Author Archive

Infinitive และ Gerund

Written by akiautumn on September 11th, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

ในบทความก่อนนี้เราได้พูดถึงกริยาที่ตามด้วย infinitive และ gerund ครับ ซึ่งจะเห็นว่ามีเงื่อนไขการใช้ที่แตกต่างกัน และในบทความครั้งนี้เราจะมาดูคำที่สามารถตามได้ด้วย infinitive และ gerund ครับ

 

Verb with infinitive และ gerund สำหรับคำเหล่านี้สามารถใช้ได้ทั้ง 2 วิธี แต่จะทำให้ความหมายหรือใจความของประโยคนั้นแตกต่างกันนะครับ

try

to + v-infinitive

+ v-ing

พยายามทำอะไรอย่างหนึ่ง

พยายามลงมือทำอะไรใหม่ๆ

Susan tries to write an article for a magazine.

ซูซานพยายามที่จะเขียนบทความสำหรับนิตยสาร

Susan tries writing an article for a magazine.

ซูซานลองเขียนบทความสำหรับนิตยสาร

 

stop

to + v-infinitive

+ v-ing

หยุดการกระทำหนึ่งเพื่อที่จะทำอย่างอื่น

หยุดการกระทำนั้น

They stopped to work for a break.

พวกเขาหยุดทำงานเพื่อไปเบรก

They stopped working after hearing the alarm.

พวกเขาหยุดทำงานหลังจากได้ยินเสียงกริ่ง

forget

to + v-infinitive

+ v-ing

ลืมในสิ่งที่จะทำ

ลืมว่าทำสิ่งนั้นไปแล้ว

I forget to bring my textbook.

ฉันลืมไปว่าต้องเอาหนังสือเรียนมาด้วย

I forget bringing my textbook.

ฉันลืมไปว่าฉันเอาหนังสือเรียนมาด้วย

remember

to + v-infinitive

+ v-ing

จำได้ว่าจะทำอะไร

จำได้ว่าทำสิ่งนั้นไปแล้ว

I remember to bring my textbook.

ฉันจำได้ว่าต้องเอาหนังสือเรียนมาด้วย

I remember bringing my textbook.

ฉันจำได้ว่าฉันเอาหนังสือเรียนมาด้วย

 

นอกจากจะมีวิธีใช้ที่แตกต่างกันโดยเฉพาะในการใช้คำกริยาซ้อนกันในประโยคเดียวถึง 2 วิธีซึ่งจะใช้สลับกันไม่ได้ แต่ก็มีคำบางคำที่สามารถใช้ได้ทั้งสองวิธีเพียงแต่ความหมายและใจความของประโยคก็จะแตกต่างกันด้วยครับ อย่างไรก็ดีพยายามศึกษาและจดจำข้อแตกต่างไว้ก็ไม่เป็นปัญหาในการใช้แล้วครับ

 

 

Adjective Word Order

Written by akiautumn on September 9th, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

ถ้าพูดถึง adjective หรือ คำคุณศัพท์ ก็คิดว่าหลายๆ คนคงจะรู้จักกันเป็นอย่างดีว่าคำเหล่านี้มีหน้าที่ขยายคำนามโดยจะมีตำแหน่งเด่นชัด 2 ตำแหน่ง คือ หน้าคำนาม และ หลัง linking verb อาทิ

A cutegirl sits over there. และ She looks so cute.

แต่หารู้ไม่ว่าการใช้ adjective นั้นไม่ได้จำกัดจำนวนในการขยายคำนามนั้นๆ ดังนั้นจึงต้องมีการเรียงคำ Adjective ในภาษาอังกฤษเกิดขึ้นเพื่อระบุให้แน่ชัดว่าคำนามนั้นมีลักษณะรูปร่างแบบใด โดยขั้นตอนการเรียง adjective นั้นมีดังนี้

Article

Amount

Opinion

Size

Shape

Condition

Age

Color

Pattern

Origin

Material

Purpose

Noun

คำนำหน้านาม

จำนวน

ความคิดเห็น

ขนาด

รูปร่าง

เงื่อนไข/สภาพ

อายุ

สี

รูปแบบ

แหล่งกำเนิด

วัตถุดิบ

จุดประสงค์

คำนาม

A

lovely

big

round

clean

new

pink

heart-spotted

Japanese

fabric

backrest

cushion

 

 

 

จากตารางข้างต้นเมื่อนำมาแต่งประโยคจะได้ดังนี้

=> Kathy found a lovely big round clean new pink heart-spotted Japanese fabric backrest cushion when she tidied her bedroom yesterday.

=>เมื่อวานนี้ขณะที่เคธี่ทำความสะอาดห้องนอนเธอพบหมอนอิงผ้าทอทรงกลมอันใหญ่น่ารักสีชมพูลายหัวใจจากญี่ปุ่นที่ดูใหม่สะอาดสะอ้าน

จากที่เห็นอาจจะดูงงๆ ขึ้นมาบ้างแต่เพราะเมื่อนำมาแปลเป็นภาษาไทยแล้วไม่จำเป็นที่จะต้องแปลจากหลังมาหน้าเสมอไปตามที่รู้กันมา แต่ให้แปลตามความเหมาะสมของรูปแบบประโยคนะครับ

อย่างไรก็ดีเรื่องของ adjective นั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจยากและสับสนกันอยู่แล้ว ทั้งนี้ยังมีการเรียงลำดับกันอีกซึ่งก็อาจจะสร้างความสับสนเพิ่มได้ไม่น้อย แต่ถ้าหากหมั่นฝึกฝนเรียนรู้มันก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลยครับ

 

หนี้บุญคุณ

Written by akiautumn on August 14th, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

‘หนี้บุญคุณ’ คำๆ นี้มีให้เห็นบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นในงานเขียนหรือภาพยนตร์ ละคร ซึ่งหลายคนยังไม่รู้ว่าในภาษาอังกฤษนั้นใช้คำว่าอะไรครับ โดยส่วนมากแล้วจะใช้ขอบคุณเพื่อนหรือใครก็ตามที่ให้ความช่วยเหลือจนเรารอดพ้นจากความลำบากยุ่งยากโดยจะพูดหลังจากที่เค้าคนนั้นได้ให้ความช่วยเหลือเราแล้วหรือจะพูดขอบคุณตั้งแต่เค้ารับปากว่าจะช่วยเหลือก็ได้ สำหรับในภาษาอังกฤษนั้นที่เห็นบ่อยๆ จะใช้คำว่า ‘I owe you’ เช่น

Thanks for your help, Lilith. I owe you one.

-ลิลิธขอบคุณที่เธอคอยช่วยเหลือฉัน ฉันเป็นหนี้บุญคุณเธอซะแล้วล่ะ

ทั้งนี้นอกจาก ‘I owe you’ แล้วยังมีคำที่มีความหมายในทำนองเดียวกันอีก ได้แก่ be indebted to

และbe under an obligationครับ

แล้วถ้าหากเราต้องการจะตอบแทนการช่วยเหลือของเขาๆ เหล่านั้นเราจะพูดอย่างไร? ในการตอบแทนความช่วยเหลือนั้นในภาษาอังกฤษนั้นมักจะใช้คำว่า ‘in return’ ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการตอบแทนได้มากมาย อาทิ I will do something for you in return.

ถ้าหากเราต้องการจะทวงบุญคุณที่เราเคยให้หารช่วยเหลือเค้าเหล่านั้นแล้วในภาษาอังกฤษเองก็มีคำมากมายที่สามารถนำมาใช้ได้ตามแต่สถานการณ์ครับ ดังนี้

To remind someone of their obligation(s) to you เตือนใครคนหนึ่งว่าเค้าติดค้างอะไรเราอยู่
To ask for a favor in return ขอวานให้เค้าทำอะไรให้เราเพื่อตอบแทนเรา
To ask someone to pay you back ขอให้ใครคนหนึ่งจ่ายเราคืน
To remind someone that they owe you something เตือนใจใครคนหนึ่งว่าเค้าเป็นหนี้บุญคุณเรา

 

จะเห็นว่าในภาษาอังกฤษเองนั้นมีการใช้คำที่หลากหลายตามแต่สถานการณ์ดังนั้นผู้อ่านทุกท่านควรศึกษาเพิ่มพูนให้มากเพื่อสามารถนำไปใช้ได้ตรงตามจุดประสงค์ครับ

Reference: Lonngdo. Dict, ajarnadam.com, pantown.com

ฉันพฤษภาคม!?

Written by akiautumn on August 12th, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

บทความครั้งนี้เราจะมาพูดถึงศัพท์คำหนึ่งที่ผู้อ่านหลายๆ คนรู้จักและเห็นหน้าค่าตากันเป็นอย่างดีครับ นั้นก็คือ ‘may’ สำหรับคำนี้นั้นจะทำหน้าที่ 2 รูปแบบคือเป็นได้ทั้ง คำนาม (noun) และ กริยาช่วย (auxiliary verb) ซึ่งความหมายของแต่ละหน้าที่นั้นก็ต่างกันครับ

 

เริ่มจากทำหน้าที่เป็นคำนาม ‘may’ นั้นจะหมายถึงเดือนพฤษภาคมครับ ใช่แล้วครับเดือนที่ 5 ของปีที่รู้จักกันครับ

My birthday is in May.

-วันเกิดของฉันอยู่ในเดือนพฤษภาคม

My interview is scheduled on May 25.

-วันสัมภาษณ์ของฉันถูกกำหนดไว้ในวันที่ 25 พฤษภาคม

จากตัวอย่างข้างต้นทั้ง 2 ประโยคจะเห็นว่า ‘may’ เมื่อทำหน้าที่เป็นคำนามที่หมายถึงเดือนพฤษภาคมนั้นจะต้องขึ้นต้นด้วยตัวใหญ่เสมอนะครับ อาทิ I will take a trip to Japan in May.

และเราจะใช้ ‘in’ กับเดือนทั้ง 12 เสมอนะครับ อาทิ I was born in May แต่อย่างไรก็ดีเราก็สามารถใช้ ‘on’ ได้ด้วยเช่นเช่นกันถ้าหากมีวันที่ระบุมาด้วยครับ อาทิ I will go on a trip on May 15.

นอกจากจะหมายถึง เดือนพฤษภาคม แล้ว ‘may’ เมื่อทำหน้าที่เป็นกริยาช่วย จะมีความหมายว่า ‘อาจจะ’  หรือ ‘บางที’  นอกจากนั้น เรายังใช้ ‘may’ในการขออนุญาตที่จะทำอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ ใช้ ‘may’เพื่อคาดคะเนว่าจะต้องเกิดสิ่งนั้นสิ่งนี้ และยังใช้  ‘may’เพื่อแสดงความสงสัยหรือไม่แน่ใจของผู้พูดต่อสิ่งนั้นหรือสิ่งนี้

You may be right but I am against your opinion.

-คุณอาจจะถูกแต่ยังไงฉันก็ยังไม่เห็นด้วยกับความคิดของคุณ

You may invite whomever you like.

-คุณอาจจะเชิญใครก็ได้ที่คุณชื่นชอบ

You may have read this book already.

-คุณอาจจะอ่านหนังสือเล่มนี้ไปแล้ว

ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ว่าจะใช้ในกรณีไหน ‘may’ต้องตามด้วย v.1เท่านั้น หมายความว่าเป็น กริยาช่องที่ 1 ยังไม่ผันและไม่มี toที่รู้จักกันในนาม infinitive without to form ครับ

Positive

Negative

Question

Claudia maycome late

คลอเดียอาจจะมาสาย

?

?

 

และ เมื่อจะทำเป็นปฏิเสธ เพียงแต่เติม not ข้างหลัง ‘may’ก็เป็นปฏิเสธแล้วครับ

Positive

Negative

Question

Claudia maycome late

คลอเดียอาจจะมาสาย

Claudia may not come late.

คลอเดียอาจจะไม่มาสาย

?

 

และเมื่อทำเป็นประโยคคำถาม ก็เพียงเอา ‘may’ไว้หน้าประธานครับ

Positive

Negative

Question

Claudia maycome late

คลอเดียอาจจะมาสาย

Claudia may not come late.

คลอเดียอาจจะไม่มาสาย

May Claudia come late?

คลอเดียอาจจะมาสายใช่ไหม?

 

 

 

The Cream of The Crop

Written by akiautumn on August 10th, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

บทความครั้งนี้เราจะมาทำความรู้จักกับสำนวนที่ว่า ‘the cream of the crop’กันครับ เรามาดูความหมายของคำศัพท์ทีล่ะตัวกันดีกว่าครับ เริ่มจากคำว่า ‘cream’ มีความหมายตามที่ที่เราเรียกทับศัพท์กันว่า ‘ครีม’ นั้นเองครับ และ ‘crop’ ที่มีความหมายว่า ‘กลุ่ม’ครับ ดังนั้นเทื่อนำมารวมกันแล้ว ‘the cream of the crop’ จึงมีความหมายว่า ‘ครีมของกลุ่ม’ นั้นเองครับ แต่เอ๊ะ!? แล้วมันคืออะไรกันครับ ครีมของกลุ่ม !!! แท้จริงแล้วความหมายของสำนวนที่ว่า ‘the cream of the crop’ หมายถึง หัวกะทิซึ่งมีความหมายความในภาษาไทยว่า สิ่งที่ดีที่สุด หรือ คนที่เก่งที่สุด นั้นเองครับ เช่น

John is the cream of the crop.

-จอห์นนั้นมีมันสมองระดับหัวกะทิเลยทีเดียว

This university only accepts the cream of the crop; only the best students will do.

-มหาวิทยาลัยนี้รับเฉพาะระดับหัวกะทินั้นก็คือมีแต่เด็กที่ยอดเยี่ยมเท่านั้นที่ได้รับการยอมรับ

นอกจากนี้ยังมีคำที่มีความหมายว่าฉลาดหรือเก่งอื่นๆ อีกครับ อาทิ clever, intelligent, ingenious, bright, sagacious, smart และ shrewdครับ อีกทั้งถ้าจะให้ฉลาดแบบ หัวกะทิ ก็ยังมีคำอื่นๆ อีก อาทิ mega clever, super intelligent, brainy, canny, keen และ อื่นๆ อีกมาก

จะเห็นว่าในภาษาอังกฤษนั้นมีคำที่ใช้บอกถึงความฉลาดอยู่มากมายหลายคำรวมถึงสำนวนอีกด้วยดังนั้นผู้อ่านทุกท่านหมั่นเรียนรู้ศึกษาเพิ่มพูนคำเหล่านี้มาใช้ให้เกิดความหลากหลายนะครับ

If I Had My Druthers…

Written by akiautumn on August 8th, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

บทความครั้งนี้มารู้จักคำว่า ‘druthers’ กันครับ คำนี้ผู้อ่านหลายๆ ท่านคงจะไม่เคยเห็นเป็นแน่แท้ครับ แล้วมันคืออะไรกันล่ะ? แท้จริงแล้วคำว่า ‘druthers’ นั้นมีความหมายว่า ทางเลือกหรือสิ่งที่อยากได้ ซึ่งเดิมทีคำๆ นี้มีที่มาจากคำว่า ‘d ratherหรือ ที่รู้จักกันดี would rather นั้นเองครับ แต่พอมีการใช้บ่อยขึ้น พูดบ่อยขึ้น ก็ต้องมีการลดรูปกันบ้างนิดๆ หน่อยๆ จะได้ไม่ต้องพูดบ่อยๆ ดังนั้นคำว่า‘d rather เลยจึงค่อยๆ แผลงเป็น ‘dratherและในท้ายที่สุดก็เป็น druthers นั้นเองครับอาทิ

If I had my druthers, I would rather find much better explanation.

นี่ถ้าฉันมีทางเลือกเสียหน่อย ฉันก็คงจะหาคำอธิบายที่ดีกว่านี้มากๆ ได้

ซึ่งความอยากสารพัดสารพันที่เกิดขึ้นนั้นในภาษาอังกฤษเราใช้ประโยคที่มีคำว่า ‘d rather do something than do something ใช้พูดใช้เขียนกันโดยย่อมาจากรูปเต็มๆ ว่าwould rather do something than do something ซึ่งเหมือนกับการพูดว่า prefer something to something แต่แตกต่างกันที่การใช้งานเล็กน้อย

I’d rather be beautiful than be smart.

I prefer being beautiful to being smart.

ฉันอยากสวยมากกว่าฉลาด

 

ทั้ง 2 ประโยคนั้นมีความหมายเดียวกันแต่ต่างกันที่การใช้นะครับ จะเห็นว่า ความต่างของ 2 ประโยคนี้อยู่ที่ would rather … than … จะตามด้วยกริยา (verb) ในรูปที่ไม่มีการผันใดๆ ทั้งสิ้น (infinitive form)แต่ทางด้านของprefer … to … นั้นจะตามด้วย คำนาม หรือ กริยาที่เติม -ing (Gerund) เพื่อทำหน้าที่เหมือนคำนามนั่นเองครับ

ทั้งนี้หากต้องการจะบอกว่าไม่มีทางเลือกหรือมันเลี่ยงไม่ได้เราสามารถใช้ว่า ‘If I had my druthers’ หรือ ‘No druthers’ ก็ได้ครับ แต่โดยส่วนมากแล้วในภาษาอังกฤษเองจะนิยมใช้คำว่า ‘No choice’ เสียมากกว่า

*ทั้งนี้คำว่า druthers นั้นจะต้องมี ‘s’เสมอนะครับ

Reference: ครูพี่แนน

Doubt??? (3)

Written by akiautumn on July 7th, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

เราได้รู้จักกับคำว่า ‘doubt’ มาสองบทความแล้วครับและในครั้งนี้เราก็ยังคงอยู่กับคำนี้เช่นเดิมครับแต่ก่อนหน้านั้นยังจำกันได้ใช่ไหมครับว่า ‘doubt’ นั้นมีความหมายว่าอย่างไร ถ้าจำไม่ได้ไม่เป็นไรครับเราไปกันดูกัน

Doubt (เดาท) คำนี้นั้นเป็นได้ทั้งนามและกริยา มีความหมายว่า ฉงน สงสัย คลางแคลงใจ หรือ เคลือบแคลงใจ อาทิ

I doubt your good sense.

-ฉันคลางแคลงใจกับการรับรู้อันดีเยี่ยมของคุณจริงๆ

 

ในครั้งนี้เราจะรู้จักกับวลีที่ว่า ‘ต้องสำเร็จอย่างแน่นอน’ทางเจ้าของภาษาได้มีการนำ ‘doubt’ เข้ามาใช้โดยจะมีความว่า ‘Never doubt of success’ซึ่งถ้าจะแปลตรงๆ จะได้ความว่า ‘ไม่ต้องสงสัยเรื่องความสำเร็จ’หรือก็คือ สำเร็จอย่างแน่นอน นั้นเอง อย่างไรก็ดีเราสามารถใช้ doubt เป็นคำนามก็ได้ จะได้ความว่า ‘Never have doubt of success’

 

คนทั่วไปมักจะใช้ประโยคว่า  It is no doubt that…ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดนะครับโดยแท้จริงแล้วถ้าจะบอกว่า ‘ไม่มีข้อสงสัยในเรื่องอะไร’ เจ้าของภาษาจะใช้คำว่า ‘There is no doubt that…’ ครับ อาทิ

There is no doubt that Martha’s cooking talent is incredible.

-ไม่มีเรื่องสงสัยเลยว่าพรสวรรค์ในการทำอาหารของมาทานั้นน่าเหลื่อเชื่อ

 

และยังมีอยู่อีกหนึ่งประโยคที่อยากจะฝากไว้‘Doubt grows with knowledge’มีความหมายว่า ‘ความสงสัยโตมาด้วยความรู้’ หรือถ้าให้เข้าในสำนวนไทยก็คือ‘ยิ่งรู้มากก็ยิ่งสงสัยมาก’ นั้นเองครับ

 

อย่างไรก็อย่าลืมที่จะหมั่นทบทวนเรื่องราวต่างๆ นะครับ ภาษาเคลื่อนไปข้างหน้าตลอดเวลาเราเองก็ต้องเคลื่อนตามให้ทันนะครับไม่งั้นอาจจะตกกระแสได้นะเออ

Reference: เปิดฟ้าภาษาโลก

Doubt??? (2)

Written by akiautumn on July 5th, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

สวัสดีครับสำหรับบทความนี้เราก็ยังอยู่ในเรื่องของ ‘doubt’ ครับ ซึ่งในครั้งนี้เราจะมาทำความรู้จักกับคำนี้ในรูปแบบอื่นๆ กันครับ แต่ก่อนหน้านั้นยังคงจำกันได้ใช่ไหมครับว่า ‘doubt’ มีความหมายว่าอย่างไร

 

Doubt (เดาท) คำนี้นั้นเป็นได้ทั้งนามและกริยา มีความหมายว่า ฉงน สงสัย คลางแคลงใจ หรือ เคลือบแคลงใจ อาทิ

I doubt your good sense.

-ฉันคลางแคลงใจกับการรับรู้อันดีเยี่ยมของคุณจริงๆ

 

อย่างไรก็ดีเมื่อต้องการร้องขอให้ใครเล่าหรือบอกเรื่องราวที่เราไม่รู้ไม่เข้าใจให้ฟังเพื่อให้เราพ้นจากความสงสัยจะใช้วลีที่ว่า ‘put (object) out of doubt’ ครับ เช่นในเวลาที่มีการตั้งกลุ่มสนทนากันเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้วเราเพิ่งมาถึงและรู้สึกสงสัยว่ากำลังคุยอะไรกันอยู่ เราสามารถเข้าไปพูดคุยพร้อมพูดว่า “Somebody, please, puts me out of doubt” (ใครก็ได้ช่วยบอกฉันให้หายสงสัยทีว่ากำลังคุยอะไรกันอยู่)

 

‘clear up all doubts’ เป็นอีกวลีหนึ่งครับ มีความหมายว่า ปัดเป่าข้อสงสัยทั้งหมด หรือ ขจัดข้อสงสัยทั้งหมด ให้ทุกเรื่องที่เราสงสัยนั้นกระจ่างออกมา อาทิ

I went to the bank yesterday and got confused how to fill the deposit slip then the bank clerk helped me clear up all my doubts.

-ฉันไปทำธุรกรรมที่ธนาคารเมื่อวานนี้และรู้สึกสับในการกรอกใบฝากเงินอยู่บ้าง ไม่นานนักเสมียนของธนาคารก็เข้ามาให้ความช่วยเหลือฉันในการขจัดข้อสงสัยทั้งหมดในหัวของฉัน

 

แล้วถ้ายังสงสัยอยู่ล่ะ? เราจะใช้คำไหนดี? ในกรณีที่เรายังคงสงสัยอยู่นั้นจะใช้วลีที่ว่า ‘be in doubt’ อาทิ

I went to the bank yesterday and got confused how to fill the deposit slip then the bank clerk helped me fill the slip but I am still in doubt.

-ฉันไปทำธุรกรรมที่ธนาคารเมื่อวานนี้และรู้สึกสับในการกรอกใบฝากเงินอยู่บ้าง ไม่นานนักเสมียนของธนาคารก็เข้ามาให้ความช่วยเหลือฉันในการกรอกข้อมูลต่างแต่ฉันก็ยังคงสงสัยอยู่ดี

 

อย่างที่เห็นข้างต้นครับคำว่า ‘doubt’ นั้นมีวิธีการนำไปใช้ที่มากมายหลากหลายครับ อย่างไรก็ดีหมั่นทบทวนศึกษาการใช้เพิ่มเติมอยู่สม่ำเสมอจะทำให้เราคุ้นชินไปเองครับ

Reference: เปิดฟ้าภาษาโลก

Doubt???

Written by akiautumn on July 3rd, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

กลับมาพบกันอีกครั้งนะครับสำหรับบทความที่เต็มไปด้วยเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยทางภาษาอังกฤษ ในครั้งนี้จะเสนอคำว่า ‘doubt’ ครับ ผู้เขียนมั่นใจว่าหลายๆ ท่านรู้จักคำนี้กันเป็นอย่างดีครับ

Doubt (เดาท) คำนี้นั้นเป็นได้ทั้งนามและกริยา มีความหมายว่า ฉงน สงสัย คลางแคลงใจ หรือ เคลือบแคลงใจ อาทิ

I doubt your good sense.

-ฉันคลางแคลงใจกับการรับรู้อันดีเยี่ยมของคุณจริงๆ

*doubt สามารถตามด้วยกรรม (object) ได้เลย

 

แล้วถ้าหากว่าไม่สงสัยเรื่องอะไร เจ้าของภาษาจะใช้คำว่าอะไรล่ะ? โดยทั่วไปแล้วคำว่า ไม่สงสัย หรือ ไม่ต้องสงสัยเลย นั้น จะใช้คำว่า ‘no doubt’ ครับ

No doubt she will come soon.

-ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหล่อนจะมาในอีกไม่ช้า

 

ทั้งนี้ ก็สามารถใช้วลีที่ว่า ‘I have no doubt about…..’ ไก้เช่นกัน อาทิ

I have no doubt about her story.

หรือ

I do not doubt about her story.

-ฉันไม่สงสัยในเรื่องราวของหล่อนเลย

 

ในครั้งนี้เรามารู้จักกับ ‘doubt’ แค่นี้กันก่อนครับแล้วเดี๋ยวในครั้งหน้าเราจะมาเรียนเกี่ยวกับ ‘doubt’ ในแบบอื่นๆ มากขึ้นนะครับ

Reference: เปิดฟ้าภาษาโลก

Ain’t

Written by akiautumn on July 1st, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

บทความครั้งนี้เราจะมาดูประโยคที่เกี่ยวกับการสนทนาในรูปแบบที่มีความหมาย negative (ปฏิเสธ) ที่ซ้อนกันสองความหมายในประโยคเดียวกันครับ เช่น

I ain’t got no money.

Ain’tno other men but you.

 

ถ้าตามหลักไวยากรณ์ทั่วไปแล้ว ain’tเป็นภาษาพูดมาจากคำว่า ‘am not’‘is not’ หรือ ‘are not’ ทั้งนี้ยังเราไปถึง ‘has not’ และ ‘have not’ อีกด้วย ซึ่งทั้งหมดล้วนมีความหมายว่า ไม่เป็น ไม่อยู่ ไม่คือ ไม่มี นั่นเอง

‘She ain’t the first’ มาจาก ‘She is not the first’

-หล่อนไม่ใช่คนแรก

‘You ain’tgonna need it’ มาจาก ‘You aren’t gonna need it’ ซึ่งก็คือ ‘You are not going to need it’

-คุณไม่ต้องการมันหรอก

 

แล้วถ้าเกิดว่าในประโยคนั้นมีคำปฏิเสธด้วยล่ะ เช่นคำว่า ‘no’ เมื่อปฏิเสธ เจอ ปฏิเสธ ตามหลักสากลแล้วมันควรจะหักล้างกันเอง จากลบกลายเป็นบวกใช่ไหม? ถ้าโดยทั่วไปใช่ครับแต่สำหรับคำตอบนี้คือ ไม่ใช่ นะครับ!

ซึ่งภาษาอังกฤษในรูปแบบตัวอย่างข้างต้น negative สองอัน ความหมายยังคงเป็น negative นะครับ แต่ที่ใส่มาสองจุดเพื่อเป็นการเน้นย้ำครับ

‘He ain’t got no money’ มาจาก ‘He got no money’

-เขาไม่มีเงินเลย

‘Ain’tno other men but you’

-ไม่ใช่ใครก็ได้แต่เป็นคุณเท่านั้น

 

ดังนั้น ข้อควรระวัง! ถ้าหากเป็นภาษาเขียนหรือภาษาทางการ ที่มีการใช้คำที่ตัวความหมายเป็นเชิงปฏิเสธในตัวของมันเอง แล้วมาเจอกับ no/not มันจะหักล้างกันเองนะครับ จะทำให้มีความหมายเป็น neutral (เป็นกลาง) หรือ positive (บอกเล่า) รวมถึงกรณีที่มันอยู่กันคนละวลีของประโยค เช่น ‘He was not incompetent’แปลว่า ‘เขาไม่ใช่ว่าไม่มีความสามารถ’ ซึ่งก็คือ เขาอาจจะกลางๆ หรือ มีความสามารถมากก็ได้ แต่ไม่ใช่ไม่มีความสามารถแน่นอนหรือการสื่อความหมายปฏิเสธที่หักล้างปฏิเสธกันเอง อาทิ ‘There isn’t a day when I don’t think about her’ หมายถึง ‘ไม่มีวันไหนเลยที่ฉันไม่คิดถึงเธอ’

 

อย่างไรก็ดีต้องหมั่นทำความเข้าใจอยู่เรื่อยๆ นะครับเพราะภาษาเป็นสิ่งไม่ตายสามารถพลิกแพลงได้ตลอดเวลา ดังนั้นควรจะศึกษาการนำไปใช้ ข้อยกเว้น หรือ เคล็ดลับต่างๆ อยู่เสมอ ต้องระวังอย่าให้สับสนนะ!

Reference: Longdodict.com