Author Archive

มรดกโลกละครงิ้วของจีน

Written by jintana on September 20th, 2013. Posted in บทความ

       

อุปรากรจีน หรือ “งิ้ว” ที่เราคุ้นหูกัน มีประวัติมายาวนานตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ้อง (ค.ศ.1179 – 1276) งิ้วถือกำเนิดในหลายภาคของจีน งิ้วที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดและมีความสมบูรณ์มากที่สุดคือ ละครใต้ หรือ หนันซี่ ช่วงสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ แถบเมืองเวินโจว จากนั้น งิ้วปักกิ่ง จึงถือกำเนิดขึ้นในสมัยราชวงศ์ชิง ถือว่าเป็นงิ้วที่รวบรวมศิลปะการแสดงงิ้วของทุกภาคเอาไว้รวมกัน มีวิธีการร้องที่ผสมผสานโอเปร่าและการร้องลากเสียง รวมไปถึงการบีบเสียงให้ดูเป็นเอกลักษณ์

งิ้วในประเทศจีนนั้นมีหลากหลายประเภท เช่น  งิ้วเส้าซิง, งิ้วเหอหนัน, งิ้วกวางตุ้งและงิ้วปักกิ่งหรืออุปรากรแห่งบูรพา ที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศและโด่งดังระดับโลก แต่เดิมงิ้วมีทั้งหมดประมาณ 300 ชนิด ซึ่งแยกตัวอยู่ตามเมืองต่าง ๆของจีน

งิ้วปักกิ่งนั้นมีประวัติยาวนานถึง 200ปี มีชื่อเรียกในภาษาจีนว่า “จิงจวี้” แปลเป็นไทยก็ได้ความว่า “งิ้วปักกิ่ง”  งิ้วปักกิ่งเป็นงิ้วที่สมบรูณ์ที่สุดก็เพราะว่ารวมการขับร้อง การพูด การแสดงลีลา การแสดงศิลปะการต่อสู้ และระบำรำฟ้อนไว้ด้วยกัน  รวมไปถึงยังมีการแบ่งตัวละครอย่างชัดเจน ได้แก่ เซิงหรือเพศชาย  ตั้นหรือเพศหญิง  จิ้งหรือเพศชาย และโฉวหรือมีทั้งเพศชายและเพศหญิง

องค์การยูเนสโก ได้ยกระดับให้งิ้วเป็นมรดกโลก ซึ่งการแสดงงิ้วนับเป็นมรดกทางวัฒนธรรมขนานแท้ของจีนที่มีเสน่ห์ และคุณค่าควรแก่การรักษาไว้

ละครยอดนิยมสมัยเอโดะ

Written by jintana on September 10th, 2013. Posted in บทความ

 

 

ศิลปะการแสดงดั้งเดิมของญี่ปุ่นอย่างหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากในสมัยเอโดะนั่นก็คือ ละครคาบูกิ ละครคาบูกิมีการแต่งหน้าที่เป็นเอกลักษณ์ มีการเคลื่อนไหวที่กระฉับกระเฉง บทละครเป็นเอกลักษณ์แต่ฟังยากมาก แม้กระทั่งคนญี่ปุ่นเองบางครั้งยังฟังไม่รู้เรื่อง

ละครคาบูกิจะเป็นการแสดงออกทางร่างกาย เช่น เสียใจ ร้องไห้ ดีใจ โกรธ  บ้าคลั่ง เป็นต้น เรื่อง 2 ประเภทที่ใช้แสดงคือ เรื่องราวของชาวเมืองคาบูกิ และสังคมซามูไร เดิมละครคาบูกินั้นจะใช้ผู้หญิงเล่นเป็นตัวนาง โดยผู้หญิงจะมีความอ่อนช้อยงดงาม ต่อมาในสมัยโทคุกาวามีการห้ามใช้ผู้หญิงแสดง เพราะเห็นว่าไม่ดีไม่งามต่อศีลธรรม และถูกพัฒนามาเรื่อย ๆ จนกระทั่งได้รับความนิยมสูงสุดในสมัยเอโดะ

ละครคาบูกินั้นจะให้ผู้ชายในการแสดงทั้งหมด ซึ่งนักแสดงชายที่แสดงเป็นผู้หญิงเรียกว่า  อนนะงาตะ ฉากละครส่วนใหญ่นั้นเป็นฉากที่ตื่นเต้นเร้าใจ มีการต่อสู้กันมากมาย ศิลปะดั้งเดิมเช่นนี้หาชมได้ทั่วทั้งประเทศญี่ปุ่น ส่วนที่โตเกียวจะมีการจัดแสดงที่โรงละครแห่งชาติ ซึ่งราคาจะอยู่ที่ประมาณ 1.500 – 7.500 เยน ซึ่งบางโรงละครนั้นก็อาจจะเปิดให้ชมแค่ฉากเดียวในราคาที่ถูกกว่า

ระบำกลองพื้นบ้านเกาหลี

Written by jintana on September 8th, 2013. Posted in บทความ

“ชังกูชุม หรือ ชังโกชุม” (장구춤/장고춤) คือ การแสดงพื้นบ้านของกลองเกาหลี โดยใช้กลอง ที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับกลองยาวบ้านเรา ระบำกลองชังกูเป็นแสดงที่ใช้กลองรูปทรงนาฬิกาทรายที่นิยมใช้ในการแสดงนาฏศิลป์ของเกาหลี

การแสดงระบำชังกูเป็นการแสดงที่ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ ซึ่งก่อนหน้านี้มันได้ถูกกวาดล้างไปพร้อม ๆกับวัฒนธรรมของเกาหลีในยุคสมัยที่ถูกญี่ปุ่นยึดครอง การแสดงชุดนี้จะใช้นักแสดงผู้หญิงเท่านั้น จะใช้คนเดียวหรือเป็นกลุ่มก็ได้ และจะตีกลองแล้วระบำตามจังหวะกลอง จังหวะช้าหรือเร็วนั้นแล้วแต่ชุดการแสดง

ระบำที่ไม่ซับซ้อนทำให้เราเพลิดเพลินตามจังหวะเสียงกลองได้ นักแสดงจะสวมใส่ชุดฮันบก และทำการแสดงพร้อมกลองชังกูและไม้ตีที่มีสายคล้องกับตัวนักแสดง ชาวเกาหลีนั้นนิยมนำการระบำชังกูมีแสดงในช่วงงานเทศกาลและเฉลิมฉลอง

นิทานจีน เรื่อง ควาฟู่ไล่พระอาทิตย์ (ต่อ)

Written by jintana on September 5th, 2013. Posted in บทความ

 

ควาฟู่วิ่งตามดวงอาทิตย์จนเริ่มเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ทุกที ๆ เขาเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากในทิศทางที่ดวงอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้า ดวงอาทิตย์สองแสงสว่างไสวสีทองอยู่ตรงหน้าของเขา แสงสีทองชโลมร่างกายของเขา เขารู้สึกดีใจและตื่นเต้นมาก ที่สามารถจะจับดวงอาทิตย์ได้  แต่แล้วเมื่อเขาเอื้อมมือโอบดวงอาทิตย์เขาก็ต้องรู้สึกร้อนยากที่จะทานทน และความร้อนมากตลอดระยะทางที่วิ่งตามเช่นนั้นทำให้เขารู้สึกกระหายน้ำ เขาจึงวิ่งไปยังแม่น้ำหวงเหอแล้วดื่มน้ำจนแม่น้ำหวงเหอแห้งไม่เหลือเลย เท่านั้นยังไม่พอเขาวิ่งไปยังแม่น้ำเว่ยเหอแล้วดื่มน้ำจนหมดอีกเช่นกัน น้ำจากแม่น้ำทั้งสองนั้นไม่พอดับความกระหายของควาฟู่ได้ เขาจึงคิดว่าหากวิ่งต่อไปทางเหนืออีกก็จะมีทะเลสาบที่มีน้ำเพียงพอ เขาจึงวิ่งต่อไปอีก แต่โชคร้ายที่เขากระหายน้ำจนสิ้นใจระหว่างทาง

ก่อนควาฟู่สิ้นลม เขาได้นึกถึงเผ่าของตน และโยนไม้เท้าออกไป ไม้เท้าตกกลายเป็นป่าท้อหนาทึบ พื้นที่แถบนั้นจึงมีต้นท้อขึ้นตลอดทั้งปีเป็นที่พักพิงและมีผลท้อแก้กระหายของผู้คนที่เดินทางผ่านไปมาในแถบนั้น

ควาฟูไล่พระอาทิตย์นั้นเป็นตำนานของชาวจีนที่สะท้อนให้ชาวจีนระลึกถึงความกล้าหาญของควาฟู่ที่แม้สุดท้ายจะต้องจบชีวิตลง แต่ก็ยังมีสิ่งที่ทิ้งให้คนรุ่นหลังได้ประโยชน์ ในบางแห่งของจีนนั้นก็ตั้งชื่อภูเขาว่า เขาควาฟู่ เพื่อเป็นการลำรึกถึงควาฟู่อีกด้วย

 

นิทานจีน เรื่อง ควาฟู่ไล่พระอาทิตย์

Written by jintana on September 3rd, 2013. Posted in บทความ

 

ย้อนเวลากลับไปเมื่อยุคดึกดำบรรพ์ ที่ภูเขาสูงเสียดฟ้าทางเหนือนั้นมีกลุ่มมนุษย์ร่างใหญ่ยักษ์พลังช้างสารอาศัยอยู่ตามหุบเขาลึกและป่าดงดิบ มีชื่อเรียกว่า ชนเผ่าควาฟู่ ซึ่งคำว่า ควาฟู่ ก็เป็นชื่อเรียกของผู้นำชนเผ่านั้นเอง ชนเผ่าควาฟู่มีจิตใจดี ขยันขันแข็ง และกล้าหาญ ไม่ชอบแก่งแย่งชิงดีกับใครรักอิสรเสรี

อยู่มาวันหนึ่งเป็นวันที่อากาศร้อนมาก แสงอาทิตย์ส่องตรงลงมายังพื้นดิน ร้อนจนแหล่งน้ำเหือดแห้ง ชาวควาฟู่เสียชีวิตลงจำนวนมากด้วยความร้อนที่ระอุ ผู้นำของชนเผ่าเสียใจมาก จึงคิดอยากจะตามไล่จับดวงอาทิตย์เพื่อให้อาทิตย์นั้นทำตามคำสั่งของมนุษย์ เมื่อชนเผ่าควาฟู่ได้ยินที่ผู้นำบอกเช่นนั้นก็ออกมาห้ามปรามว่า อย่าไปเลยเพราะดวงอาทิตย์นั้นร้อนมาก ทั้งยังอยู่ไกลแสนไกล ตามจับอย่างไรก็จับไม่ทันจะเสียแรงเปล่า แต่ควาฟู่นั้นได้ตัดสินใจที่จะไปไล่จับดวงอาทิตย์แล้ว เขาจะทำเพื่อความสงบสุขของชนเผ่า

ควาฟู่ร่ำลาผู้คนในเผ่าของตน และออกเดินทางไล่ตามจับดวงอาทิตย์ เขาเริ่มวิ่งตามดวงอาทิตย์ไปในทิศตะวันออกซึ่งเป็นทิศที่ดวงอาทิตย์ขึ้น ควาฟู่ออกตัววิ่ง ๆไปเร็วดั่งลม ผ่านแม่น้ำหลายสาย ผ่านภูเขาหลายลูก เสียงฝีเท้าที่กระทบพื้นดินของเขากึกก้องไปทั่ว เมื่อเขาเหนื่อยเขาได้นั่งพัก และเททรายออกจากรองเท้าของเขากลายเป็นดินภูเขาขนาดใหญ่ เมื่อหิวเขาหุงข้าวโดยใช้หินสามก้อนเป็นหม้อข้าว หินสามก้อนนั้นก็กลายเป็นภูเขาใหญ่สามลูก

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

 

 

นิทานญี่ปุ่นเรื่อง อุระชิมะ ทาโร่ (ต่อ)

Written by jintana on September 1st, 2013. Posted in บทความ

อุระชิมะ ทาโร่ ได้ท่องเที่ยวในวังเรียวงุโจอย่างเพลิดเพลิน แล้วก็พบกับห้อง ๆหนึ่งซึ่งในห้องมีประตูอยู่สี่บาน เมื่อเปิดเข้าไปที่ประตูแรก ทั้งห้องนั้นจะเป็นฤดูใบไม้ผลิที่สดชื่น มีต้นซากุระผลิดอกออกใบอย่างสวยงาม และกลีบดอกยังร่วงลงพื้นสวยงามไม่แพ้กัน ทั้งอากาศภายในห้องนั้นอบอุ่นกำลังดี ไม่หนาวไม่ร้อนจนเกินไป

ห้องที่ต่อมา เป็นฤดูร้อน เมื่อเปิดเข้าไปในห้องจะพบท้องฟ้าที่แจ่มใส อากาศสดชื่น มีเสียงนกและแมลงต่าง ๆมากมาย ทั้งลมโชยเอื่อย ๆชวนให้นั่งเล่นยิ่งนัก

ห้องที่สาม เป็นฤดูใบไม้ร่วง เมื่อเปิดเข้าไปในห้องจะพบกับท้องฟ้ามีดาวระยิบระยับเคียงคู่กับพระจันทร์ในยามค่ำคืน ชวนให้มองสลับกับสีส้มของใบต้นโมมิจิ(เมเปิ้ล) ที่กำลังผลัดใบยิ่งมองก็ยิ่งสบายใจ คลอไปกับเสียงจักจั่นที่แข่งกันร้องราวกับเสียงเพลงจากธรรมชาติ

ห้องสุดท้ายเป็นห้องแห่งฤดูหนาว เมื่อเข้าไปก็พบกับหิมะขาวโพลนที่ปกคลุมต้นไม้ พร้อมกับอากาศที่หนาวเย็น อุระชิมะ ทาโร่เพลิดเพลินกับการเที่ยวเล่นอยู่ที่วังเรียวงุโจเป็นเวลาสามปี อยู่มาวันหนึ่งเขาเกิดนึกถึงเรื่องราวในอดีตตอนที่อาศัยอยู่กับแม่อันเป็นที่รัก ด้วยความกตัญญูเขาขอโอโตฮิเมะขึ้นมาเพื่อดูความเป็นอยู่ของแม่ เมื่อนางรู้นางได้ขอร้องให้อุระชิมะ ทาโร่อยู่ แต่ก็เข้าใจถึงความกตัญญูที่เขามีต่อแม่ จึงได้มอบกล่องหนึ่งให้อุระชิมะนำขึ้นมาด้วยและกำชับว่าห้ามเปิดกล่องเด็ดขาด อุระชิมะทาโร่ สัญญาว่าจะขี่เต่าตัวเดิมกลับมาพร้อมกล่อง

เมื่อเขาขึ้นมาบนโลกมนุษย์ น่าแปลกยิ่งนักที่ไม่มีใครรู้ข่าวคราวของแม่เขาเลย ทั้งยังไม่มีใครรู้จักอุระชิมะ ทาโร่อีกด้วย ได้ยินแต่เพียงเรื่องเล่าว่า อุระชิมะ ทาโร่นั้นออกทะเลและหายสาบสูญไปเมื่อ 300 ปีที่แล้ว เพียงเท่านั้นก็เข้าใจได้ว่าเวลา 3 ปี ในวังเรียวงุโจ เท่ากับบนโลกมนุษย์ 300 ปี เขาเสียใจมาก จึงนั่งพักอยู่ริมทะเลและสงสัยกับกล่องที่โอโตฮิเมะให้มาจึงเผลอเปิดกล่องใบนั้นขึ้น แล้วเรื่องที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เขากลายเป็นชายชราทันทีแล้วค่อย ๆเสียชีวิตลงในที่สุด แท้ที่จริงแล้วกล่องใบนั้นคือที่เก็บอายุขัยของเขานั่นเอง.

 

 

นิทานญี่ปุ่นเรื่อง อุระชิมะ ทาโร่

Written by jintana on August 28th, 2013. Posted in บทความ

อุระชิมะ ทาโร่ เป็นเด็กหนุ่มจิตใจดี และกตัญญู เขาทำอาชีพประมง อาศัยอยู่กับแม่ที่บ้านริมชายทะเลแห่งหนึ่ง เขาจะออกไปหาปลาเป็นประจำทุกวัน เพื่อหาเงินและอาหารมาเลี้ยงดูแม่ วันหนึ่งขณะที่เขากำลังออกไปหาปลาอยู่นั้น บังเอิญได้พบเข้ากับเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังมุงดูบางอย่างและส่งเสียงเอะอะโวยวายด้วย ความอยากรู้จึงเข้าไปดูแล้วพบกับเจ้าเต่าตัวหนึ่งนอนหงายท้องอยู่ เขาจึงต่อรองกับเด็กเหล่านั้นว่าจะซื้อเต่าด้วยราคาจำนวนหนึ่ง เมื่อเด็ก ๆยอมเขาจึงนำเจ้าเต่าไปปล่อยลงทะเลเช่นเดิม

อยู่มาวันหนึ่งขณะที่เขากำลังออกหาปลาตามปกติ ได้พบกับเต่าตัวหนึ่งว่ายน้ำมาเกาะข้าง ๆเรือของเขาพร้อมกับพูดว่า “อุระชิมะ ทาโร่ซัง อุระชิมะ ทาโร่ซัง” เมื่อเขาเห็นก็ต้องตกตะลึง ทำสิ่งใดไม่ถูก แล้วเจ้าเต่าตัวนั้นก็พูดขึ้นมาอีกว่า “อุระชิมะ ทาโร่ซัง ขอบคุณท่านมากที่ช่วยชีวิตเจ้าเต่าน้อยตัวนั้นเอาไว้ และเพื่อเป็นตอบแทนพระคุณ เราจะพาท่านไปท่องเที่ยวที่ วังเรียวงุโจ ซึ่งอยู่ใต้ทะเล มาเถิดท่านอุระชิมะ ทาโร่”

ดั่งต้องมนต์สะกด อุระชิมะ ทาโร่ ตามเจ้าเต่าตัวนั้นไปด้วยความยินยอม และเมื่อเขาลงไปใต้ทะเลแปลกยิ่งนักที่เขาไม่รู้สึกอัดอึดเลย เมื่อถึงใต้ทะเล สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเขานั่นก็คือ วังเรียวงุโจ ที่งดงาม เขาตะลึงในความสวยงาม ที่นี่ทำด้วยทองคำทั้งหมด ส่องแสงประกายระยิบระยับ และเมื่อเข้าไปใกล้อีกก็เห็น โอโตฮิเมะ พร้อมด้วยบริวารยืนอยู่ อุระชิมะ ยืนตกตะลึงในความงามของโอโตฮิเมะ และความงามของ วังเรียวงุโจ เมื่อเขามองโอโตฮิเมะอย่างพินิจพิจารณาอีกครั้งก็นึกได้ว่าโอโตฮิเมะก็คือเจ้าเต่าตัวที่เขาช่วยชีวิตไว้นั่นเอง นางแปลงกายเป็นเต่าเพื่อจะไปท่องเที่ยวบนโลกมนุษย์แต่ดันมาเจอเด็กพวกนั้นรังแก และรอดชีวิตมาเพราะอุระชิมะ ทาโร่ช่วยเอาไว้ “อุระชิมะ ทาโร่ ท่านจะอยู่ที่นี้นานแค่ไหนก็ได้ เราอนุญาต” โอโตฮิเมะ กล่าว.

อุระชิมะ ทาโร่ ได้รับการต้อนรับอย่างดีจากอิโตฮิเมะและชาววังเรียวงุโจ ในห้องโถงมากมายเต็มไปด้วยอาหารมากมายอย่างดีที่อุระชิมะทาโร่ไม่เคยเห็นมาก่อน เขามีความสุขเกินจะบรรยาย แต่ก็อดนึกถึงแม่ผู้เป็นที่รักไม่ได้ เขาจึงถามแต่ก็ได้คำตอบจากอิโตฮิเมะว่านางได้ส่งคนไปดูแลแม่ของเขาแล้ว ไม่ต้องเป็นกังวลไป

 

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

 

 

นิทานเกาหลีเรื่อง เจ้าหญิงหอยทาก (จบ)

Written by jintana on August 20th, 2013. Posted in บทความ

 

เมื่อการประลองระหว่างชายหนุ่มกับพระราชาเริ่มขึ้น ก็ถึงเวลาของวิเศษของราชามังกรได้แสดงอิทธิฤทธิ์ พระราชานั้นขนกำลังทหารมากมายหลายร้อยนาย เพื่อช่วยกันโค่นต้นไม้บนเขาให้ได้มากที่สุด ส่วนชายหนุ่มเพียงแค่เปิดน้ำเต้าขึ้น ก็มีชายตัวเล็ก ๆมากมายมาช่วยกันโค่นต้นไม้ ในที่สุดผลการแข่งขันชัยชนะของตกเป็นของชายหนุ่มให้ทุกคนได้ตกตะลึง รวมไปถึงพระราชาด้วย และแน่นอนว่าพระราชาผู้ไม่สัตย์ต่อคำพูดนั้นไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ จึงท้าชายหนุ่มประลองอีกครั้ง

การท้าประลองครั้งที่สองได้เกิด พระราชาท้าประลองแข่งม้ากับชายหนุ่ม โดยมีเงื่อนไขว่าต้องวิ่งข้ามแม่น้ำไปให้ได้ ราชามังกรจึงมอบม้าตัวเล็ก ๆผอม ๆ เหมือนสามารถพับเก็บได้ตลอดเวลา เมื่อถึงวันแข่งขันจริง ม้าของพระราชาวิ่งเร็วมาก แต่ก็สู้มากตัวเล็ก ๆของชายหนุ่มที่วิ่งเร็วราวกับลมกรด นำหน้าม้าของพระราชาไปไกลแสนไกลไม่เห็นฝุ่นเลยแม้แต่นิดเดียว ผลการแข่งขันคือชายหนุ่มชนะขาดลอย ทำให้พระราชาทรงกริ้วมาก แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้ ผิดคำสัตย์ของประลองอีกครั้ง

การท้าประลองครั้งที่สามก็ได้เกิด พระราชาท้าแข่งเรือกับชายหนุ่ม เช่นเดิมว่าเรือของพระราชานั้นยิ่งใหญ่ สวยงาม อลังการมาก ขณะที่เรือของชายหนุ่มนั้น เป็นเพียงเรือลำเล็ก ๆแต่มีความพิเศษก็คือเป็นสิ่งที่ราชามังกรนั้นมอบให้เหมือนเดิม และก็เหมือนเดิมอีกครั้งที่ เรือลำเล็กของชายหนุ่มนั้นแล่นเร็วมาก จนนำเรือพระราชาไปได้ไกลเช่นเคย คราวนี้โชคไม่เข้าข้างพระราชาผู้ไม่รักษาสัญญา มีคลื่นใหญ่ยักษ์พัดเรือของพระราชาจมหายไปกับเกลียวคลื่น

ชายหนุ่มนำสมบัติมากมายของพระราชาแจกจ่ายแก่คนยากจน และครองรักกับเจ้าหญิงหอยทากอย่างมีความสุข

 

 

นิทานเกาหลีเรื่อง เจ้าหญิงหอยทาก (ต่อ)

Written by jintana on August 18th, 2013. Posted in บทความ

 

เย็นวันนั้นเมื่อเขากลับมาจากนา เขาก็ยังคงพบกับข้าวตั้งโต๊ะไว้เหมือนเดิมแต่ก็ไม่พบกับนาง ได้แต่เพียงคิดว่าหากได้นางมาเป็นภรรยาคงจะวิเศษมาก วันรุ่งเช้าเขาทำทุกอย่างตามปกติ แต่ไม่ได้ออกไปทำงาน เขาแอบอยู่ข้างครัว และรอให้นางออกมา เมื่อหอยทากคลานออกมานางก็ยืดแขนยืดขาและจัดแจงเสื้อผ้าให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยกลายเป็นหญิงสาวผู้งดงาม เขาจึงคว้าแขนของนางเอาไว้แล้วถามว่า “เจ้าเป็นภรรยาของข้าได้ไหม?”  นางเขินอายหน้าแดง และพยักหน้ายิมยอมไม่ขัดขืน ทั้งคู่ครองรักกันอย่างมีความสุขเรื่อยมา

จนกระทั่งวันหนึ่งมีพระราชาทรงม้าผ่านมาเห็นทั้งคู่จึงตรัสขึ้นว่า “เหตุใดหญิงงามผู้นี้ จึงเป็นเมียของชาวนาสกปรกคนนี้ได้ ข้าจะเอานางมาเป็นชายา” และมีรับสั่งให้ชายหนุ่มเข้าเฝ้าและท้าประลองเพื่อแย่งชิงนาง โดนกติกาก็คือ การโค่นต้นไม้บนเขาให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด โดยพระราชาจะแบ่งสมบัติให้ครึ่งหนึ่งหากชายหนุ่มชนะ แต่ถ้าแพ้ต้องยกภรรยาของตนให้เป็นชายาของพระราชา

“อย่าได้กังวลไปเลย” เจ้าหญิงหอยทากพูดปลอบใจเมื่อชายหนุ่มเล่าเรื่องทุกอย่างให้ฟัง  “จงเอาแหวนวงนี้โยนลงไปในทะเล” นางพูดพร้อมกับยื่นแหวนและจดหมายให้ชายหนุ่มแล้วให้เดินทางไปหาพ่อของนาง ซึ่งเป็นราชามังกร จะช่วยให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดี ด้วยความไว้ใจเจ้าหญิงหอยทาก ชายหนุ่มจึงทำตามที่นางบอกทุกประการ   เมื่อเขาโยนแหวนลงทะเลทันใดนั้นทะเลก็แหวกออกกลายเป็นถนนเส้นยาวสุดลูกหูลูกตาไปยังใต้ทะเล เขาจึงเดินไปตามทางเพื่อพบกับราชามังกร  ทันทีที่ราชามังกรได้เห็นแหวน ท่านจึงให้น้ำเต้าแก่ชายหนุ่มกลับมา…

 

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

 

 

นิทานเกาหลี เรื่อง เจ้าหญิงหอยทาก

Written by jintana on August 16th, 2013. Posted in บทความ

มีชายคนหนึ่งอาศัยอยู่เพียงลำพัง ทุกเช้าเขาตื่นขึ้นเพื่อไถนาปลูกข้าวอย่างนี้เป็นประจำ เขาบ่นกับตัวเองว่า เขาจะทำไปทำไมหนอ ในเมื่อก็ปลูกคนเดียวกินคนเดียวไม่ได้มีใครมากินด้วย

กระทั่งวันหนึ่งขณะที่เขากำลังปลูกข้าวอยู่นั่นเอง เขาเฝ้าพร่ำบ่นเพียงคนเดียวในประโยคเดิม ๆว่า “เราจะปลูกไปทำไมหนอ ปลูกคนเดียวกินคนเดียว ไม่มีใครมากินด้วย”  “กินกับฉันไงล่ะ” มีเสียงหญิงสาวสวนกลับประโยคคำถามที่เขาบ่นอยู่ทุกวัน เขาเอะใจว่าเสียงใครแต่ก็ไม่ได้คิดอะไร คิดเพียงว่า หูตนเองคงเพี้ยนไป

เวลาล่วงเลยมามาถึงค่ำของวันเดียวกัน ขณะที่เขาปลูกข้าวอยู่นั้น เขาก็เฝ้าบ่นประโยคเดิม ๆว่า “เราจะปลูกไปทำไมหนอ ปลูกคนเดียวกินคนเดียว ไม่มีใครมากินด้วย”  “ฉันจะกินกับท่าน” น้ำเสียงของหญิงสาวไร้ตัวตนผู้นั้นดังขึ้นอีก เขาลองมองไปรอบ ๆตัวก็พบเพียงแต่ความว่างเปล่า

“นั่นใครน่ะ” ชายคนนั้นตะโกนพร้อมกับมองไปรอบ ๆเขาก็ไม่เห็นมีใคร จนคิดว่าเขาหูเพี้ยนไปจริง ๆ

“ข้าขออยู่ด้วยได้ไหม” เสียงหญิงสาวดังขึ้นอีก แต่คราวนี้เขาสังเกตว่ามีเจ้าหอยทากตัวหนึ่งคลานอยู่ตรงเท้าของเขา หอยทากตัวนี้มีเปลือกที่สวยงามสะดุดตามาก ชายหนุ่มจึงเก็บเจ้าหอยทากตัวนี้ใส่กระเป๋าเสื้อกลับบ้าน เมื่อถึงบ้านชายหนุ่มคนนี้จัดแจงเปลี่ยนอาบน้ำเสื้อผ้า เจ้าหอยทากจึงค่อย ๆคลานออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ชายหนุ่มจึงหยิบขึ้นมาชื่นชมเพราะความสวยงามของเจ้าหอยทาก แล้วนำไปหย่อนไว้ในโอ่งน้ำ

เช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อเขาตื่นมา ก็ต้องประหลาดใจกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเพราะเต็มไปด้วยอาหารเช้าพร้อมสรรพ เขาสงสัยว่าใครมาทำอาหารให้ก็ได้แต่นึกในใจว่าหากเขามีภรรยาสักคนก็คงจะดีไม่น้อยทีเดียว  แล้วกินอาหารตรงหน้าอย่างมีความสุข และบอกกับตัวเองว่าจะต้องรู้ให้ได้ว่าใครทำอาหารไว้ให้ เช้าวันต่อมาเขาจึงทำท่าทีเอาเครื่องไม้เครื่องมือออกจากบ้านไปทำงานเหมือนเดิม แต่เขาไปแค่ครึ่งทางก็เอาเครื่องมือวางซ่อนไว้แล้วเดินย้อนกลับมาที่บ้านเพื่อจะดูว่าเรื่องเป็นอย่างไรกันแน่ แล้วสิ่งที่น่าอัศจรรย์ก็เกิดขึ้น เขาเห็นหญิงสาวงดงามนางหนึ่งกำลังจัดแจงทำกับข้าว ทำความสะอาดบ้าน ซ่อมแซมเสื้อผ้าของเขา และเมื่อทำเสร็จนางก็ค่อยกลับไปอยู่ในโอ่งน้ำเหมือนเดิม เขาจึงนึกในใจอีกว่า หากมีภรรยาสักคนก็คงจะดีไม่น้อย เขาจึงหาวิธีที่จะพบกับนางให้ได้…

 

(โปรดติดตามตอนต่อไป)