Author Archive

ออกจากรัง

Written by akiautumn on June 10th, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

บทความครั้งนี้ขอนำเสนอวลีที่ว่า หาเลี้ยงด้วยเอง ในภาษาอังกฤษจะใช้คำว่าleave the nest หรือ ออกจากรัง นั้นเอง ซึ่งวลีนี้จะสื่อถึงการออกไปทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยตัวเอง เช่น

I don’t know what to do with my son, he’s almost 40 but he won’t leave the nest yet. I am still looking after him.

-ฉันไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดีกับลูกชายของฉัน แกอายุจะเข้า 40 แล้ว แต่แกยังไม่ยอมทำอะไรเลย ฉันยังคงต้องดูแลเขาตลอด

I think I would leave the nest as soon as I graduate because I don’t want to be my parents’ burdensome.

-ฉันคิดว่าฉันจะทำงานหาเลี้ยงตัวเองทันทีหลังจากที่ฉันเรียนจบเพื่อว่าจะได้ไม่เป็นภาระให้แก่พ่อแม่ฉัน

 

นอกจากนี้การหาเลี้ยงตัวเองนั้นยังมีอีกวลีหนึ่งก็คือ live on one’s own legs หรือ ยืนด้วยลำแข้งของตัวเอง ซึ่งก็มีความหมายเดียวกันกับ ออกจากรัง เช่น

I have lived on my own legssince I graduated from university.

-ฉันยืนด้วยลำแข้งตัวเองตั้งแต่ฉันเรียนจบมหาวิทยาลัย

 

ภาษานั้นมีการเปลี่ยนแปลงทุกวัน เพื่อนต้องเรียนรู้ตลอดเวลาในบางทีคำเพียงคำเดียวอาจจะมีความหมายหลากหลายในทางกลับกันความหมายเพียงความหมายเดียวก็มีคำหลากหลายคำเช่นกัน ดังนั้นก็อย่าหยุดเรียนรู้นะครับ

Reference: เปิดฟ้าภาษาโลก, longdodict.com

เป็นเพียงแค่แฟนเท่านั้น

Written by akiautumn on June 8th, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

ผู้อ่านหลายๆ ท่านอาจจะเคยได้ยินที่คนเราพูดว่าเป็นแค่แฟนเท่านั้นเองยังไม่ได้มีอะไรเกินเลยกว่านั้น ซึ่งก็อยู่กินด้วยกันแต่ก็ยังไม่ได้แต่งงานเป็นสามี-ภรรยากันซึ่งก็จะบอกว่ายังเป็นแฟนกันอยู่ ในภาษาอังกฤษจะใช้คำว่าnearly wife หมายถึง เป็นแฟนกัน ที่อยู่ด้วยกันแล้ว แต่ยังไม่ได้แต่งงานกัน และไม่คิดว่าจะแต่งงานกันด้วยซ้ำเช่น

Laura and I have lived together for a year but she’s just my nearly-wife.

-ลอร่ากับฉันเราอยู่กันมาร่วมปีแล้ว แต่เธอก็เป็นแค่แฟนฉันเท่านั้นนะ

 

ยอกจากนี้ บางคนก็อาจจะใช้คำว่าlive-in ไปขยายนำหน้าคำนามแทน ซึ่งก็มีความหมายเดียวกับ nearly wife คือ อยู่กินกันในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แล้วก็เลิกร้างลากันไป เช่น ‘Laura and I have lived together for a year but she’s just my live-in girlfriend’

 

ทั้งนี้สำหรับเจ้าของภาษานั้นการที่จะเรียกว่า ‘a wife’ หรือ ‘my wife’ นั้น จะต้องแต่งงาน จดทะเบียน อยู่ด้วยกันเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้ว ถึงแม้ว่าจะเลิกรากันไปแล้วก็ตาม ก็จะใช้ ‘ex-wife’ แต่ถ้าแค่อยู่กินกัน ไม่คิดจะแต่งกัน แม้ว่าอาจเลิกรากันไปแล้วก็ตาม จะใช้คำว่า ‘nearly-wife’ หรือ ‘live-in’ เท่านั้น

 

ในภาษาอังกฤษนั้นมีคำมากมายเกิดขึ้นทุกวันๆ อยากให้เพื่อนๆ หมั่นเรียนรู้เพิ่มเติมสิ่งใหม่ๆ เข้ามาเรื่อยๆ แต่ก็อย่าลืมความรู้เก่าๆ ด้วยนะครับ

Reference: เปิดฟ้าภาษาโลก

Number!?

Written by akiautumn on June 6th, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

ผู้อ่านหลายๆ ท่านคงจะคุ้ยเคยกับคำว่า №หรือ No. กันเป็นอย่างดี ซึ่งคำนี้จะใช้แทนคำว่า number หรือ หมายเลข ในภาษาไทยนั้นเอง ทั้งนี้หลายๆ คนก็อาจจะสงสัยว่า เจ้าว่า № หรือ No. มี N และ o ที่บางทีก็มีขีดเส้นใต้ แต่ส่วนมากจะใส่จุดไว้เสียมากกว่านั้น มาได้อย่างไร? มีที่มาอย่างไร? เพราะคำว่า number นั้นไม่มีตัว o อยู่เลยซักนิด

 

ซึ่งจริงๆแล้วตัว№ หรือ No. นั้นเป็นสัญลักษณ์ครับไม่ใช่ตัวย่ออย่างที่เข้าใจกัน ซึ่งเจ้าตัวนี้จะมีชื่อเต็มๆ ว่าNumero sign ซึ่งจะเอาตัว N หน้าสุด มารวมตัว o ตัวสุดท้าย จากnumeroซึ่งเป็นคำที่ยืมมาจากภาษาละตินนั้นเองซึ่งจะใช้ในความหมายว่า “การอ้างถึงสิ่งนั้นด้วยตัวเลข” เช่น

I got a ticket №/No. 4.

-ฉันได้บัตรหมายเลขสี่

 

Look at the runner №/No. 4! He’s running so fast.

-ดูที่นักวิ่งเบอร์สี่สิเขาวิ่งเร็วมาก

 

อย่างไรก็ตาม แม้ №หรือ No.จะมาจากNumero sign แต่เมื่ออยู่ในประโยคแล้ว เราจะอ่านว่า number เสมอนะครับ อย่าได้เผลออ่านว่า‘โน’เข้าให้ล่ะ ไม่งั้นเจ้าของภาษางงแย่เลย ถ้าเป็นภาษาไทยก็ให้อ่านว่า “หมายเลข” หรือ “เลขที่” ครับ

 

ทั้งนี้การเขียน Numero sign ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันในระดับสากลก็มีตั้งแต่ N ใหญ่ ตามด้วย o เล็ก ที่ขีดเส้นใต้ (№) หรือ N ใหญ่ o เล็ก ที่ลอยขึ้นเสมอตัว N (N°) จนถึง N ใหญ่ o เล็ก แล้วจุด (No.) ครับ

 

 

 

Drop! Drop! Drop! (5)

Written by akiautumn on June 4th, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

กลับมาพบกับ ‘Drop’ เช่นเคย จากบทความครั้งก่อนเรารู้จักกับเจ้า ‘Drop’ ในรูปแบบของ วลี และ แสลง กันแล้ว ส่วนในครั้งนี้จะมาในรูปแบบของ idiom หรือ สำนวนกันครับ ซึ่งเจ้าคำนี้ก็มีสำนวนมากมายเช่นกัน

 

A drop in the bucket

สำนวนที่ว่า ‘a drop in the bucket’ หรือ หล่นใส่ถัง หลายคนอาจจะสับสนกันแล้วว่าหล่นใส่ถังคืออะไร อะไรที่หล่นใส่ถังกัน ทว่าความหมายจริงๆ ของสำนวนนี้ คือ มีจำนวนน้อยมาก เป็นการกล่าวถึงบางสิ่งบางอย่างที่มีจำนวนเพียงน้อยนิดซึ่งน้อยกว่าความจำเป็นเท่านั้น เช่น

No matter how much you hurry your effort is just a drop in the bucket.

-ไม่ว่าคุณจะรีบร้อนมากเพียงไรความพยายามของคุณนั้นก็แทบจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย

Private charity is only a drop in the bucket.

-การทำมูลนิธิส่วนตัวนั้นมีเพียงน้อยนิดเท่านั้นเอง

*นอกจากสำนวน ‘a drop in the bucket’ นั้นเราสามารถใช้คำว่า ‘a drop in the ocean’ ซึ่งให้ความหมายเดียวกันได้ เช่น

The government supplies a ton of food, but that’s just a drop in the ocean compared to what’s needed.

-รัฐบาลจัดหาอาหารจำนวนมากแต่มันก็ไม่เพียงพอถ้าหากเทียบกับความต้องการ

 

Drop in one’s track

สำหรับ ‘drop in one’s track’ นั้นมีความหมายว่า เสียชีวิตกระทัน โดยการเสียชีวิตนั้นอาจจะเกิดจากการเจ็บป่วยแล้วอยู่ๆ ดีก็เกิดอาการเฉียบพลันจนถึงแก่ชีวิต หรือ อาจจะกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งจนอ่อนเพลียจนกระทั้งถึงแก่ชีวิต ดังนี้

I packed all day until I could have dropped in my tracks.

-ฉันเก็บกวาดของตลอดทั้งวันจนฉันคิดว่าฉันเหนื่อยตายเลยทีเดียว

After my grandfather had been diagnosed with septicemia, he dropped in his tracks in a few days.

-หลังจากที่คุณหมอวินิจฉัยว่าปู่ของฉันมีอาการติดเชื้อ ปู่ของฉันก็เสียภายในไม่กี่วัน

 

Drop in someone’s lap

ส่วนสำนวน ‘drop in someone’s lap’ มีความหมายว่า การให้หรือการมอบโดยทันควัน หรือ มอบให้โดยปราศจากการบอกกล่าวนั้นเอง เช่น

It may be burdensome, as in they simply dropped the employment problem in our laps.

-พอมันดูเป็นภาระ พวกเขาก็แค่โยนปัญหาต่างๆ มาให้เราโดยทันที

อย่างไรก็ตาม Drop into someone’s lap นั้นมีความหมายที่แตกต่างกัน ซึ่งมีความหมายว่า การที่เราสามารถเลิกโศกเศร้าโดยปราศจากคนคอยช่วยเหลือหรือปลอบใจตัวเองได้นั้นเอง อาทิ

Sarah could drop into her lap after she had broken up with her boyfriend.

-ซาร่าสามารถยืนหยัดได้อีกครั้งหลังที่เธอแยกทางกับแฟนของเธอ

 

สุดท้ายนี้ก็อยากให้เพื่อนๆ ทุกคน หมั่นเรียนรู้และทบทวนเรื่องราวต่างที่ได้ศึกษามานะครับเพราะภาษาเป็นสิ่งที่ไม่หยุดนิ่งมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา มิฉะนั้นจะตามไม่ทันนะเออ

Reference: englishclub.com, dictionary.reference.com, dictionary.reverso.net

Drop! Drop! Drop! (4)

Written by akiautumn on June 2nd, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

สำหรับบทความนี้ก็ยังคงอยู่กับเจ้า ‘Drop’ เหมือนเดิมครับ แต่ในครั้งนี้จะมาในรูปแบบของวลีกันนะครับ ซึ่ง ‘Drop’ เองก็ถูกนำไปใช้กันในวลีมากมาย

 

Drop in

Drop in เป็นกริยามีความหมายว่า ไปเยี่ยม ครับ โดยที่การไปเยี่ยมนี้นั้นจะเป็นการไปเยี่ยมปุบปับโดยที่ไม่ได้ล่วงหน้าไว้หรือไปเยี่ยมแบบที่ไม่ได้เป็นทางการเท่าไหร่นัก เช่น

Please drop in when you come this way

-อย่าลืมแวะมาเยี่ยมพวกเรานะ ถ้ามาแถวนี้

That guy used to drop inon me very often.

-ผู้ชายคนนั้นนะเคยแวะมาหาฉันบ่อยมาก

*สำหรับ ‘Drop in’ นั้น ถ้าตามด้วยคำนามที่เป็นตัวบุคคลที่เราไปเยี่ยมจะต้องใช้กับ preposition ‘on’ เป็นส่วนมากนะครับ เช่น ‘that boy used to drop in on me’ นอกจากนี้ก็สามารถตามด้วย preposition ตัวอื่นตามแต่บริบทครับ

Please drop into see us any time you’re in town.

-มาหาเราได้ทุกเวลาเมื่อคุณมาที่เมืองนี้นะ

Why don’t you drop infor tea at your convenience?

-ถ้าไม่มีธุระอะไรทำไมคุณไม่เข้ามาดื่มชาซักถ้วยล่ะ

 

One’s jaw drop

สำหรับ One’s jaw drop นี้ถูกใช้เป็นคำแสลงโดยจะมีความหมายว่า ‘Very surprise’ ตกใจมาก ตะลึงมาก อาทิ

My jaw dropped when I saw my phone bill.

-ฉันแทบล้มทั้งยืนเมื่อเห็นใบเสร็จค่าโทรศัพท์

 

Drop dead

คำว่า Drop dead เป็นคำแสดงที่หยาบมาก มีความว่า อย่ามายุ่งไปให้พ้น หรือ ประมาณว่า ไปตายซะ อะไรทำนองนี้ คล้ายกับคำว่า ‘Go away’ เช่น

If you think I’m going to put up with your rudeness all day, you can just drop dead!

-ถ้าคุณคิดว่าฉันจะทนกับความหยาบคายของคุณได้ทั้งวันล่ะก็นะ ฉันว่าคุณไปให้พ้นๆ หน้าฉันจะดีกว่า

อย่างไรก็ดี ‘Drop dead’ เองก็ยังสามารถสื่อได้ในความหมายดี ในเวลาที่เราเจอผู้หญิงสวย เราจะเอาคำว่า drop -dead ต่อหน้า จะว่า drop dead beautiful หรือ drop dead gorgeous ก็ตามแต่ โดยที่คำว่า drop -dead  นั้นแปลว่าสวยจนตะลึงหงายหลังผึ่งไปเลย เช่น

Lilia’s sister is drop-dead gorgeous.

-น้องสาวของลิเลียนั้นเป็นคนที่สวยมาก

*คำว่า drop-dead ที่หมายถึงสวยนั้นอย่าลืมใส่ขีดคั่นกลางด้วยนะครับไม่ฉะนั้นจากสวยจะหมายถึงไปให้พ้นแทนซะล่ะ

 

หลายคำเองก็ถูกนำมาใช้เป็นแสลงมากมายและก็ยังมีความหมายหลายหลากทั้งนี้ต้องหมั่นสังเกตและศึกษาทบทวนถึงความหมายและการนำไปใช้ให้แม่นยำนะครับ

Reference: usingenglish.com, English Tutor

Drop! Drop! Drop! (3)

Written by akiautumn on May 31st, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

สำหรับบทความนี้เราก็ยังคงอยู่กับ ‘Drop’ เช่นเดิม ซึ่งในครั้งนี้เจ้า ‘Drop’ จะทำหน้าที่เป็นกริยาที่มีความหมายว่าการย่อตัว การย่อตัวถวายคำนับ โดยสวนมากจะมาในวลี ดังนี้

Before royal family, you must drop a curtsey.

-เมื่ออยู่ต่อหน้าพระพักตร์ คุณควรย่อตัวเพื่อถวายความคำรพ

*หรือจะใช้คำว่า ‘curtsy’ ก็ได้ ดังนี้ ‘You must drop a curtsy’

 

นอกจากนี้ เจ้า ‘Drop ’ยังมีความหมายว่า แย่ลง ลดลง ซึ่งเราจะพบเห็นส่วนมากในเรื่อของการศึกษาเมื่อพูดถึงเวลาที่คะแนนของเราๆ นั้นลดลง อาทิ

My final score is dropped from the midterm score.

-คะแนนตอนปลายภาคของฉันตกลงอีกเมื่อเทียบกับตอนกลางภาค

สำหรับในประเทศไทยเองเราจะได้ยินกันกันชินในเวลาที่ผู้เรียนเห็นว่าวิชาที่เรียนนั้นยากเกินไปเลยตัดสินใจที่จะถอนวิชานั้น เช่น

I think I should drop this class. It’s very hard for me.

-ฉันว่าตัวฉันเองควรจะถอนวิชานี้ซะ มันยากเกินไปสำหรับฉัน

 

และที่เห็นกันการใช้ ‘Drop’ บ่อยที่สุดก็คงไม่พ้นข่าวเศรษฐกิจที่มีการกล่าวราคาที่สินค้า ค่าเงินต่างที่ลดลงมา เช่น

There is a drop in the price of rubber.

-ตอนนี้ยางพารามีแต่ราคาจะตกลง

The price of rubber is gradually dropped from last year.

-ราคายางพารานั้นค่อยตกลงมาเรื่อยๆ จากปีที่แล้ว

 

ดูสิครับแค่คำๆ เดียวกลับมีความหมายตั้งมากมายขนาดนี้ ทั้งนี้ก็ต้องอยู่ใช้ล่ะครับว่าจะเอาไปใช้ได้ถูกต้องหรือเปล่า ถ้าให้ดีก็หมั่นทบทวนนะครับ

Reference: เปิดฟ้าภาษาโลก, Longdo.dict

 

Drop! Drop! Drop! (2)

Written by akiautumn on May 29th, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

สำหรับบทความครั้งนี้เราก็ยังอยู่ในเรื่องของคำว่า ‘Drop’ เหมือนเดิมครับอย่างกล่าวไว้แล้วว่าหมายถึง ‘ตก’ ‘หล่น’ หรือ ‘ ปล่อย’ และยังความหมายอื่นๆ อีกแล้วแต่บริบท ซึ่งครั้งนี้ ‘Drop’ จะหมายถึง ‘ลืม’ หรือ ‘forget’ นั้นเอง ทั้งนี้เจ้าของภาษาอาจจะใช้คำนี้บ้างถึงจะไม่บ่อยมากนักและส่วนใหญ่จะใช้ในภาษาพูดมากกว่าภาษาเขียน เช่น

I dropped your address out of my memory.

-ฉันลืมบ้านเลขที่เธอไปเสียสนิทเลย

 

โดยทั่วไป เจ้าของภาษายังใช้ ‘Drop’ ในความหมายของ หยด ส่วนมากจะพบบ่อยในทางการแพทย์ การทดลอง หรือ วิทยาศาสตร์ อาทิ

Take 3 drops a meal of this medicine.

-คุณต้องกินยานี้ 3 หยดต่อหนึ่งมื้ออาหาร

 

I don’t know what happened to me. The tears just dropped from my eye.

-ฉันไม่รู้เกิดอะไรขึ้นกับฉัน อยู่ๆ น้ำตามันก็ไหลออกมา

 

I can see the raindrop clearly.

-ชั้นสามารถมองเห็นหยดน้ำฝนได้อย่างชัดเจน

 

ภาษาเป็นสิ่งที่ไม่ตายจะค่อยเจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลาและสภาพสังคม ดังนั้นตัวเราก็ต้องเติบโตตามภาษาเหล่านั้นนะครับ

 

Reference: เปิดฟ้าภาษาโลก, Longdo.dict

 

Drop! Drop! Drop! (1)

Written by akiautumn on May 27th, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

บทความครั้งนี้เราจะมารู้จักกับคำที่ผู้อ่านหลายๆ ท่านทราบกันดีอยู่แล้ว ‘Drop’ หมายถึง ‘หยด’ ‘หลุด’ หรือ ‘ตก’ อย่างไรก็ตามสำหรับเจ้าของภาษานั้นยังใช้ในความหมายที่ว่า ‘ปล่อย’ หรือ ‘ทิ้ง’ ก็ได้ อาทิ

You dropped your handkerchief.

-คุณทำผ้าเช็ดหน้าตกไว้น่ะ

 

นอกจากความหมายข้างต้นแล้ว ‘Drop’ ยังมีความหมายในเชิงที่ว่า ‘แจ้งข่าว’ หรือ ‘ติดต่อ’ อีกด้วย ซึ่งส่วนใหญ่จะได้ยินมาจากภาพยนตร์หรือละคร เช่น ‘drop me a line’ ‘drop me a postcard’ หรือ ‘drop me a call’

When you get there, please drop me a line

-ถ้าคุณไปถึงที่นั้นแล้ว ก็ติดต่อกลับมาหาฉันด้วย

 

*drop me a line ในประโยคจะมีความหมายที่ใกล้เคียงกับ keep in touch (ติดต่อกันด้วย)

 

ทั้งนี้ ‘Drop’ เองอาจจะหมายถึงการถอนหายใจก็ได้ครับ อาทิ Miranda dropped a sigh (มิรันด้าถอนหายใจ) รวมไปถึงการสั่งให้หยุด หรือ ยุติ ก็สามารถใช้ ‘Drop’ ได้เหมือนกัน อาทิ

The Wi-Fi signal dropped.

The Wi-Fi signal stopped.

สัญญาณไวไฟดับ

 

*มีความหมายเดียวกับ stop นั้นเอง

 

คำเพียงคำเดียวแต่มีความหมายหลากหลายตามแต่สถานการณ์ที่นำไปใช้ ผู้อ่านทุกท่านจะต้องหมั่นสังเกต ศึกษา และ เรียนรู้ อยู่ตลอดเวลาเพราะภาษาเป็นสิ่งไม่หยุดนิ่งนะครับ

Reference: เปิดฟ้าภาษาโลก, Longdo.dict

British English และ American English (4)

Written by akiautumn on May 25th, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

มาถึงเรื่องสุดท้ายของความแตกต่างระหว่าง British English กับ American English กัน ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่จะทำให้สับสนในด้านของการฟัง (listening)

 

ความแตกต่างของการออกเสียง (pronunciation)

สำหรับความแตกต่างในด้านการออกเสียงจะมีอยู่ไม่กี่คำที่ทั้ง 2 รูปแบบนั้นแม้จะเขียนเหมือนกัน ตัวสะกดตัวเดียวกันแต่กลับอ่านออกเสียงคนละเสียงกัน ดังนี้

ตัว ‘a’คำศัพท์หลายตัวที่มีอักษร a ในด้านของ British Englishนั้นจะออกเสียง ‘อา’ แต่ใน American English จะออกเสียง ‘แอ’

คำศัพท์

British English

American English

คำแปล

ask

อาสคฺ

แอสคฺ

ถาม

fast

ฟาสทฺ

แฟสทฺ

เร็ว

can’t

คานทฺ

แคนทฺ

ไม่สามารถ

*หมายเหตุ สำหรับคำว่า can ออกเสียง ‘แคน’ ทั้ง British Englishและ American English

 

ตัว ‘ue’ และ ‘ew’ ในด้านของ British English นั้นจะออกเสียง ‘อิว’ ส่วน American English จะออกเสียง ‘อู’

คำศัพท์

British English

American English

คำแปล

Due

ดิว

ดู

กำหนด

New

นิว

นู

ใหม่

 

ตัว‘r’ที่วางอยู่หน้าพยัญชนะหรืออยู่ท้ายคำ สำหรับ British Englishจะไม่ออกเสียงตัว‘r’แต่ American Englishกลับออกเสียงตัว‘r’

คำศัพท์

British English

American English

คำแปล

far

ฟา

ฟารฺ

ไกล

bear

แบ

แบรฺ

หมี

part

พาท

พารฺท

ส่วน

torn

ทอน

ทอรฺน

ฉีก,ขาด

 

ตัว‘t’เมื่อ ‘t’หรือ ‘tt’อยู่ระหว่างสระ หรือ อยู่วางอยู่หน้าตัว‘l’หรือ ‘r’กรณี British Englishจะออกเสียง ทฺ แต่ American Englishจะออกเสียง ดฺ

คำศัพท์

British English

American English

คำแปล

better

เบทเทอะ

เบทเดอะ

ดีกว่า

city

ซิทิ

ซิดิ

เมือง

pretty

พริทิ

พริดิ

สวย

bottle

บอทเทิล

บอทเดิล

ขวด

 

จากบทความข้างต้นผู้อ่านจะเห็นว่าแม้แต่การอ่านออกเสียงนั้นก็ยังมีแต่ความแตกต่างกันอยู่เล็กน้อย ซึ่งผู้อ่านควรจะฝึกการฟังให้หลากหลายเพื่อให้คุ้นชินกับการออกเสียงคำต่างๆ ทั้งนี้ท่านผู้อ่านทั้งหลายก็อย่าลืมความแตกต่างอื่นๆ ที่กล่าวมาก่อนนี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการใช้คำศัพท์ การสะกดคำ และ ไวยากรณ์ ทั้งนี้ท่านผู้อ่านควนหมั่นเรียนรู้อยู่เสมอจะช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้

Reference: วารสารก๊อกน้ำ

British English และ American English (3)

Written by akiautumn on May 23rd, 2014. Posted in บทความ

Good Morning Teacher

จากบทความที่กล่าวมาแล้วถึง 2 เรื่องในเรื่องของความแตกต่างของภาษาอังกฤษในการใช้ของทั้ง 2 รูปแบบคือ British English และ American English ซึ่งความแตกต่างที่สำคัญที่สุดและเด่นชัดที่สุดคงหนีไม่พ้นความแตกต่างในด้านของไวยากรณ์ หรือ grammar

ความแตกต่างทางด้านไวยากรณ์ (grammar)

ทั้งนี้ความแตกต่างทางด้านไวยากรณ์นั้นจะมีอยู่หลายประเทศและมักจะเป็นเรื่องที่หลายๆ คนสับสนอยู่แล้ว ดังนี้

ความแตกต่างในเรื่อง singular noun (คำนามเอกพจน์) และ plural noun (คำนามพหูพจน์)ซึ่งในที่นี้หมายถึง British Englishจะเป็น singular noun แต่ในส่วนของAmerican Englishกลับใช้เป็นplural noun อาทิ

British English

American English

คำแปล

Sport

Sports

กีฬา

 

British English

American English

He is very keen on sport, particularly football. He is very keen on sports, particularly football.

เขาเล่นกีฬาเก่งโดยเฉพาะฟุตบอล

 

ความแตกต่างในเรื่อง countable noun(คำนามนับได้) และ uncountable nouns (คำนามนับไม่ได้) กล่าวคือ British Englishนั้นคำนั้นๆ จะเป็นทั้ง countable and uncountable nounส่วนใน American Englishกลับเป็นเฉพาะ uncountable noun เท่านั้น เช่น tea (ชา) หรือ coffee (กาแฟ) เช่น

British English

American English

Would you like a cup of coffee?หรือ

Would you like a coffee

Would you like a cup of coffee?

ต้องการจะรับกาแฟสักแก้วไหม?

 

ความแตกต่างขอตำแหน่งของ river หรือ แม่น้ำ สำหรับ British English นั้นจะวางชื่อแม่น้ำจะอยู่หลัง river แต่ American English นั้นจะวางชื่อแม่น้ำจะอยู่หน้า river

British English

American English

The river Chao Phraya is in Thailand. The Chao Phraya river is in Thailand.

แม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ที่ประเทศไทย

 

ความแตกต่างในการเรียกจำนวนตัวเลข หรือ numberในBritish English นั้นจะมี and วางอยู่หน้าตัวเลขสุดท้ายที่มากกว่า 100 แต่ในAmerican Englishนั้นกลับไม่มี and ดังนี้

British English

American English

I bought this house in the year two thousand and twelve. I bought this house in the year two thousand twelve.

ฉันซื้อบ้านหลังนี้มาในปี ค.ศ. 2012

 

จากบทความข้างต้นจะชี้ให้เห็นว่าแม้แต่ในด้านไวยากรณ์นั้นยังมีความแตกต่างกันแม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่ไม่ทำให้โครงสร้างนั้นผิดความหมายไปมากนัก แต่ถ้าจะให้ดีเราควรจะเข้าใจและใช้ให้ถูกวิธีจะเป็นการดีที่สุด

 

Reference: วารสารน้ำก๊อก