Author Archive

ดินแดนแห่งความฝัน

Written by blogger on June 11th, 2013. Posted in บทความ

ประเทศฝรั่งเศส เป็นอีกประเทศหนึ่ง ที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับไทยเรามาอย่างยาวนาน และ ประเทศฝรั่งเศสเองก็มีความน่าสนใจในหลาย ๆ ด้าน ทั้งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม มีศิลปินหรือจิตรกร ดัง ๆ มากมาย เป็นแหล่งความล้ำสมัยในเรื่องของแฟชั่น ที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี นอกจากนี้ประเทศฝรั่งเศสก็ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนในอีกด้วย

ชาวฝรั่งเศสนั้นสืบเชื้อสายมาจากพวกโกลในศตวรรษที่ 1จากนั้นตกมาอยู่ใต้การปกครองของพวกแฟรงก์ (ชื่อประเทศ Franceมาจากคำว่าแฟรงก์เช่นกัน) ปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ที่มีบันทึกว่าเริ่มในศตวรรษที่ 5เมื่อพระเจ้าชาร์เลอมาญตั้งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ใน ค.ศ. 843 ก็มีอาณาเขตครอบคลุมทั้งฝรั่งเศสและเยอรมนี ราชสำนักฝรั่งเศสขึ้นสู่จุดสูงสุดในรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งในยุคนี้ฝรั่งเศสได้เป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในยุโรป และมีอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ ศิลปะ และวัฒนธรรมต่อยุโรปเป็นอย่างมากฝรั่งเศสปกครองด้วยระบอบกษัตริย์จนถึงการปฏิวัติฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1792 จึงเปลี่ยนมาใช้ระบอบสาธารณรัฐ หลังจากนั้นนโปเลียน โบนาปาร์ตได้ตั้งตัวเองเป็นจักรพรรดิและรุกรานประเทศอื่น ๆ ในทวีปยุโรป เมื่อ นโปเลียนพ่ายแพ้ ฝรั่งเศสจึงกลับมาใช้ระบบสาธารณรัฐอีกครั้ง เรียกว่ายุคสาธารณรัฐที่สองแต่ก็อยู่ได้ไม่นานเพราะหลุยส์ นโปเลียน หลานลุงของนโปเลียนได้ยึดประเทศและตั้งจักรวรรดิที่สองอีกครั้ง และ ตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 ถึง ทศวรรษที่ 60 ซึ่งเป็นยุคล่าอาณานิคม จักรวรรดิฝรั่งเศสมีพื้นที่ใหญ่มาก โดยช่วงที่ใหญ่ที่สุดคือช่วงยุคทศวรรษที่ 20 ถึง 30 ซึ่งมีกว่า 12,898,000 ตารางกิโลเมตร และเป็นจักรวรรดิอันดับสองของโลก รองมาจากจักรวรรดิอังกฤษ ฝรั่งเศสได้รับความบอบช้ำอย่างหนักจากสงครามโลกทั้งสองครั้ง ปัจจุบันใช้การปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบที่มีทั้งประธานาธิบดี และนายกรัฐมนตรี (เรียกยุคสาธารณรัฐที่ห้า) ทศวรรษที่ผ่านมาฝรั่งเศสและเยอรมนีเป็นผู้นำของการรวมตัวตั้งประชาคมยุโรป ซึ่งพัฒนามาเป็นสหภาพยุโรปในปัจจุบัน

จากประวัติศาสตร์คร่าว ๆ ที่ชี้ให้เห็นถึงที่มาของประเทศฝรั่งเศส ซึ่งในแต่ละยุดนั้นมีรายละเอียดต่างๆ และมีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย มีช่วงที่รุ่งเรือง มีช่วงที่ตกต่ำ แต่ทั้งหมดก็เป็นรากฐานที่ทำให้เกิดสิ่งต่าง ๆ มากมายและบางสิ่งก็ยังดำรงคงอยู่จนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นความงดงามของพระราชวังแวร์ซายน์  หรือ พิพิธภัฑ์ลูฟ แหล่งเก็บโบราณวัตถุที่มีคุณค่ามากมายจากหลายๆแห่งรวมถึง ผลงานภาพเขียนอันลือชื่อของจิตรกรชาวฝรั่งเศสในยุคต่าง ๆ  นอกจากนี้ ในยุคปัจจุบัน ประเทศฝรั่งเศสได้กลายเป็นจุดศูนย์กลางของวงการแฟชั่น และ ความงาม มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย มีความน่าคนหาทั้งชีวิตความเป็นอยู่ วัฒนธรรม และ ภาษา เป็นเมืองที่หลายๆ คนใฝ่ฝันอยากไปสักครั้งในชีวิต

นอกจากเรื่องของแฟชั่นที่ทำให้ประเทศฝรั่งเศสเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกแล้ว ภาษาของประเทศฝรั่งเศสก็มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อยเช่นกัน เนื่องด้วยเป็นภาษาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีสำเนียงที่ไพเราะ  ทำให้ในหลาย ๆ ประเทศได้มีการเรียนการสอนภาษาฝรั่งเศสในหลักสูตรภาคบังคับและมีทั้งวิฃาหลักและวิชาเลือก จากที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นแค่เพียงเกร็ดเล็กน้อยเกี่ยวกับประเทศฝรั่งเศสเท่านั้น หากคุณได้มีโอกาสเดินทางไปสักครั้งคุณจะพบว่าที่กล่าวว่า “ดินแดนแห่งความฝัน” นั้นไม่เกินความจริงเลย

ภาษาพาเพลินเจริญสัมพันธไมตรี

Written by blogger on June 10th, 2013. Posted in บทความ

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในยุคปัจจุบัน ภาษาเป็นเรื่องของความละเอียดอ่อน และ เป็นเรื่องที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการดำรงชีวิตในปัจจุบัน เช่น การติดต่อทั่ว ๆ ไป การศึกษา การค้าขาย หรือ การติดต่อระดับรัฐบาล ดังนั้น ภาษาจึงเป็นเรื่องที่สำคัญในยุคนี้ หากเราได้มีโอกาสเดินทางไปยังต่างประเทศ แน่นอนว่าเราย่อมต้องสงสัยและมีความอยากรู้ว่า ประเทศที่เราไปนั้นเขาใช้ภาษาอะไร พูด เขียน อย่างไร หลาย ๆ คน อาจศึกษาข้อมูลคร่าว ๆ ก่อนการเดินทาง หรือ มีหนังสือคู่มือเกี่ยวกับการเดินทางไปยังประเทศนั้น ๆ ติดมือไปด้วย บางคนอาจใช้เทคโนโลยีประเภทเครื่องแปลภาษาติดตัวไปเพื่อช่วยในการเดินทาง เป็นต้น

และในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าในภูมิภาคของเรากำลังจะรวมกันเป็นหนึ่งเดียวในนามของ “อาเซียน” และ ยังรวมเอาอีก 3 ประเทศที่เป็นมิตรที่ดีกับเรามารวมด้วย จึงทำให้ความหลากหลายของภาษามีมากยิ่งขึ้น เพราะทุกประเทศมีภาษาเป็นของตนเอง ทั้งการพูด การเขียน แม้ว่าในบางประเทศอาจมีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการติดต่อก็ตาม อย่างไรก็ดี ภาษาของแต่ละประเทศนั้น มีความสำคัญเพราะหากเราสามารถสื่อสารภาษาของแต่ละประเทศที่เราไปเที่ยวหรือติดต่ออื่น ๆ ก็สามารถสร้างความประทับใจ หรือ เราเองที่เข้าใจความหมายในสิ่งที่ผู้คนประเทศนั้นต้องการสื่อสารกับเรา

อันทีจริงก็ไม่ใช่เรื่องยากที่เราจะทำการศึกษาในภาษาของประเทศต่าง ๆ ที่อยู่รอบ ๆ ประเทศเรา อาจเริ่มจากคำง่าย ๆ เช่น คำทักทาย อย่างบ้านเราใช้คำว่า “สวัสดี” ประเทศลาว ใช้คำว่า “ซำบายดี” พม่าใช้คำว่า “มิงกะลาบา” และเวียดนามใช้คำว่า “ซิน จ่าว”
ด้วยคำทักทายง่าย ๆ ในภาษาของแต่ละประเทศที่เราได้ไปเที่ยวหรือติดต่อค้าขายกัน ก็สามารถทำให้ผู้ที่เราไปติดต่อนั้นมีความรู้สึกประทับใจ ชื่นชม และ แสดงให้เห็นถึงความจริงใจของเราในการที่เราต้องการเป็นมิตรกับเขาด้วย

กล่าวได้ว่าภาษาเป็นเครื่องมือที่เราสามารถใช้ติดต่อสื่อสารกับผู้คนได้ทั่วโลก เป็นเครื่องมือที่เราต้องแสวงหาจากตำราต่างๆ หรือ ไปเรียนรู้จากเจ้าของภาษา เป็นเครื่องมือที่สามารถพัฒนาได้จากตัวเราเอง และ ยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราประสบความสำเร็จในการที่เราต้องติดต่อกับต่างประเทศอีกด้วย เพราะ ภาษาดีถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่ง นอกจากนั้น ภาษาเอง ยังบ่งบอกถึงรากเหง้าของวัฒนธรรมในแต่ประเทศ ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร มีความสวยงามในเรื่องตัวอักษร มีความไพเราะของเสียงตัวอักษร มีความมหัศจรรย์ที่สามารถทำให้ผู้คนทั่วโลกติดต่อกันได้ด้วยภาษาเสมือนเป็นพี่น้องกัน

Unseen ที่เวียดนาม

Written by blogger on June 3rd, 2013. Posted in บทความ

        เวียดนาม เป็นอีกหนึ่งประเทศที่เป็นเพื่อนบ้านกับไทยเรา มีการติดต่อค้าขายกันในหลายระดับ มีการพัฒนาที่ไล่ตามกันมา หรือ อาจแซงหน้าเราไปแล้วในบางเรื่อง แม้ว่า เวียดนามจะเป็นประเทศเล็ก ๆ แต่มีความน่าสนใจให้เราได้ศึกษาหรือ อยากไปท่องเที่ยวดูสักครั้ง เราอาจเคยเห็นประเทศเวียดนามจากสื่อต่าง ๆ เช่น สารคดีท่องเที่ยว ภาพยนตร์ที่ไปถ่ายทำที่นั้น หรือ แม้แต่มิวสิควีดีโอบางเพลงก็มีไปใช้สถานที่ท่องเที่ยวที่เวียดนามถ่ายทำกันก็มี ซึ่ง หลาย ๆ แห่งที่เราเห็นจากสื่อต่าง ๆ มักเป็นสถานที่ที่เราคุ้นชื่อกันอยู่แล้วเช่น อ่าวฮาลองเบย์ หรือ สุสานโฮจิมินท์ หรือ เมืองหลวงอย่างเมือง ฮานอย หลาย ๆ ทัวร์ต่างนิยมไป ส่วนแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ ที่เราอาจไม่คุ้นตา หรือ ไม่เคยได้ยินชื่อเลย และ หลาย ๆ คนอาจไม่ทราบเลยว่าจะมีอยู่ในเวียดนามด้วย เช่น ทะเลทราย มุยเน่ หรือ ที่รู้จักของนักท่องเที่ยวในนามทะเลทราย 2 สี ซึ่งมีความสวยงามไม่แพ้ทะทรายที่อียิปต์ สามารถไปเที่ยวชมได้ง่ายเดินทางสะดวก

การเดินทางไปทะเลทรายมุ่ยเน่นั้น เราสามารถเดินทางโดยเครื่องบินจากไทยไปลงสนามบิน Tan Son Nhat International Airport ที่เมืองโฮจิมินห์ จากนั้นเดินทางลงใต้ของเมืองประมาณ 120 กม. จะถึงเมืองวุงเตา แล้วลุยต่อด้วยเส้นทางเรียบชายฝั่งอีกกว่า 180 กม. ก็จะถึงที่หมาย ซึ่ง ที่ทะเลทรายมุ่ยเน่นั้น เริ่มมีนักท่องเที่ยวไปกันมาก เพราะความสวยงามตามธรรมชาติของทะเลทราย และ การเดินทางที่ไม่ยุ่งยากวุ่นวายนัก ทำให้ที่นี่มีนักท่องเที่ยวไปเยี่ยมชม อีกทั้งยังมีกิจกรรมให้ได้สนุกสนานกันอีกด้วย เช่นการเล่นสไลด์เดอร์บนทราย และที่สำคัญ อากาศไม่ร้อนเหมือนทะเลทรายที่ประเทศอื่น ๆ นอกจากนี้แล้ว ความน่าสนใจของที่นี่คือ ทะเลทราย 2 สี ผืนแรกมีสีแดง เรียกว่า “ทะเลทรายแดง” (Red Sand-Dunes) และอีกผืนเรียกว่า “ทะเลทรายขาว” (White Sand-Dunes) แต่เดิมนั้น “ทะเลทรายมุยเน่” เป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ที่ไม่อะไรเลยนอกจากควาแห้งแล้ง จนเมื่อ 10 ปีก่อนได้มีการค้นพบทะเลทรายแดง จึงทำให้หมู่บ้านนี้เริ่มเป็นที่รู้จักของคนเวียดนามและทั่วโลกมากขึ้น รัฐบาลเวียดนามได้สร้างถนนขึ้นเกยกับทะเลทราย เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศให้มีมากขึ้น และ 5 ปีหลังจากนั้นก็พบทะเลทรายขาว ทำให้ “ทะเลทรายมุยเน่” เป็นอีกสถานที่เที่ยวของเวียดนามที่น่าสนใจ และ วิวทิวทัศน์ที่สวยงามยามต้องแสงอาทิตย์ หรือ ตอนพระอาทิตย์ตกดินนั้น มีความสวยงามจนไม่อาจละสายตาได้เลยทีเดียว

 

เที่ยวตามอารยธรรมเขมร

Written by blogger on June 2nd, 2013. Posted in บทความ

        ประเทศกัมพูชาหรือที่เราเรียกติดปากว่า เขมร นั้น จะว่าไปก็เปรีบเสมือนพี่น้องกับชาวไทย เพราะชายแดนที่ติดกัน มีการไปมาหาสู่ค้าขายตั้งแต่ระดับชาวบ้านทั่วไปจนถึงระดับรัฐบาล ถึงแม้ในปัจจุบันเราจะมีปัญหาข้อพิพาทกันอยู่ในระดับรัฐบาล ก็ไม่สามารถทำให้ความสัมพันธ์ระดับชาวบ้านนั้นลดลง เพราะยังมีการค้าขายกันตามแนวชายแดนอย่างปรกติ และ การท่องเที่ยวตามแหล่งอารยธรรมก็ยังมีนักท่องเที่ยวชาวไทยไปเยี่ยมเยือนอยู่เสมอ หรือ แม้แต่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ที่นิยมและหลงใหลอารยธรรมยุคขอมโบราณต่างยังนิยมมาเที่ยวชมสถานที่ประวัติศาสตร์กันอย่างไม่ขาดสาย ซึ่งแหล่งท่องเที่ยวหลักของกัมพูชานั้นที่ติดมีชื่อติดอันดับโลกได้แก่ นครวัด นครธม ซึ่งทั้งสองแห่งนั้น มีความงดงามและมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง แม้แต่ แหล่งโบราณสถานหลายแห่งในประเทศไทยเรา ก็ยังได้รับ อารยธรรม ขอมโบราณมาหลายแห่งด้วยเช่นกัน

นครวัด เป็นศาสนสถานตั้งอยู่ในเมืองพระนคร จังหวัดเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา สร้างในรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 12 โดยเป็นศาสนสถานประจำพระนครของพระองค์ ตัวเทวสถานได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี จนเป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่สำคัญเพียงแห่งเดียวที่ยังเหลือรอดมาจนถึงปัจจุบันนับตั้งแต่ก่อสร้างแล้วเสร็จ เริ่มก่อสร้าง ในกลางพุทธศตวรรษที่ 17 ในรัชสมัยของ พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 เพื่อบูชาแด่พระวิษณุหรือ พระนารายณ์ ในปี พ.ศ. 1720 ชาวจามได้บุกรุกขอม ทำให้พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ต้องย้ายเมืองหลวงไปที่เมืองนครหลวง หรือ เสียมราฐ ในปัจจุบัน หลังจากนั้น พระองค์จึงสร้างเมืองนครธม และ ปราสาทบายน ห่างจากปราสาทนครวัดไปทางเหนือ เพื่อเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ของชาวขอม ซึ่งนครวัดนั้นถือได้ว่ามีความงดงาม มีศิลปะขอมโบราณหลายรูปแบบ หลายยุคสมัย มีการสร้างรูปปั้น รูปจำหลัก ในลักษณะต่าง ๆ ซึ่งมีความอ่อนช้อย งดงาม แสดงถึงความรุ่งเรืองของศิลปและศาสนาในยุคนั้น และ ความใหญ่โตของปราสาทนครวัดยังแสดงถึงความรุ่งเรืองของศาสนาฮินดูในเชมรอีกด้วย

นครธม เป็นอีกแห่งของแหล่งท่องเที่ยวทางอารยธรรมเขมร ซึ่งแต่เดิมนั้น นครธม เคยเป็นเมืองหลวงแห่งสุดท้ายและเมืองที่เข้มแข็งที่สุดของอาณาจักรขะแมร์ สถาปนาขึ้นในปลายคริสต์ศวรรษที่ 12 โดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ 9 ตารางกิโลเมตร อยู่ทางทิศเหนือของ นครวัด ภายในเมืองมีสิ่งก่อสร้างมากมายนับแต่สมัยแรกๆ และที่สร้างโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และรัชทายาท ใจกลางพระนครเป็นปราสาทหลักของพระเจ้าชัยวรมัน เรียกว่า ปราสาทบายน และมีพื้นที่สำคัญอื่นๆ รายล้อมพื้นที่ชัยภูมิถัดไปทางเหนือ มีจุดเด่นที่สุดคือทางเข้าด้านใต้ ที่มีลักษณะเป็นหน้า 4 หน้า ก่อนจะเข้าสู่บริเวณนี้ จะเป็นแถวของยักษ์ (อสูร) ทางด้านขวา และเทวดาทางด้านซ้าย เรียงรายแบกพญานาคอยู่สองข้างสะพาน เมื่อเข้าสู่ใจกลางนครธมจะพบสิ่งก่อสร้างต่างๆ บริเวณประตูด้านใต้นี้ได้รับการอนุรักษ์ฟื้นฟูไว้ได้ดีกว่าบริเวณอื่นๆ อีก 3 ด้าน ซึ่งมีความสวยงามและมีประวัติความเป็นมาที่แสดงถึงความรุ่งเรืองของนครธมในอดีต

        จากที่กล่าวมาเป็นเพียงแค่สถานที่หลัก ๆ ในการท่องเที่ยวกัมพูชาบางส่วน ซึ่งยังมีอีกหลายแห่งที่มีความน่าสนใจทางประวัติศาสตร์ เพราะ จากที่เราทราบกันมาเขมร หรือ ขอมโบราณ นั้น นับได้ได้ว่ามีความเกี่ยวข้องกับชาวไทยมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นการรับเอาวัฒนธรรมด้านศิลปะ ภาษา ศาสนา หรือ การดำรงชีวิต ของชาวไทยในยุคโบราณ ล้วนเกี่ยวข้องกัน จึงอาจกล่าวได้ว่า ขอมโบราณเป็นรากฐานของวัฒนธรรมด้านต่าง ๆ ของไทยในยุคสมัยหนึ่งเลยทีเดียว

 

เที่ยวสถานที่สำคัญในรัสเซีย

Written by blogger on June 1st, 2013. Posted in บทความ

        ประเทศรัสเซีย หรือ สหพันธรัฐรัสเซีย หลาย ๆ คน คงทราบดีว่า เป็นประเทศที่มีประวัติและความสัมพันธ์กับไทยเรามาอย่างยาวนาน เราอาจรู้จักประเทศนี้ผ่านตัวหนังสือจากหนังสือท่องเที่ยวต่าง ๆ หรือ จากโทรทัศน์ตามรายการท่องเที่ยว เท่าที่เราทราบกันดีว่า ประเทศรัสเซีย มีฉายาว่า “ประเทศหลังม่านเหล็ก” เพราะมีการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีการแบ่งแยกประเทศออกไปเป็นอีกหลายประเทศ เป็นประเทศทีมีสภาพอากาศหนาวเย็น แต่ ที่นี่ก็มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย จะเห็นได้จากบริษัททัวร์ต่าง ๆ นั้น มีโปรแกรมทัวร์ไปประเทศ รัสเซีย อยู่ เกือบทุกบริษัท แม้จะเป็น แค่ทริปสั้น ๆ เล็ก ๆ แต่ก็มีผู้ใช้บริการอยู่อย่างต่อเนื่อง สถานที่ต่าง ๆ ที่บริษัททัวร์นิยมไปกัน ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยว สำคัญมักจะเป็น สถานที่ที่มีความงดงามจากประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน เช่น

 
พระราชวังเครมลิน (Grand Kremlin Palace) ที่ตั้งอยู่ที่ กรุงมอสโก ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของกษัตริย์รัสเซีย ด้วยความสวยงามของสถาปัตยกรรมในแบบ บาโรก และ เป็นอดีตที่ยิ่งใหญ่จึงทำให้นักท่องเที่ยวไม่พลาดที่จะไปเยี่ยมชม พระราชวังเครมลิน ก่อสร้างระหว่าง ค.ศ. 1837 ถึง 1849 ภายในพระราชวัง แห่งนี้ประกอบด้วยปราสาท โบสถ์ วิหาร พิพิธภัณฑ์ คลังแสง อาวุธยุทธภัณฑ์ หอคอย ป้อมปราการ หอสูง ยอดแหลม และโดมมากมาย มีกำแพงสูง 65 ฟุตรอบพระราชวัง มีความยาวเกือบ 3 กิโลเมตร พระราชวังจักรพรรดิอยู่ตรงกลาง หอคอยอิวานเวลิกี้สูง 270 ฟุต เป็นที่แขวนระฆัง ของพระเจ้าโบริสดูนอฟ เมื่อขึ้นไปอยู่บนหอคอย จะสามารถมองเห็นทัศนียภาพ กรุงมอสโก ที่สวยงาม ได้อย่างชัดเจน บรรดาหอคอย หอสูง โดม ป้อมปราการเหล่านี้ เมื่อแสงพระอาทิตย์สาดมาต้อง จะเห็นเป็นสีทอง เปล่งปลั่ง สุกอร่าม งามตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก

 
จัตุรัสแดง (Red Square) เป็นอีกสถานที่หนึ่ง ที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด ซึ่งจัตุรัสแดง เป็นจัตุรัสกลางเมืองของของกรุงมอสโก สหพันธรัฐรัสเซีย จัตุรัสแดงมีขนาดกว้าง 70 เมตร ยาว 695 เมตร มีขนาดพื้นที่รวม 23,100 ตารางเมตร ถือได้ว่าเป็นจัตุรัสกลางกรุงมอสโกและทั้งประเทศรัสเซียเพราะถนนสายสำคัญทุกสายของกรุงมอสโกจะวิ่งตรงออกจากจัตุรัสแดงแห่งนี้ นอกจากนี้ จัตุรัสแดงยังเป็นสถานที่ตั้งของมหาวิหารเซนต์เบซิล และหลุมฝังศพของวลาดิมีร์ เลนิน อีกด้วย

 
 
 
มหาวิหารเซนต์บาซิล ( St.Basil Cathedral ) อีกสถานที่หนึ่งที่มีความงดงาม และ นักท่องเที่ยวนิยมไปเยี่ยมชมเป็นจำนวนมาก มหาวิหารเซนต์บาซิล เป็นอาสนวิหารของศาสนจักรออร์โธดอกซ์รัสเซีย ตั้งอยู่ที่จัตุรัสแดง กรุงมอสโกประเทศรัสเซีย มีความสวยงามและมีรูปทรงที่แตกต่างจากโบสถ์อื่น ๆ คือ มีโดม 8 โดมล้อมรอบโดมที่ 9 ที่ตั้งอยู่ตรงกลาง รูปทรงของอาคารจึงเป็นรูป 8 เหลี่ยม และ เป็นการผสมผสาน ระหว่างสถาปัตยกรรมแบบรัสเซียโบราณอันได้รับอิทธิพลมาจากไบแซนไทน์ที่เป็นโดมทรงหัวหอมกับ สถาปัตยกรรมที่เรียกกันว่ารัสเซียนกอธิก มีลักษณะหอคอยสูงรูปกระโจมเป็นอิทธิพลจากยุโรปตะวันตก ทำให้มีความงดงามแปลกตา และ น่าหลงใหลในมุมมองของผู้ที่ชื่นชอบศิลปะ

 
 
 
        จากที่กล่าวมา ทั้งสามแห่งนั้นถือได้ว่าเป็นแลนด์มาร์คของประเทศรัสเซียกันเลยทีเดียว นอกจากทั้งสามแห่งจะมีความงดงาม แล้ว ยังมีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจอีกด้วย หากเราได้มีโอกาสได้เดินทางไปท่องเที่ยวยังประเทศรัสเซียจึงไม่ควรพลาดที่จะไปเยี่ยมชมความงดงามของทั้งสามแห่ง ซึ่งปัจจุบันได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้ว

 

เที่ยวเทศกาลเบียร์ที่ประเทศเยอรมัน (Oktoberfest )

Written by blogger on May 13th, 2013. Posted in บทความ

Oktoberfest

เยอรมันได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ผลิตเบียร์และผู้คนนิยมดื่มเบียร์เป็นอันดับ 1 ของโลก ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกที่ประเทศนี้จะมี เทศกาลเบียร์ หรือ Oktoberfest ที่ชาวเยอรมันจะเรียกว่า Wiesn โดยจะจัดขึ้นเป็นเวลา 2 สัปดาห์ จะจัดขึ้นทุกปี ช่วงปลายเดือน ก.ย. – ต้นเดือน ต.ค. ของทุกปี (ปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 ก.ย. ถึง 6 ต.ค. 2013) ซึ่งจะมีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกหลั่งไหลกันมาเที่ยวเทศกาลนี้ในแต่ละปีถึงประมาณ 2 ล้านคน ณ สถานที่จัดงานที่  Theresienwiese (Field [or meadow] of Therese) ในเมือง มิวนิค  ภายในงานมีการจำหน่ายเบียร์หลากหลายยี่ห้อ มีการออกร้านต่าง ๆ ที่น่าสนใจ มี ดนตรี  การแสดง ต่าง ๆ มีของที่ระลึกจำหน่าย มีขบวนแห่ต่าง ๆ มากมาย สาเหตุที่เลือกจัดเทศกาลเบียร์ตอนช่วงฤดูนี้ เพราะว่า เป็นช่วงที่ผลผลิตทางการเกษตรของเยอรมันเริ่มเหมาะที่จะวางจำหน่าย มีผลผลิตต่าง ๆ มากมาย คล้ายกับเป็นการเฉลิมฉลอง หลังการเก็บเกี่ยวนั่นเอง

ความน่าสนใจของเทศกาลนี้ นอกจากมีเบียร์หลากหลายยี่ห้อแล้ว ความสนุกสนานในการสังสรรค์ก็เป็นส่วนหนึ่ง เพราะ จะมีขบวนแห่ประดับประดารถม้า ไปรอบ ๆ ตัวเมือง และ นอกจากจะมีเบียร์ที่ขายอยู่ตามปรกติทั่ว ๆ ไปแล้ว ยังมีเบียร์ที่มีความเข้มข้นเป็นพิเศษ หรือ จะเรียกว่าเป็นเบียร์โบราณมาจำหน่ายในงานด้วย

 

ภายในงาน จะมีเต็นท์สำหรับโรงเบียร์ต่าง ๆ มาออกร้าน โดยจะมีเต็นท์หลักประมาณ 13-15 เต็นท์ และ  เต็นท์เล็กอีกประมาณ 13 เต็นท์ แต่ โรงเบียร์ที่มาจำหน่ายในงานนี้ จะเน้นไปที่โรงเบียร์ที่อยู่บริเวณรอบ ๆ เมืองมิวนิค ที่จะสามารถจะจำหน่ายในเต็นท์ใหญ่ ๆ ได้ งานเทศกาลเบียร์จะเริ่มตั้งแต่ประมาณ 10.00 น.-22.30 น. สำหรับเบียร์ที่จำหน่ายในงานนั้นจะมีปริมาณแอกอฮอล์ประมาณ 6%-7% เสิรฟในลักษณะ เหยือกละ 1 ลิตร หรือ ½ ลิตร  ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 9-9.5 ยูโรต่อลิตร

 

ประวัติของเทศกาลเบียร์นี้เดิมที่เริ่มมีขึ้นเมื่อ จัดขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ค.ศ. 1810 เพื่อเป็นที่ระลึกในพิธีอภิเษกสมรสของ Crown Prince Ludwig (later King Ludwig I) กับ Princess Therese of Saxe-Hildburghausen (namesake of the Theresienwiese festival grounds) มีการจัดแข่งม้า (งานอภิเษกสมรสจัดขึ้นในวันที่ 12 ตุลาคม การแข่งม้าจัดขึ้นในวันที่ 17 ตุลาคม) ขบวนแห่จัดขึ้นครั้งแรก เมื่อปี 1887 โดยมีเจ้าเมืองมิวนิคสมัยนั้นมาร่วมขบวนอยู่ในรถม้าด้วย นอกจากนี้ก็มีเจ้าของโรงเบียร์และครอบครัวมาร่วมขบวนแห่นี้ด้วย และ มีการจัดอย่างต่อเนื่องและกลายมาเป็นเทศกาลที่นักท่องเที่ยวนิยมไปกันจนติดอันดับโลก