Author Archive

สบัดชายกระโปรงสุดเร้าใจกับระบำฟลามิงโก

Written by jintana on May 31st, 2013. Posted in บทความ

 

 
             ฟลามิงโก หรือ ฟลาเมงโก (flamenco) เป็นชื่อเพลง ดนตรี และการเต้นรำทางภาคใต้ของประเทศสเปน มีประวัติความเป็นมาจากแคว้นอันดาลูซีอา
ซึ่งการเต้นฟลามิงโกนั้นได้ถูกพัฒนามาจากการเต้นรำของชาวอันดาลูซีอาและโรมานี ประวัติการแสดงของระบำฟลามิงโกนั้นปรากฏไม่ชัดเจนเท่าใดนัก
รู้เพียงว่าเริ่มมีการใช้คำว่าฟลามิงโก มาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 18 และได้ถูกกล่าวถึงในวรรณกรรมต่าง ๆตั้งแต่ปี ค.ศ.1774
ทั้งยังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายไปยังประเทศต่าง ๆ ด้วยจังหวะการเต้นที่เร้าใจ และสนุกสนาน รวมไปถึงการแต่งกายที่สวยงามด้วยสีสันจัดจ้าน
ของนักเต้นทำให้เกิดเป็นเสน่ห์ของระบำฟลามิงโกที่ชวนหลงใหล

 

 
การระบำฟลามิงโกประกอบไปด้วย
– การร้อง เรียกว่า “กันเต”
– การเล่นกีตาร์ฟลาเมงโก เรียกว่า “โตเก”
– การระบำ เรียกว่า “ไบเล”
– การตบมือ เรียกว่า “ปัลมัส”

 
             นับได้ว่าระบำฟลามิงโกนั้นเป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของประเทศสเปน ที่เป็นที่น่าจดจำของผู้มาเยือน จนกระทั่งเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน ค.ศ.2010
องค์การยูเนสโก (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization : UNESCO)
ได้ประกาศให้ฟลาเมงโกเป็นหนึ่งในมรดกวัฒนธรรมบอกเล่าและมรดกวัฒนธรรมที่ไม่ใช่กายภาพของมนุษยชาติ

 

ตุ๊กตาคุณยายแห่งแดนหมีขาว

Written by jintana on May 30th, 2013. Posted in บทความ

          มาโตรชกา (Matryoshka) หรือตุ๊กตาแม่ลูกดก ของที่ระลึกเอกลักษณ์ประจำแดนหมีขาวอย่างประเทศรัสเซียนั้น ตามประวัติตุ๊กตาแม่ลูกดก หรือว่าตุ๊กตาคุณยาย เป็นข้อสงสัยถึงต้นกำเนิดว่ามาจากที่ใด บ้างก็ว่ามีต้นกำเนิดมาจากตุ๊กตาไม้ของเกาะฮอนชูที่ญี่ปุ่น ที่พระชาวรัสเซียได้แรงบันดาลมาต่อยอดในการทำ มาโตรชกา แต่บางกลุ่มก็กล่าวว่า พระชาวรัสเซียได้นำวิชาทำตุ๊กตาลักษณะนี้ไปจากญี่ปุ่น ทั้งยังนำไปประยุกต์เข้ากับศิลปะในท้องถิ่นจนกระทั่งเป็นตุ๊กตาแม่ลูกดกที่น่าตาน่ารักน่าเอ็นดูอย่างในปัจจุบัน

 


 
          ตุ๊กตาแม่ลูกดกเกิดขึ้นในรัสเซียราวปี ค.ศ.1890 โดยจิตรกรท่านหนึ่งนามว่า เซอร์เก มาลิวติน ที่ได้แรงบันดาลใจจากตุ๊กตาเทพเจ้าแห่งโชคชะตาทั้ง 7 ของญี่ปุ่น ซึ่งมีลักษณะเป็นไม้ที่ซ้อนกัน 7 ชิ้น ก่อนหน้าที่ตุ๊กตาแม่ลูกดกจะมีหน้าตาแบบที่เห็นในปัจจุบัน ก็มีการพัฒนารูปแบบ เปลี่ยนแปลงและสร้างสรรค์ให้ลงตัว ซึ่งแต่เดิมช่างฝีมือจะทำตุ๊กตาเป็นรูปไข่ในช่วงเทศกาลอีสเตอร์ หรือผลแอปเปิ้ลที่ระบายสีสดใส และทำขึ้นจากไม้เท่านั้น แต่ปัจจุบันเราอาจจะพบเห็นแบบที่เป็นพลาสติกอยู่บ้าง แต่ความคลาสสิกก็สู้ตุ๊กตาไม้ไม่ได้อยู่ดี

***Matryona หรือ Matriosha ในอดีตเป็นชื่อที่ชาวรัสเซียนิยมตั้งให้ลูกสาว ตุ๊กตาแม่ลูกดกจึงเป็นรูปผู้หญิงแต่งกายด้วยชุดประจำท้องถิ่นเป็นส่วนใหญ่

 

สวยซ่อนเปรี้ยวกับชุดกี่เพ้า

Written by jintana on May 15th, 2013. Posted in บทความ

ชุดกี่เพ้ามีต้นกำเนิดมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ชิง (ค.ศ. 1644-1911) ได้รับความนิยมสูงสุดในช่วงรัชสมัยคังซี และหยงเจิ้น (ค.ศ.1662-1736) หลังจากนั้นได้ถูกปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ตามสไตล์ตะวันตกซึ่งสังเกตได้จาก แขน ปก ชาย การผ่าข้างและความสั้นยาวของชุด

ช่วงค.ศ. 1966-1976 ซึ่งเป็นช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม ชุดกี่เพ้าได้รับความนิยมลดน้อยลง จนแทบไม่มีใครสวมใส่เลย เพราะถูกมองว่าเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมที่ล้าสมัย แต่เมื่อช่วงเข้าสู่ยุคเปิดประเทศ ชุดกี่เพ้าก็กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง จากนั้นก็มีการพัฒนาและปรับเปลี่ยนรูปแบบหลายต่อหลายตามช่วงสมัยที่เปลี่ยนไป แต่การตัดเย็บชุดกี่เพ้านั้นก็ยังแสดงถึงศิลปะที่ผสานกันอย่างลงตัวในชุดของหญิงสาวที่ชาวจีนบอกว่าสาว ๆจีนและเอเซียสามารถสวมใส่ชุดกี่เพ้าได้สวยและงดงามมีเสน่ห์มากกว่าชาวตะวันตกที่หุ่นเซ็กซี่กว่าหลายเท่า

กี่เพ้าของเซี่ยงไฮ้นั้นมีความแตกต่างมากกับทางปักกิ่ง ซึ่งของเซี่ยงไฮ้จะมีความเป็นตะวันตกอยู่มาก การตัดเย็บที่เน้นสัดส่วนและการผ่าข้าง ส่วนของปักกิ่งจะดูเรียบร้อยและเป็นทางการมากกว่า ในช่วงปี ค.ศ.1935 ชุดกี่เพ้าได้ถูกตัดเย็บแบบเรียบร้อยมากจนมีชื่อเรียกว่า “กี่เพ้ารุ่นกวาดพื้น” (เส่าตี้ฉีเผา) เพราะถูกตัดเย็บแบบชายยาวลากพื้นและผ่าสูงแค่เข่า จากนั้นอีกประมาณ 3 ปี ชุดกี่เพ้าก็ได้ถูกวิวัฒนาการการเย็บให้เซ็กซี่มากขึ้นโดยการเน้นส่วนเว้าส่วนโค้งและการผ่าข้างที่สูงขึ้นมาถึงน่องและปรับเปลี่ยนเรื่อยมาจนถึงแบบที่เราเห็นในปัจจุบัน

ชุดกระโปรงสวย ๆประจำชาติเกาหลี

Written by jintana on May 14th, 2013. Posted in บทความ

สาธารณรัฐเกาหลี หรือประเทศเกาหลีใต้ เป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานเป็นพันปี สิ่งต่าง ๆถ่ายทอดออกมาทางโบราณสถาน ที่ถึงแม้จะเหลือร่องรอยไม่มากนัก เพราะคนเกาหลีเคยถูกญี่ปุ่นยึดครองกว่า 30 ปี และถูกบังคับให้ลืมวัฒนธรรมของตนเอง ในช่วงนั้นแม้กระทั่งภาษาก็ต้องใช้ภาษาญี่ปุ่นในการสื่อสาร แต่ที่สิ่งที่หลงเหลืออยู่ก็ยังสามารถแสดงให้ทุกคนรู้จักประเทศนี้ได้ดี แรงกดดันที่ต้องอยู่แบบไม่มีชาติเป็นของตนเอง ทำให้คนเกาหลีมีความพยายามฟื้นฟูสิ่งต่าง ๆ และสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่เป็นสิ่งหลายอย่างให้เราจดจำประเทศนี้ได้ดี ไม่ว่าจะเป็น ภาษา การแต่งกาย สถานที่ท่องเที่ยว อาหาร เป็นต้น

การแต่งกายในชุดประจำชาติของเกาหลี เป็นสิ่งที่สวยงามและดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยว ชุดนี้มีชื่อเรียกง่าย ๆว่า “ฮันบก” ซึ่งมีทั้งแบบของผู้ชายและผู้หญิง ในชุดฮันบกจะประกอบไปด้วย “ชอกอรี” คือ เสื้อคล้ายแจ๊คเก็ต ของผู้ชายนั้นจะสั้นกว่าของผู้หญิง ส่วนกระโปรงของผู้หญิงจะเรียกว่า “ชีมา” ส่วนกางเกงของผู้ชายเรียกว่า “พาจี” และมีเสื้อคลุมยาวอีกชั้นที่เรียกว่า “ทูรูมากี”

ปัจจุบันคนเกาหลีไม่นิยมสวมใส่ชุดฮันบกแล้ว เว้นเสียแต่ในผู้สูงอายุที่มีฐานะดี หรือตามงานแต่งงานและงานศพ ชุดฮันบกจะตัดด้วยผ้าป่าน ผ้าฝ้ายมัสลิน ผ้าไหม ผ้าแพร แล้วแต่สภาพภูมิอากาศ จะถูกตัดเย็บด้วยสีสันที่สดใส ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ พร้อมด้วยปิ่นปักผม พู่ประดับชุด พัด หมวก รองเท้า ทำให้ผู้สวมใส่ดูงดงามและมีเสน่ห์ชวนมอง

ขยับปากเอ่ยคำเวียดนาม

Written by jintana on May 11th, 2013. Posted in บทความ


       สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เป็นสมาชิกอีกประเทศในสมาคมอาเซียน ที่เรียกได้ว่ามีวัฒนธรรมประเพณีคล้ายคลึงกับจีนอย่างแยกไม่ออก นั่นอาจเพราะเวียดนามเคยถูกจีนปกครองหลายครั้งหลายครา วัฒนธรรมที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบันไม่ว่า พระราชวัง สุสาน หรือโบราณสถานต่าง ๆก็มีความคล้ายคลึงกับประเทศจีนอย่างมาก แม้ช่วงหลังเวียดนามจะถูกฝรั่งเศสและญี่ปุ่นยึดครองแต่ก็ไม่มีร่องรอยที่ตกทอดมาถึงวัฒนธรรมประเพณีของชาวเวียดนามให้ได้เห็นกันสักเท่าไร แม้กระทั่งภาษาเวียดนามช่วงแรกก็ใช้อักษรจีนมาโดยตลอด จนพ.ศ. 2463 จึงเปลี่ยนเป็นอักษรโรมัน ภาษาไทยกับเวียดนามนั้นแตกต่างกันอยู่มาก ซึ่งต่างจากลาวที่มีความใกล้เคียงกับไทยมาก เปรียบเทียบได้ดังนี้

ไทย

ลาว

เวียดนาม

สวัสดี

ซำบายดี

ซินจ่าว

ขอบคุณ

ขอบใจ

กาม เอิน

ขอโทษ

ขอโทด

ซินโหลย

ข้าวสวย

ข้าวเจ้า

เกิม

ก๋วยเตี๋ยว

เฝอ

เฝอ

รถยนต์

ลดใหญ่

แซฮอย

เบียร์

เบย

เบีย

ชมแม่ยิงลาวในงานประเพณีฮีตสิบสอง

Written by jintana on May 10th, 2013. Posted in บทความ

อย่างที่ทราบกันดีว่าสาวลาวนั้นนิยมนุ่งผ้าซิ่นที่ทอด้วยตัวเองกันแทบทุกครัวเรือน หากถามว่าพวกเขาใส่ไปไหนกันคำตอบก็อาจจะขึ้นอยู่กับการดำรงชีวิต และประเพณีพื้นบ้านของเขา ที่ชาวลาวสามารถประยุกต์ให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างลงตัว

ในหนึ่งปีนั้น งานประเพณีเกี่ยวกับทางพุทธศาสนาของชาวลาวจะมีขึ้นทุกเดือน เรียกว่า ฮีตสิบสอง (ฮีต แปลว่า จารีต, สิบสอง แปลว่า เดือนทั้ง 12เดือนใน 1ปี) เริ่มกันที่งานบุญเข้ากรรม จัดช่วงเดือนธันวาคม หรือเดือนอ้าย ต่อมาคือเดือนยี่ ช่วงหลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าว มีงานบุญคูณลาน เป็นงานเกี่ยวกับการทำนาปลูกข้าว ถัดไปก็คืองานบุญข้าวจี่ที่จัดขึ้นหลังวันมาฆบูชาในเดือนสาม ในเดือนสี่ข้างขึ้นหรือข้างแรม จะมีการจัดงานบุญพระเวส ซึ่งคล้าย ๆกับของบ้านเรา เมื่อถึงเดือนห้าก็มีการเล่นน้ำเหมือนบ้านเราเรียกว่างานบุญสงกรานต์  ต่อมาเดือนหกก่อนฤดูทำนา ย่างเข้าหน้าฝนมีงานบุญบั้งไฟ ถัดมาอีกนิดในเดือนเจ็ดจะมีการจัดงานบุญซำฮะ หลังจากนั้นจะมีงานบุญเข้าพรรษาเหมือนกับชาวไทยในช่วงเดือนแปด เดือนเก้านั้นจะมีการแข่งเรือ เรียกว่างานบุญห่อข้าวประดับดิน การส่วงเฮือ(ส่วงเฮือ แปลว่า แข่งเรือ) และการล่องเฮือไฟ นับว่าเป็นงานประเพณีที่สนุกสนานของชาวหลวงพระบาง จากนั้นก็ในมีงานบุญข้าวสาก งานบุญออกพรรษา และงานบุญกฐิน ในเดือนสิบ สิบเอ็ดและสิบสอง ตามลำดับ  ประเพณีของชาวลาวนั้นใกล้เคียงกับของชาวไทยมาก บางประเพณีก็เรียกได้ว่าเป็นประเพณีเดียวกันด้วยซ้ำ จึงไม่แปลกที่เราจะเข้าใจและรู้ถึงความรู้สึกความศรัทธาของชาวลาวที่มีต่อพุทธศาสนาอย่างยึดมั่นไม่ต่างอะไรจากบ้านเรา