเอ่ยถึงอยู่ทั่วไปอย่างแพร่หลาย ทำให้บางข้อมูลมีความบิดเบือนทางประวัติศาสตร์ อีกทั้งยังสับสนระหว่างเรื่องจริงกับนิยาย เพราะเรื่องราวของประวัติศาสตร์จีนโบราณมักถูกนำมาใช้เป็นฉากของนวนิยายหลายเล่ม จนทำให้หลายคนอาจสับสนว่าเรื่องราวที่ตนเองทราบนั้นเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์จีนจริงหรือไม่

เริ่มด้วยยุคก่อนประะวัติศาสตร์ ถูกแบ่งออกเป็น 4 ยุค ได้แก่ ยุคหินเก่า ยุคหินกลาง ยุคหินใหม่ และยุคโลหะ ชื่อยุคเหล่านี้อาจคุ้นหูกันดีสำหรับคนที่ศึกษาในเรื่องราวของประวัติศาสตร์ ซึ่งมีรายละเอียดแบบย่อดังนี้

1.ยุคหินเก่า มีอายุประมาณ 1,700,000 ปี มีการขุดพบโครงกระดูกมนุษย์ปักกิ่งอายุประมาณ 500,000 ปี ที่ถ้ำโจวโขว่เตี้ยน ใกล้กรุงปักกิ่ง และมนุษย์หยวนโหม่ว ที่มณฑลยูนนาน ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน

2.ยุคหินกลาง มีอายุประมาณ 10,000 – 6,000 ปี สมัยที่มนุษย์ยังไม่มีการสร้างถิ่นฐานถาวร มีการขุดพบเครื่องใช้ ถ้วยชาม หินสับและหัวธนู

3.ยุคหินใหม่ มีอายุประมาณ 6,000 – 4,000 ปี มนุษย์เริ่มมีการสร้างถิ่นฐานเป็นชุมชน สร้างบ้าน เลี้ยงสัตว์ ทอผ้า และมีการทำเครื่องใช้ดินเผาและมีการเขียนลวดลายอย่างสวยงาม ในยุคนี้สามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่มวัฒนธรรม คือ วัฒนธรรมหยางเชา และวัฒนธรรมหลงชาน

4.ยุคโลหะ มีอายุประมาณ 4,000ปี เป็นยุคที่เริ่มนำเอาโลหะ ได้แก่ ทองแดง และสำริดมาทำเป็นเครื่องใช้ภาชนะต่าง ๆ เช่น กระจกเงา กระถาง เป็นต้น งานส่วนใหญ่นั้นสวยงามและมีขนาดใหญ่พบมากช่วงราชวงศ์ชาง และราชวงศ์โจว

ดอกไม้ประจำชาติอาเซียน 3

Written by jintana on March 10th, 2015. Posted in บทความ

ดอกไม้ประจำชาติอาเซียน 3

 

ยังเหลือประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนของเราที่อยู่ห่างออกไปอีกสามประเทศที่เรายังไม่ได้หยิบยกเอาเรื่องราวของดอกไม้ประจำชาติฝากกัน ให้บทความนี้ส่งท้ายประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนที่เหลือก็แล้วกันค่ะ

เริ่มต้นกันที่ประเทศเวียดนาม อากาศดี สาวสวย สถานที่ท่องเที่ยวงดงาม มีดอกบัวเป็นดอกไม้ประจำชาติ และเป็นรู้จักกันในนาม “ดอกไม้แห่งรุ่งอรุณ” เป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ ความผูกพัน และการมองโลกในแง่ดี นอกจากนี้ดอกบัวยังถูกนำไปใช้ในเพลงของเวียดนามอยู่บ่อยครั้ง

ประเทศฟิลิปปินส์ เป็นอีกประเทศที่เราลืมไม่ได้เลย ดอกไม้ประจำชาติคือ ดอกพุดแก้วดอกสีขาวกลิ่นหอมและบานส่งกลิ่นในเวลากลางคืน บ่งบอกถึงความบริสุทธิ์ เรียบง่าย อ่อนน้อมถ่อมตน และความเข้มแข็ง มักจะถูกนำไปใช้ในงานพิธีต่าง ๆ และยังปรากฏในตำนา เรื่องเล่าและบทเพลงของชาวฟิลิปปินส์อีกด้วย

ประเทศสุดท้ายคือ ประเทศบรูไน มีดอกไม้ประจำชาติคือ ดอกซิมปอร์ หรือดอกส้านชะวา มีกลีบเหลืองใหญ่ลักษณะคล้ายร่มเมื่อบานเต็มที่ มีสรรพคุณช่วยในการรักษาบาดแผล พบเห็นได้ทั่วไปในประเทศบรูไน และยังมีในธนบัตร รวมไปถึงงานศิลปะของบรูไนอีกด้วย

ดอกไม้ประจำชาตินอกจากมีความสวยงามต่างกันออกไปยังบ่งบอกถึงชาติได้อย่างลงตัวอย่างน่าประหลาดใจ สิ่งที่สวยงามและอ่อนโยนยังมีความหมายที่เข้มแข็งและสามารถถ่ายทอดความเป็นประเทศนั้นได้อย่างกลมกลืนกับลักษณะของคนในชาติ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเอกลักษณ์อันน่าจดจำให้คนในชาติหรือแม้ชาวต่างขาติก็ตาม

ดอกไม้ประจำชาติอาเซียน 2

Written by jintana on March 8th, 2015. Posted in บทความ

ดอกไม้ประจำชาติอาเซียน 2

ถัดมาอีกหน่อยทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศเพื่อนบ้านที่มีประวัติศาสตร์มากมายร่วมกับเราก็คือ ประเทศกัมพูชา สำหรับดอกไม้ประจำประเทศนี้คือ ดอกลำดวน เป็นดอกไม้ที่หาได้ทั่วไปในบ้านเราเช่นกัน สีเหลืองขาวนวล กลีบหนา พร้อมกลิ่นหอมกรุ่นเย็น ๆ เป็นเอกลักษณ์ที่น่าจดจำของดอกไม้ชนิดนี้ เป็นดอกไม้สำหรับหญิงสาว และถูกนำไปใช้ทางพุทธศาสนาอีกด้วย

ลงใต้ไปเที่ยวประเทศมาเลเซีย ดอกไม้ประจำชาติของมาเลเซียคือ ดอกพู่ระหง หรือภาษาท้องถิ่นเรียกว่า บุหงารายอ หน้าตาคล้ายดอกชบา แต่กลีบบางเล็กดอกเล็กกว่า สีสันสดใสสวยงาม เชื่อกันว่าจะช่วยเสริมสร้างให้ดูสูงส่งและสง่างาม เป็นสัญลักษณ์ในความอดทนและความเป็นปึกแผ่นในชาติ นอกจากนี้ยังถูกใช้ในทางการแพทย์และความงามด้วย

ห่างออกไปอีกนิดถึงประเทศอินโดนีเซีย ดอกไม้ประชาติคือ ดอกกล้วยไม้ราตรี ซึ่งพบเห็นได้ง่ายในพื้นที่ราบของประเทศ เป็นกล้วยไม้ที่ออกเดือนได้นานที่สุด ซึ่งนานราว 2 – 6 เดือน และจะออกดอกเพียง 2 – 3 ครั้งต่อปีเท่านั้น

ใกล้ ๆ กันและมี ดอกกล้วยไม้เหมือนกันเป็นสัญลักษณ์คือ ประเทศสิงคโปร์ มีกล้วยไม้แวนด้าเป็นดอกไม้ประจำชาติ ถูกจัดให้เป็นดอกไม้ประจำชาติตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524 มีสีม่วงและออกดอกเบ่งบานอยู่ตลอดปี และเป็นที่รู้จักมากที่สุดในประเทศสิงคโปร์

ดอกไม้ประจำชาติอาเซียน1

Written by jintana on March 6th, 2015. Posted in บทความ

ดอกไม้ประจำชาติอาเซียน1

เมื่อเอ่ยถึงอาเซียนสิ่งที่หลายคนนึกถึงคงจะเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละประเทศ ไม่ว่าจะเป็น สถานที่ท่องเที่ยว ชุดแต่งกาย ภาษา วัฒนธรรม และอีกหนึ่งสิ่งที่จะพาทุกคนไปรู้จักกันในบทความนี้ก็คือ ดอกไม้ประจำชาติ

ดอกไม้ประจำชาติถือเป็นอีกสัญลักษณ์หนึ่งที่จะทำให้เราจดจำความเป็นประเทศนั้น ๆ ได้ง่ายขึ้น เริ่มกันที่ประเทศไทยของเราก่อน ดอกไม้ประจำประเทศไทยคือ ดอกราชพฤกษ์ หรือดอกคูณ ที่เราเรียกติดปากกัน ดอกเป็นพวงสีเหลืองเป็นเอกลักษณ์พร้อมทั้งความหมายที่ดี สีเหลืองอร่ามเป็นสีแห่งพุทธศาสนา และความรุ่งโรจน์ อีกทั้งยังบ่งบอกถึงความปรองดองและสามัคคีของคนในชาติ ออกดอกในช่วงกุมภาพันธ์ – พฤษภาคม จุดเด่นคือการผลิดอกออกเต็มต้นเป็นสีเหลืองอร่ามแทนสีเขียวของใบ

ประเทศลาว เพื่อนบ้านของเรามีดอกไม้ประจำชาติคือ ดอกจำปาในภาษาลาว หรือดอกลีลาวดีในภาษาไทย ลักษณะของดอกสีขาวแกมเหลืองอย่างที่เราคุ้นเคยกันดี พร้อมกลิ่นหอมฟุ้ง หมายถึงความจริงใจและความสุข ชาวลาวนิยมใช้ประดับประดาในงานพิธีต่าง ๆ รวมไปถึงใช้รับแขกบ้านแขกเมืองอีกด้วย

ดอกประดู่ จัดเป็นดอกไม้ประจำชาติของประเทศเมียนมาร์ ออกดอกในช่วงเดือนเมษายนซึ่งเป็นช่วงที่ชาวเมียนมาร์จัดงานเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ ดอกสีเหลืองทองอยู่รวมกันเป็นช่อส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ เป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่งและทนทาน นิยมใช้ในงานพิธีทางพุทธศาสนา

ภาษาเกาหลีแสนสนุก (ระดับต้น)

Written by jintana on March 4th, 2015. Posted in บทความ

ภาษาเกาหลีระดับต้น 4

โครงสร้างประโยคมีความเป็นมากที่ผู้เรียนจะต้องทำความเข้าใจในการเรียนภาษา เนื่องจากเป็นสิ่งที่สำคัญในทักษะต่าง ๆของการเรียนภาษานั้น ๆ ลักษณะโครงสร้างประโยคในภาษาเกาหลีที่ผู้เรียนทุกคนจำเป็นต้องเรียนรู้ตามตำราก็แบ่งอย่างเข้าใจได้ง่ายเป็น 4 ลักษณะ ได้แก่

  1. ประธาน + ภาคแสดง

ตัวอย่าง : 텔레비전이비쌉니다.: โทรทัศน์แพง

  1. ประธาน + กรรม + ภาคแสดง

ตัวอย่าง : 동생은태국어를공부합니다. : น้องเรียนภาษาไทย

  1. ประธาน + หน่วยเสริม + ภาคแสดง

ตัวอย่าง : 아버지는의사가아니다. : พ่อไม่ได้เป็นหมอ

  1. ประธาน + กรรมรอง + กรรมตรง + ภาคแสดง

ตัวอย่าง : 동생은중학교에서태국어를공부합니다. : น้องเรียนภาษาไทยที่โรงเรียนมัธยม

 

จากด้านบนเราจะสังเกตได้ว่า ประธานหรือหัวเรื่องจะวางต้นประโยค และภาคแสดงจะวางท้ายประโยคเสมอ เป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องจดจำอย่างยิ่ง นี่คือของโครงสร้างประโยคคร่าว ๆ ในภาษาเกาหลีที่หยิบยกเอามาให้ได้เรียนรู้กัน สำหรับบทความต่อไปจะเป็นเรื่องราวของ คำกริยา อย่าลืมติดตามกันนะคะ

 

อ้างอิง : ผศ.สิทธินี ธรรมชัย.  (2557).  ไวยากรณ์เกาหลีระดับต้น 초급한국어문법 (พิมพ์ครั้งที่3). กรุงเทพมหานคร:  สำนักพิมพ์ภาษาและวัฒนธรรม สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี(ไทย-ญี่ปุ่น).

ภาษาเกาหลีแสนสนุก (ระดับต้น)

Written by jintana on March 2nd, 2015. Posted in บทความ

ภาษาเกาหลีระดับต้น

หลังจากที่เราได้ทำความรู้จักกับพยัญชนะและสระในภาษาเกาหลีกันไปแล้ว ต่อไปเราจะมาทำความรู้จักกับโครงสร้างประโยค และลักษณะประโยคในภาษาเกาหลีกันค่ะ

การเรียงประโยคของโครงสร้างประโยคในภาษาเกาหลีจะจบท้ายประโยคด้วยกริยา คือ ประธาน + กรรม + กริยา ซึ่งคำกริยาท้ายประโยคนั้นจะผันตามไวยากรณ์ต่าง ๆที่ให้ความหมายและโอกาสในการใช้ที่ต่างกันไป ส่วนประกอบของประโยคที่ไม่ใช่คำกริยานั้นสามารถสลับที่กันได้ เช่น

payok

จากตัวอย่างเราจะสามารถสลับตำแหน่งของกรรมตรง และกรรมรอง ส่วนประธานและกริยาจะอยู่เดิมได้โดยความหมายไม่เปลี่ยนแปลงค่ะ

อ้างอิง : ผศ.สิทธินี ธรรมชัย.  (2557).  ไวยากรณ์เกาหลีระดับต้น 초급한국어문법 (พิมพ์ครั้งที่3). กรุงเทพมหานคร:  สำนักพิมพ์ภาษาและวัฒนธรรม สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี(ไทย-ญี่ปุ่น).

หนาวนี้ที่เมืองซาปาเวียดนาม 2

Written by jintana on February 9th, 2015. Posted in บทความ

หนาวนี้ที่เมืองซาปาเวียดนาม 2

ต่อเนื่องจากบทความที่แล้ว เมืองหิมะกับอากาศเย็นที่หาได้ไม่ยากในซาเปา จ.หล่าวกาย ประเทศเวียดนาม สำหรับบทความนี้เราจะแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนเมืองซาปา

อย่างที่บอกว่าเมืองซาปานั้นเป็นเมืองที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์อยู่มากเป็นอันดับต้นของเวียดนาม สถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆจึงอยู่ในหมู่บ้านของประชาชนในเมืองนี้ หมู่บ้านแรกที่เราจะไปทำความรู้จักกันคือ หมู่บ้านกัตกัต(Cat Cat Village) เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ของชนเผ่าม้งที่อพยพย้ายถิ่นมาจากประเทศจีน เครื่องแต่งกายจะเป็นโทนสีน้ำเงินเข้มหรือดำ ส่วนใหญ่จะทำนาขั้ยบันไดจึงทำให้เราสามารถชมทิวทัศน์ของนาขั้นบันได้ได้อย่างใกล้ชิด อยู่ห่างจากเมืองซาปาประมาณ 3 กิโลเมตรทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมหมู่บ้านแห่งนี้ได้ไม่ยากนัก

หมู่บ้านต่อไปคือ หมู่บ้านต่าฟาน(Ta Van Village) อยู่ทางตอนใต้ของเมืองซาปาห่างออกไปประมาณ 10 กิโลเมตร เป็นหมู่บ้านที่มีหลายชนเผ่ามาอยู่ด้วยกัน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเผ่า Giay ซึ่งเป็นชนเผ่าที่เยอะที่สุดในประเทศเวียดนาม และด้วยความที่มีชนเผ่าหลายเผ่าอยู่รวมกัน การแต่งกายหรือภาษาก็จะต่างกันออกไป ทำให้เราได้เห็นความแตกต่างของภาษาและวัฒนธรรมรวมไปถึงวิถีชีวิตที่สามารถอยู่รวมกันได้ จุดสนใจของที่นี้อาจเป็นฉากหลังสวยๆของเทือกเขาฟานสีปันที่ทอดตัวยาวโอบล้อมนาแบบขั้นไดได้สวยงามและลงตัวอย่างมาก

นอกจากหมู่บ้านที่แสดงถึงวิถีชีวิตของชนเผ่าแล้ว ยังมีน้ำตกซิลเลอร์(Silver Waterfall) และจุดชมวิวตรามตอนพาส (Tram Ton Pass) น้ำตกซิลเลอร์ตั้งอยู่ริมถนนไลโจว มีความสูงประมาณ 100 เมตร ซึ่งไหลเลาะหน้าผาหินลงมา เก็บค่าเข้าชม 3,000 ดอง จุดชมวิวตรามตอมพาส เป็นจุดชมวิวที่สูงที่สุดในประเทศเวียดนาม มีความสูง 1,900 เมตร สามารถชมทิวทัศน์ของเทือกเขาฟานสีปันได้อย่างสวยงาม สลับกับถนนหนทางที่คดเคี้ยวเลี้ยวไหลตัดกับหน้าผาลงสู่ที่ราบถึงเมืองไลโจว

เสน่ห์ของเมืองซาปาคงบรรยายลงบทความได้ไม่หมด หากใครอยากสัมผัสอาจจะต้องลองเดินทางไปเยือนเมืองแห่งนี้ด้วยตัวเองค่ะ อย่างที่บอกเอาไว้ว่าค่าใช้จ่ายนั้นไม่ได้แพงเหมือนการไปเที่ยวเมืองหนาวอย่างเกาหลี หรือญี่ปุ่น และต่างกันสุดขั้วกับทริปยุโรป สำหรับใครที่เป็นนักเดินทางเมืองซาปาคงเป็นอีกเมืองท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาด ยังไงก็ฝากไปเที่ยวเผื่อด้วยนะคะ

หนาวนี้ที่เมืองซาปาเวียดนาม1

Written by jintana on February 7th, 2015. Posted in บทความ

หนาวนี้ที่เมืองซาปาเวียดนาม1

เมื่อเอ่ยถึงฤดูกาลยอดฮิตคงปฏิเสธไม่ได้กับฤดูหนาว และภาพหิมะโปรยที่ติดตาของเราในจินตนาการ กับบรรยายสุดแสน
โรแมนติกกับคนรักท่ามกลางอากาศใต้หิมะอันหนาวเหน็บอย่างที่คนเมืองร้อนไม่คุ้นชิน ซึ่งโดยปกติถ้าไม่ใช่เกาหลีหรือญี่ปุ่นก็ต้องเป็นยุโรปที่ค่าทริปแสนแพงจนบางคนต้องยอมแพ้กับค่าใช้จ่ายที่สูงเกินจนต้องปล่อยให้หิมะและภาพอันแสนโรแมนติกกับคนรักเป็นแค่จินตนาการ แต่วันนี้เราจะพาทุกคนไปเที่ยวเมืองหิมะใกล้ๆ ค่าใช้จ่ายเบาๆ กับเมืองซาปา ประเทศเวียดนาม

เมืองซาปา ตั้งอยู่ในจังหวัดหล่าวกาย ซึ่งเป็นเมืองตากอากาศทางตอนเหนือของเวียดนาม เมืองนี้เมื่อเข้าถึงฤดูหนาวก็จะถูกปกคลุมด้วยหิมะขาวโพนไม่แพ้เกาหลีหรือญี่ปุ่น ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวของที่นี่จะตรงกับเดือน ตุลาคม – มีนาคม แต่หิมะจะโปรบปรายลงมาในช่วงเดือนมกราคม แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายไม่แพงเพราะอยู่ที่ประมาณ 5,000 บาท ใครที่สนใจอยากจะสัมผัสหิมะแบบใกล้ชิดโดยไม่ต้องจ่ายแพง ก็รีบเก็บเงินไปเที่ยวเมืองซาเปาได้เลยค่ะ

ตามประวัติศาสตร์แล้วเมืองซาปาแห่งนี้เคยถูกใช้เป็นสถานที่ตากอากาศของชาวฝรั่งเศสในยุคอาณานิคมเมื่อปี 2465 โดยมีการสร้างสถานีภูเขาขึ้นมา เนื่องจากเมืองแห่งนี้ถูกโอบล้อมไปด้วยภูเขา เมืองซาปาตั้งอยู่ใกล้กับชายแดนจีน มีระยะทางห่างจากกรุงฮานอยประมาณ 350 กิโลเมตร มีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี ทำให้สามารถปลูกพืชเมืองหนาวได้ดี รวมไปถึงยังมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์มากที่สุดในเวียดนาม และมีสถานที่ท่องเที่ยว รวมไปถึงร้านอาหารแบบตะวันตกและโรงแรมที่พักที่คอยอำนวยความสะดวกมากมาย

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

ที่มาชื่อเมียนมาร์(Myanmar)

Written by jintana on February 5th, 2015. Posted in บทความ

ที่มาชื่อเมียนมาร์(Myanmar)

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมอยู่ๆ เราก็เปลี่ยนการเรียกประเทศเพื่อนบ้านของเราจากพม่ากลายมาเป็นเมียนมาร์ คำถามนี้สามารถไขข้อสงสัยได้ไม่ยากค่ะ บทความนี้เราจะไปดูที่มาของชื่อประเทศเมียนมาร์กัน

ก่อนอื่นเราต้องบอกหลายๆคนที่อาจยังไม่รู้ว่า ประเทศพม่าที่เราเรียกกันจนติดปาก มีชื่อเดิมว่า เบอร์มา (Burma) และเมื่อปี พ.ศ. 2532ได้เปลี่ยนเป็น เมียนมาร์(Myanmar) หลังจากการประชุมสหภาพเมียนมาร์ครั้งแรกเมื่อวัน 31 มกราคม 2554 ก็ได้เปลี่ยนชื่อทางการเป็น“สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์(จากเดิมThe Union of Myanmar เปลี่ยนเป็น The Republic of the Union of Myanmar)คำว่า เมียนมาร์ มีความหมายตามภาษาท้องถิ่นว่า “เข้มแข็งขึ้นอย่างรวดเร็ว” (เมียน แปลว่า รวดเร็ว ,มาร์ แปลว่า เข้มแข็ง)

ในอดีตนั้นประเทศเมียนมาร์ถูกปกครองโดยรัฐบาลทหารพม่า และเคยเป็นเมืองในอาณานิคมของอังกฤษในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2ชื่อ เบอร์มา ก็เป็นอีกผลงานจากการล่าอาณานิคมของอังกฤษสันนิษฐานว่าเพี้ยนมาจากคำว่า บามาร์เป็นชื่อของชนเผ่าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเมียนมาร์ซึ่งคล้ายกับการเรียกว่า พม่า ในบ้านเราก็ถูกสันนิษฐานไปในแนวเดียวว่าเพี้ยนมาจาก เบอร์มา เช่นกัน รัฐบาลทหารพม่าอาจอยากลบร่องรอยของการถูกปกครองโดยอังกฤษ จึงเลือกที่จะเปลี่ยนชื่อประเทศตนเอง นอกจากนั้นเมืองหลวงของประเทศที่เราเคยเรียกกันจนชินปากว่า ย่างกุ้ง (Rangoon)ก็ถูกเปลี่ยนเป็น ยางโกง (Yangon)อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนชื่อเป็น เมียนมาร์ ก็ยังไม่ถูกยอมรับในเวทีโลกเท่าไรนัก เราอาจสังเกตได้จากแผนที่โลกที่ถูกเขียนขึ้นโดยชาวต่างชาติ จะเขียนกำกับไว้ทั้งชื่อเก่าและใหม่ ในบริเวณแผนที่ของประเทศเมียนมาร์ ส่วนชาวไทยเราอีกไม่นานก็จะก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เราคงต้องเปลี่ยนนิสัยชินปากของเราแล้วเรียกเพื่อนบ้านตามชื่ออย่างที่พวกเขาต้องการสักที เพราะตอนนี้รัฐบาลเมียนมาร์ก็ก้าวสู่ประชาธิปไตยอย่างเต็มตัว ถ้าเรามัวแต่ย่ำเท้าอยู่กับที่เขาอาจก้าวกระโดดแซงหน้าเราได้ในอีกไม่นาน