Author Archive

On หรือ ไม่ On

Written by akiautumn on January 10th, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

หลายๆ คนคงจะทราบดีอยู่แล้วว่า คำบุพบท (preposition) “On” นั้นเราจะใช้กับวันต่างๆ อาทิ เวลาเราจะกล่าวถึง วันจันทร์ วันหยุด หรือ วันพิเศษต่างๆ ขึ้นมาเฉยๆ เราก็จะใช้คำว่า On Monday On Holiday หรือ On Christmas Day กันเป็นส่วนมากใช่มั้ยล่ะครับแต่ ไม่เสมอไปนะครับ ซึ่งมั่นใจเลยว่าหลายๆ คนเวลาที่จะกล่าวว่า วันจันทร์นี้ วันหยุดนี้ หรือวันอื่นๆ นี้ ก็คงไม่พ้น On this Monday On this holiday หรือ On this Christmas day ซึ่งผิดถนัดเลยล่ะครับ จริงอยู่ที่ตามหลักไวยากรณ์ในการกล่าวถึงวันต้องใช้ “On” แต่ในกรณีนี้เราไม่จำเป็นต้องใช้ “On” ใช้ “this” ได้เลยครับ อาทิ This Monday This holiday หรือ This Christmas  day แบบนี้นะครับ เช่น

 

I have an important meeting thisMonday.

-ฉันมีประชุมที่สำคัญวันจันทร์นี้

I will take a trip to Phuket thisholiday.

-วันหยุดนี้ฉันว่าจะไปภูเก็ต

There is a special program on the show thisChristmas Day.

-ในวันคริสต์มาสในรายการพิเศษฉายด้วยล่ะ

 

อีกทั้ง นอกจากการใช้ “On” กับวันแล้วยังมีอีกหลายๆ คนจะใช้ “On” กับ “Think” ในความหมายที่ว่า “คิดถึงเรื่องอะไร” ซึ่งผิดถนัดเลยนะครับ คำว่า “Think on” นั้นไม่ได้แปลว่า คิดถึงเรื่องอะไร คิดเกี่ยวกับอะไร แต่หมายถึง นึกขึ้นได้ จำได้ เหมือนกับคำว่า “recognize” นะครับ ถ้าจะใช้สื่อความหมายที่ว่า คิดถึงเรื่องอะไร ให้ใช้คำว่า “Think of” หรือ “Think about” แทนนะครับ เช่น

 

Can you think of anything else?

-คุณคิดว่ามีอะไรเพิ่มอีกมั้ย?

What do you think about the book?

-คุณคิดว่าหนังสือเล่มนี้เป็นยังไง?

 

ท้ายนี้ก็อยากให้ผู้อ่านระวังการนำไปใช้ให้ดีๆ ด้วยนะครับเพราะบางทีสิ่งที่เราใช้กันโดยปกติอาจจะมีรูปแบบการใช้อย่างอื่นเมื่ออยู่ในบริบทอื่นๆ ด้วยนะครับ

ไปออกทะเลกัน!?

Written by akiautumn on January 8th, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

หลายๆ คนคงจะสงสัยไม่น้อยเลยกับสำนวนที่ว่า “out at sea” ซึ่งความหมายตรงๆ ก็คือ ออกสู่ทะเล แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ ซึ่งความหมายที่แท้จริงของวลีนี้คือ in difficulties หรือ experiencing problems ซึ่งหมายถึง เจอกับปัญหาต่างๆ นาๆ นั้นเองเช่น

I am out at seacooking a cake.

-มันงุ่นง่านอยู่กับการทำเค้ก

ซึ่งสามารถใช้คำอื่นๆ ได้อีก อาทิ

I am in difficulties cooking a cake.

หรือ

I am experiencing problems cooking a cake.

 

นอกจากนี้ก็ยังมีคำอื่นๆ อีกที่มีความหมายเดียวกัน ได้แก่

distressหมายถึง ความยุ่งยาก

You have no idea how distressed she was.

-คุณไม่รู้หรอกว่าหล่อนพบกับปัญหามากมายขนาดไหน

 

be in low circumstances หมายถึง ตกทุกข์ได้ยาก

She has been in low circumstances since her parents abandoned her 2 years ago.

-ตั้งแต่พ่อแม่ของเธอทอดทิ้งเธอไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เธอก็เจอแต่ปัญหามาโดยตลอด

 

fall on hard times หมายถึง อยู่ในสภาวะที่ลำบาก

I fall on hard time doing an important research.

-ตอนนี้ฉันกำลังเจอกับปัญหาต่างๆ ในการทำวิจัย

 

ทั้งหมดข้างต้นคือ คำ หรือ วลี ที่หมายถึงการเจอกับปัญหาต่างๆ ซึ่งอย่างที่เคยกล่าวไว้ว่าภาษาไม่เคยหยุดนิ่งดังนั้นใช่ว่าคำๆ เดียวจะมีความหมายเดียวตามที่เราเห็น ซึ่งควรจะระวังให้มากๆ โดยการดูจากบริบทรอบข้างนะครับว่าคำนั้นในประโยคต้องการจะสื่อถึงความหมายอะไร สุดท้ายก็อย่าหยุดเรียนรู้นะครับ

Set Off/Set (someone) Off

Written by akiautumn on January 6th, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

หลายๆ คนคงจะรู้จักกับว่า “set off” อยู่ไม่มากก็น้อยกันนะครับ เพราะเป็นคำที่ใช้กันค่อนข้างบ่อย แล้วคำนี้มีความหมายว่าอะไรกันล่ะ set off ประกอบด้วย คำ 2 คำ ได้แก่ “set” หมายถึง การวาง การจัดเตรียม ตั้งระบบ ส่วน “off” หมายถึงออกจาก ไม่ทำงาน หรือ ปิด ดังนั้นเมื่อนำทั้ง 2 คำมารวมกัน set off จึงหมายถึง “ตั้งปิด” นั้นผิดถนัดเลยครับ ความหมายที่แท้จึงของ set off คือ “เริ่มออกเดินทาง” หรือ “ปล่อยออกไป” อาทิ

One day he set off on a long walk around the town.

-วันหนึ่งเขาออกเดินไปเรื่อยๆ รอบๆ เมือง

 

The fireworks were set off on all sides.

-ดอกไม้ไฟถูกจุดขึ้นไปบนท้องฟ้าตลอดรอบฝั่ง

 

When to set off is a difficult problem.

-เมื่อถึงเวลาที่ควรปลดปล่อย นั้นคือปัญหาที่ยากมาก

 

สำหรับ “set (someone) off” นั้นไม่ได้มีความหมายว่า “ปล่อยให้ใครซักคนออกไป” นะครับ แต่กลับมีความหมายที่ต่างจาก set off โดนสิ้นเชิง นั้น คือ causing someone to laugh uncontrollably หรือ ทำให้ใครบางคนหัวเราะออกมาอย่างที่คุมไม่ได้ หรือ ภาษาชาวบ้านก็คือ ขำก๊าก นั้นเอง

 

It sets me off when seeing that man fell down from the bench while sleeping.

-ฉันขำมากเมื่อเห็นชายคนนั้นหล่นลงมาจากม้านั่งในขณะที่เขาหลับอยู่

 

*คำว่า “set” นั้นจะอยู่ในรูปเดิมทั้งรูป Past Tense และ Past Participle

–ed หรือ –ing

Written by akiautumn on January 4th, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

ผู้อ่านหลายคนคงเคยสับสนกันบ้างกับ คำคุณศัพท์ หรือ  adjective ที่เติม –edและ –ingอาทิ bored, boring interested, interesting และ excited, exciting เป็นต้น ซึ่งความหมายของทั้ง 2 รูปแบบนั้นก็ยังคงเหมือนกันแต่จะต่างกันเล็กน้อยนั้นคือ คำคุณศัพท์ที่เติม –edนั้นจะเป็นความรู้สึกที่ได้รับผลกระทบของสิ่งใดๆ หรือ เป็นความรู้สึกที่มีต่อสิ่งใดๆ และ คำคุณศัพท์ที่เติม –ingนั้นจะแสดงออกมาว่าสิ่งใดๆ นั้นเป็นอย่างไร  ซึ่งเชื่อว่าหลายๆ คนอาจจะยังไม่เห็นภาพ ดังนั้นเรามาดูจากตัวอย่างกันเลยดีกว่า

 

Bored หมายถึง รู้สึกเบื่อ

I’m bored with this film.

-ฉันรู้สึกเบื่อกับภาพยนตร์เรื่องนี้

*จากประโยคจะเห็นว่าประธานของประโยครู้สึกเบื่อซึ่งเป็นผลกระทบที่มีต่อภาพยนตร์ที่เขากำลังดูอยู่

 

Boring หมายถึง น่าเบื่อ

This film is boring.

-ภาพยนตร์เรื่องนี้น่าเบื่อ

*ส่วนประโยคนี้จะนำภาพยนตร์มาเป็นประธานซึ่งแสดงให้เห็นว่าภาพยนตร์นั้นน่าเบื่อ

 

ซึ่งจาก 2 ประโยคตัวอย่างข้างต้นนั้น มีประธานที่แตกต่างกัน และ คำคุณศัพท์ที่ใช้แตกต่างกันแต่ความหมายทั้ง 2 ประโยคนั้นกับคล้ายคลึงกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้จะอยู่ในรูปแบบที่แตกต่างกันแต่คำก็ยังคงความหมายเดิมแต่จะมีวิธีที่สื่อความหมายนั้นแตกต่างกันเท่านั้นเอง

 

ตัวอย่างอื่นๆ

She is interested in literature.-หล่อนรู้สึกสนใจในวรรณกรรม  We’re excited to participate in the parade.-พวกเรารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เข้าร่วมเดินขบวนพาเหรด
Literature is interesting.-วรรณกรรมเป็นเรื่องที่น่าสนใจ  Participating in the parade is exciting.-การเข้าร่วมขบวนพาเหรดนั้นน่าตื่นเต้น 

 

ทั้งนี้นอกจากคำที่ยกมาเป็นตัวอย่างยังมีคำคุณศัพท์อีกมากมายที่มีรูปแบบของ –edและ –ingแต่อย่างไรก็ตามก็ยังคงรูปความหมายไว้ดังเดิมแต่จะเปลี่ยนวิธีการสื่อความหมายที่แตกต่างกันเท่านั้นเอง ผู้อ่านจะต้องทำความเข้าใจกับคำคุณศัพท์ทั้ง 2 ประเภทนี้ให้ดีนะครับ^^

A Rolling Stone Gathers No Moss

Written by akiautumn on January 2nd, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

A rolling stone gathers no moss หรือหินที่กลิ้งอยู่ย่อมไม่มีตะไคร่เกาะ เป็นคำเปรียบเปรยที่หมายถึงคนที่ไม่เอาถ่าน หรือ ทำอะไรก็ไม่ได้ ซึ่งที่มาของสำนวนนี้ ให้เรามองย้อนไปในช่วงของการเกษตรจะเปรียบเทียบ a rolling stone กับ คนเรา นั้นเองซึ่งการที่กลิ้งไปมาไม่ปักหลักลงที่ไหนสักแห่ง ทำให้ไม่สามารถสร้างผลประโยชน์อะไรได้เลย ซึ่งแม้แต่ Moss หรือ ตะไคร่น้ำ ก็ยังเกาะไม่ขึ้น

 

He never tries to do anything. He’s like a rolling stone gathers no moss.

-เขาไม่เคยคิดที่จะลองทำอะไรเลย เขามันคนไม่เอาถ่านชัดๆ

 

ทั้งนี้ทั้งนั้น คำว่าa rolling stone gathers no mossนั้นยังมีความหมายในด้านบวกอยู่อีกนั้นก็คือ คนที่มักจะไม่อยู่นิ่งเฉย หรือ energetic นั้นเอง เพราะหลายๆ คนคิดว่าการมีตะไคร่น้ำเกาะถือเป็นสิ่งสกปรกซึ่งแสดงให้เห็นถึงความขี้เกียจเพิกเฉยต่อการดูแลรักษาดังนั้นหากไม่ Moss หรือ ตะไคร่น้ำ ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี

 

He always tries everything new. He’s like a rolling stone gathers no moss.

-เขามักจะลองทำสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอๆ เขาช่างเป็นคนที่เอาการเอางานจริงๆ

 

จะเห็นได้ว่าในภาษาอังกฤษแม้จะเป็นคำเดียวแต่สามารถตีความหมายออกมาได้ถึง 2 อย่างทั้งในด้านบวกและด้านลบทั้งนี้หากเราต้องการจะรู้ถึงความหมายที่คำๆ นั้นต้องการจะสื่อสิ่งที่จะบอกใบ้กับเรานั้นก็คือบริบทที่อยู่รอบด้านของคำนั้นๆ จะช่วยบอกความหมายให้กับเราเองดังนั้นเราไม่ควรมองข้ามสิ่งเหล่านี้แม้จะเป็นเพียงสิ่งเล็กน้อยเท่านั้น

Reference: tlcthai.com

ไปก่อน หรือ ละทิ้ง

Written by akiautumn on November 17th, 2013. Posted in บทความ

สำหรับ Forego และ Forgo นั้นเชื่อเลยว่า หลายๆ คนจะต้องสับสน งง มึน ว่ามันต่างกันหรือ? มันคืออะไร? และ ใช้แบบไหน? เราจะมาดูกันทีละคำกันเลยนะครับ

Forego (v.) หมายถึง นำมาก่อน ไปก่อน ล่วงหน้าไปก่อน ใช้ในประโยคทั่วๆ ไปนั้นล่ะครับ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน ก็ให้นึกถึงคำที่มีความหมายเดียวกันนั้นก็คือ before หรือ precede นั้นเอง

เช่น
Faith is willing to forego permanency in this world, because faith lives for the future reality.
-ความศรัทธาคือความตั้งใจที่จะทำให้เกิดความมั่นคงในโลกนี้เพราะความศรัทธานั้นมีอยู่ก็เพื่อความเป็นจริงในอนาคต
Forgo (v.) หมายถึง สละ ละทิ้ง ยอมละทิ้ง มีความหมายเดียวกับ relinquish หรือ waive ซึ่งการละทิ้งในที่นี้จะต่างจากคำว่า abandon ตรงที่ว่า abandon คือการปล่อยปละ ไม่ใส่ใจ คือ ปล่อยทิ้งไปเพราะเห็นว่าไม่มีค่า หรือ ไม่ต้องการแล้ว ส่วน forgo คือการละทิ้งแบบ ยอมสละสิทธิ์ไป ต้องทิ้งไปทั้งๆ ที่ยังรู้สึกเสียดาย หรือ จำเป็นต้องทิ้งไปเพราะเหตุผลบางอย่าง

เช่น
Kathy gets the scholarship to study abroad next semester but, unfortunately, her mother is diagnosed with cancer so she decides to forgo it.
-เคธี่ ได้รับทุนให้ไปเรียนต่อต่างประเทศในปีการศึกษาหน้า ทว่าเป็นที่น่าเสียดายที่แม่ของเธอป่วยเป็นมะเร็งจึงทำให้เธอต้องสละสิทธิ์ทุนนั้นไป

 

อย่างที่เห็นข้างต้นนี้จะเห็นว่าทั้ง Forego และ Forgo แทบจะเขียน และ อ่านเหมือนกัน ซึ่งก็ทำให้ใครหลายๆ คนสับสนนึกว่าเป็นคำๆ เดียวกัน จึงนำไปใช้แทนกัน ทว่าทั้ง 2 คำนี้กลับแตกต่างกันโดยสิ้นซึ่งถ้านำไปใช้ผิดล่ะก็ ความหมายที่ได้อาจจะออกมาไม่น่าดูเท่าไหร่นัก อยากให้เพื่อนระวังและรอบครอบกับการนำไปใช้ให้มากๆ นะครับ

Pound or Pond ?

Written by akiautumn on November 11th, 2013. Posted in บทความ

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายๆ คนคงได้มีโอกาสเดินทางไปยังต่างประเทศกันมาบ้างแล้ว ซึ่งในแต่ละประเทศนั้นก็ใช้สกุลเงินที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งในครั้งนี้เราจะมาดูสกุลเงินที่หลายๆ คนมักจะเข้าใจและใช้กันผิดอยู่บ่อยนั้นก็คือหน่วยเงินของประเทศอังกฤษ คือ

Pound (เพานด’) หรือมีชื่อเต็มว่า Pound sterling (เพานด’ สเตอร์ลิ่ง) แต่คนไทยอย่างจะเรียกว่า ปอนด์ จึงทำให้ใครหลายๆ คนสับสนว่าเป็น Pond (พอนด’) คำนี้รึเปล่า ซึ่งเกิดเพื่อนๆ ใช้เจ้า “pond” นี้ไปล่ะก็จากเงินจะกลับกลายเป็น “บ่อน้ำ” ไปเลยนะเออ

ทั้งนี้คำว่า “pound” นอกจากจะเป็นหน่วยเงินตราของประเทศอังกฤษแล้ว ยังเป็นหน่วยวัดน้ำหนักของอังกฤษอีกด้วย อาทิ 16 ounces is equal to 1 pound (16 ออนซ์เป็น 1 เพานด’) อีกทั้งยังมีการนำคำว่า “pound” มาใช้อีกหลายๆ อย่าง อาทิ

Poundage (เพาน-ดิจ) หมายถึง ภาษี ค่านายหน้า หรือ ค่าธรรมเนียม หรือคำว่า Pounder (เพานเดอ) หมายถึง ของที่มีน้ำหนักเป็นปอนด์ เช่น 300-pounders (มีน้ำหนัก 300 ปอนด์) หรือ หมาถึง คนตีหรือคนบดก็ได้

ทั้งนี้ Pound (เพานด’) เพื่อนหลายๆ คนอาจจะสับสนกับคำว่า Pour (พอ หรือ โพ) หมายถึงการรินหรือเท ซึ่งในเวลาพูดนั้นทั้ง 2 คำนี้ มีการออกเสียงค่อนข้างคล้ายกัน ดังนั้นเพื่อนๆ ก็ควรระวังในออกเสียงด้วยนะครับในภาษาอังกฤษออกเสียงผิดทีเปลี่ยนความกันคนละโลกเลยทีเดียว

ความผิดติดตัวฉัน

Written by akiautumn on November 9th, 2013. Posted in บทความ

เมื่อเพื่อนๆ ทำอะไรพลาด ส่วนใหญ่แล้วก็จะใช้คำว่า Sorry ที่หมายถึง ขอโทษ แต่เพื่อนๆ รู้ไหมว่ายังมีคำอีกมากมายที่มีความหมายว่า ขอโทษ เช่นเดียวกัน อาทิ Apologize Pardon Excuse Forgive และ Cover for แล้วความแตกต่างในการใช้ของแต่ล่ะตัวล่ะเป็นอย่างไรมาดูกันครับ

Apologize หมายถึง การขอโทษ จะใช้ในกรณีที่ผู้พูดรู้สึกสำนึกผิดและยอมรับว่าตนเองได้กระทำในสิ่งที่ผิดพลาดไปหรือรบกวนสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น ซึ่งจะมีการใช้หลายรูปแบบ คือ
Apologize to (คนที่เราต้องการจะขอโทษ)
I must apologize to you.
-ฉันควรจะขอโทษคุณ
Apologize for (เรื่องที่เราทำผิดและที่เราอยากจะขอโทษ)
I must apologize for breaking the vase.
-ฉันควรจะขอโทษที่ทำแจกันแตก
Apologize to (คนที่เราต้องการจะขอโทษ) for (เรื่องที่เราทำผิดและที่เราอยากจะขอโทษ)
I must apologize to you for breaking the vase.
-ฉันควรจะขอโทษคุณที่ทำแจกันแตก
Apologize that (เรื่องที่เราจะขอโทษ)
I must apologize that I was breaking the vase.
-ฉันควรจะขอโทษคุณที่ทำแจกันคุณแตก
Apology (n.) คำขอโทษ
I must say a word of apology.
-ฉันอยากจะบอกว่าขอโทษด้วย
I must give/offer/make you an apology for breaking the vase.
-ฉันต้องขอโทษคุณด้วยที่ทำแจกันแตก
Pardon หมายถึง การขอโทษ สำหรับคำนี้เป็นคำพูดขอโทษที่สุภาพ และดูเป็นผู้ดีมาก
I beg your pardon, I didn’t mean to break the vase.
-ฉันต้องขอโทษจริงๆ ฉันไม่ได้ตั้งใจที่จะทำแจกันแตก
Pardon for (เรื่องที่ทำผิด)
I asked your pardon for breaking the vase.
-ฉันต้องขอโทษด้วยที่ทำแจกันแตก
ทั้งนี้คำว่า pardon ยังนิยมใช้กันในความหมายที่ว่าไม่ได้ยินหรือได้ยินไม่ชัด ต้องการจะให้ทวนซ้ำอีกรอบ
Pardon me. Would you please say it again?
-ขอโทษนะค่ะ/ครับ กรุณาทวนใหม่อีกครั้งได้ไหม?
Excuse หมายถึง การยกโทษหรือการให้อภัยในความผิดเล็กๆ น้อย ซึ่งอาจจะเป็นมารยาททางสังคม
Excuse (v.)
Please excuse me for miscalling you.
-ขออภัยด้วยที่เรียกชื่อคุณผิด
Excuse (n.)
I would make an excuse for miscalling you.
-ฉันต้องขออภัยด้วยที่เรียกชื่อคุณผิด
Forgive หมายถึง การให้อภัยหรือยกโทษให้กับผู้ที่ล่วงเกินที่ก่อให้เกิดความบาดหมางขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ให้เกิดความสบายใจของทั้งสองฝ่าย
I forgive you
-ฉันยกโทษให้คุณ
I forgive you for you breaking my heart.
-ฉันไม่ถือสาอะไรที่คุณหักอกฉัน
I asked you for forgiveness, I didn’t mean to hurt you.
-ได้โปรดให้อภัยด้วย ฉันไม่ได้ตั้งใจที่จะทำร้ายคุณเลย
I don’t mind everything you did to me, just forgive and forget.
-ฉันไม่ถือสาในสิ่งที่คุณได้ทำไว้กับฉัน ให้ลืมๆ มันไปเหอะ
Cover (up) for หมายถึง การปกป้องหรือการขอโทษแทน แก้ตัวแทน ใช้ในกรณีที่ว่าผู้พูดจะปกป้องหรือปกปิดความผิดในสิ่งที่อีกคนกระทำไว้
Don’t worry, I won’t lie and cover for you.
-อย่าห่วงไปเลย ฉันจะไม่โกหกคุณและจะช่วยบิดเบือนความจริงให้
I’ll cover up for you. I’m certain, no one knows what happened.
-ฉันจะอุปเรื่องนี้ไว้เอง มั่นใจได้เลยจะไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

เป็นอย่างไรกันบ้างครับเพื่อนๆ สำหรับคำว่า “ขอโทษ” มีให้ใช้กันมากมายเลยทีเดียว ทีนี้เวลาเพื่อนๆ ทำอะไรผิดพลาดไปล่ะก็ ลองนำคำเหล่านี้มาใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ดูดีเก๋ไก๋กันไปอีกนิด หรือถ้าเพื่อนนกไม่ออก หรือไม่มั่นใจจริงก็อย่าคำว่า “Sorry” ล่ะครับ ใช้ได้ ร้อยแปดพัน เลยทีเดียว

Pleasure! Pleasure! Pleasure!

Written by akiautumn on November 2nd, 2013. Posted in บทความ

เพื่อนๆ ครับ ในชีวิตประจำวันของชาวต่างชาตินั้นมีศัพท์อีกคำหนึ่งซึ่งใช้กันในชีวิตประจำวันบ่อยมากนั่นก็คือ Pleasure (n.) หมายถึง ความพอใจ ความยินดี และ ความสนุกสนาน เช่น

It was a pleasure to meet you.

-รู้สึกยินดีอย่างมากที่ได้พบกับคุณ

Did you go abroad for pleasure or business?

-คุณเดินทางไปต่างประเทศเพื่อเที่ยวพักผ่อนหรือเพื่อธุรกิจ?

It is a great pleasure to be here.

-รู้สึกยินดีอย่างเยี่ยงที่ได้มาที่นี้

นอกจากจะใช้ Pleasure ในประโยคธรรมดาแล้ว ยังมีวลีอีกมากมายที่ Pleasure เช่น

My pleasure.

เป็นภาษาพูด โดยมีประโยคเต็มว่า It’s my pleasure.

ใช้ในความหมายว่า ผู้พูดมีความยินดีอย่างยิ่งที่  (เรื่องต่างๆ) ซึ่งมีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า You’re welcome. (ไม่เป็นไร)

เช่น

A: Thank you for your help.

-ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ

B: It’s my pleasure.

-ด้วยความยินดี

หรือ จะใช้ในความหมายว่า “ยินดีมากที่ได้รู้จัก” ก็ได้

A: Hi, C. This is my brother B.

-ว่าไง ซี นี้ บี น้องชายเรา

C: My pleasure.

-ยินดีที่ได้รู้จัก

และที่สำคัญคือหลายๆ คนมักจะใช้กันแบบผิด คือ

I hope to have the pleasure to be here as a guest.

-ผมหวังที่จะมีความยินดีที่ได้มาที่นี้ในฐานะแขก

ซึ่งตามหลักแล้วผิดอย่างแรงเลยครับ เพราะ ในวลี have the pleasure นั้นจะต้องตามด้วย บุพบท of เท่านั้น

เช่น

I hope to have the pleasure of being here as a guest.

-ผมหวังที่จะมีความยินดีที่ได้มาที่นี้ในฐานะแขก

หรือ ถ้าเพื่อนๆ เห็นว่าวลีนี้อาจจะทำให้สับสนเราก็สามารถปรับเปลี่ยนประโยคให้ดูเข้าใจง่ายกว่านี้

เช่น

It’s a great pleasure to be here as a guest.

-ผมหวังที่จะมีความยินดีที่ได้มาที่นี้ในฐานะแขก

หรือ

It’s a great pleasure being here as a guest.

-ผมหวังที่จะมีความยินดีที่ได้มาที่นี้ในฐานะแขก

 

ทั้งนี้ให้เพื่อนระวังการนำไปใช้ของแต่ละคำให้ดีด้วยนะครับเพราะคำเดียวเดียวความหมายทางเดียวแต่การเรียบเรียงนั้นจะต่างกันนะครับ ยังไงก็อย่าลืมนำไปใช้ด้วยนะครับ

เกรงใจจัง พูดยังไงนะ?

Written by akiautumn on October 24th, 2013. Posted in บทความ

“เรารู้สึกเกรงใจจัง” เป็นอีกหนึ่งปัญหาของใครหลายคนเลยครับว่าเราควรจะใช้คำไหนดี และหลายๆ คนก็ไม่แน่ใจว่าจะใช้ คำไหนดี ซึ่งโดยแท้จริงแล้วในภาษาอังกฤษนั้นไม่มีคำว่า “เกรงใจ” ที่ตายตัวครับ โดยทั่วไปเพื่อนต้องวิเคราะห์สถานการณ์ของบทสนทนานั้นว่ากำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่ มีทิศทางไปในทางใด และ เจตนาเช่นใด ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็มีหลายคำเลยครับที่อยู่ในขอบเขตของคำว่า “เกรงใจ”

 

“To be considerate” คำนี้ใกล้เคียงกับคำว่าเกรงใจมากที่สุดและใช้ได้หลายกรณี แต่โดยแท้จริงคำนี้หมายความว่า “ใจกว้าง” ซึ่งดูๆ ไปเหมือนเป็นการชมตัวเองว่าเป็นคนขี้เกรง
เช่น
Please be considerate to others and limit your call to 3 minutes.
“กรุณาเกรงใจคนรอบข้าง และควรใช้โทรศัพท์ไม่เกิน 3 นาที”
หรืออาจจะใช้คำว่า “Consideration” ก็ได้
He has great consideration towards his friend.
“เขาเกรงใจเพื่อนเป็นอย่างมาก”

 

“To feel obligated” ใช้ในกรณีเวลาที่ใครคนหนึ่งอยากให้เราทำอะไรที่ลึกๆแล้วเราไม่อยากทำแต่เราก็ทำให้เขาเนื่องจากว่าเรารู้สึกเกรงใจเขา
เช่น
I feel obligated so I’m going to do this for him.
“ฉันรู้สึกเกรงใจก็เลยจะทำให้เขา”

 

“Don’t want to impose” ประโยคนี้จะให้อารมณ์ประมาณว่ารู้สึกเกรงใจ ไม่อยากรบกวน ซึ่งเป็นการรบกวนที่ทำให้ผู้ถูกรบกวนต้องลำบากเสียเวลา เป็นการล้ำเส้นทางมารยาท

เช่น
Thanks for providing room for me. I don’t want to impose you at all.
“ขอบคุณนะ ที่หาห้องหับให้เรานะ ใจจริงแล้วก็ไม่อยากจะรบกวนเท่าไหร่แต่มันจำเป็นจริงๆ”
หรือจะใช้ว่า “Would rather not impose” และ “It would be too much of an imposition” ทั้งนี้ยังมีคำที่มีความหมายในทำนองเดียวกันอีกนั้นก็คือ “Don’t want to put someone out” หรือ “Don’t want to bother someone”
เช่น
I think I shouldn’t go to your home right now. I don’t want to put your parents out.
“ฉันคิดว่าตอนนี้ยังไม่เหมาะที่จะไปบ้านเธอ ฉันเกรงใจ พ่อแม่เธอนะ”

 

I don’t want to bother you but I really need money.
“จริงๆ ก็ไม่อยากรบกวนเธอเลยแต่ฉันจำเป็นต้องใช้เงินนะ”

 

ทีนี้เพื่อนๆ ก็ได้จักกับคำว่า “เกรงใจ” กันแล้วนะครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการเกรงใจนั้นก็มีหลากหลายกรณีแล้วแต่สถานการณ์ และ บริบท ของบทสนทนานั้นๆ อย่างไรก็ตามตัวอย่างข้างต้นก็ครอบคลุมเกือบทุกสถานการณ์ ยังไงเพื่อนๆ ก็ลองเอาไปใช้กันดูนะครับ